Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ปตท. ลุยโครงการ Genesis ดึงยักษ์โลกปรับทัพปิโตรเคมี-โรงกลั่น

ปตท. ลุยโครงการ Genesis ดึงยักษ์โลกปรับทัพปิโตรเคมี-โรงกลั่น

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนกลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในอนาคตอันใกล้ คือการปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจหลักอย่างปิโตรเคมีและการกลั่น (P&R Portfolio) ครั้งใหญ่ภายใต้โครงการ “Genesis” โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการแสวงหาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก (Strategic Partner) เข้ามาเปลี่ยนสมการธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

“พาร์ตเนอร์คนนั้นจะต้องเป็นระดับโลก แข็งแรงเท่าเราหรือมากกว่า เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมเราแข็งแรงขึ้น ที่สำคัญต้องมีการ Synergy ลดการแข่งกันเอง และช่วยเสริมเรื่องตลาดและวัตถุดิบ ซึ่งตอนนี้ก็คุยกันอยู่หลายคนทั้งสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป” คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงคุณสมบัติของพันธมิตรที่ปตท. กำลังมองหา

โดยคาดว่าความชัดเจนจะเกิดขึ้นภายในปี 2569 นี้สำหรับการหาพันธมิตรมาเข้าร่วมลงทุนในบริษัทแฟลกชิปของกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) โดยที่ ปตท. จะยังคงสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ในบริษัทแฟลกชิป เพื่อรักษาความเป็นแกนหลักของกลุ่ม

รุกคืบ Global LNG Player

เป้าหมายเชิงรุกถัดมาคือ เร่งสร้างการเติบโตธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player โดยมีแผนขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ซึ่งปีที่ผ่านมา ปตท. มีการค้า LNG ปริมาณ 3.3 ล้านตัน รวมถึงมีการลงนามสัญญาระยะยาวเพื่อจัดหา LNG จำนวน 1.6 ล้านตัน พร้อมแสวงหาการเติบโตในต่างประเทศ

“LNG ตอนนี้เป็นพลังงานหลักของโลกในอีก 30 ปีข้างหน้า เพราะเมื่อเทียบกับฟอสซิลอื่น ถือว่าสะอาดที่สุดและราคาเหมาะสม” คุณคงกระพัน กล่าว

ชูกลยุทธ์ ‘Smart Exit’ ถอยเพื่อรุกในธุรกิจใหม่

การจะเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปตท. จำเป็นต้องลดภาระบางอย่าง ผ่านกลยุทธ์ “Smart Exit” ซึ่งเป็นการกล้าถอยในธุรกิจ Non-Hydrocarbon ที่ไม่ตอบโจทย์เทรนด์โลกหรือความถนัดขององค์กร เพื่อเอาเงินสดกลับมาสร้างโอกาสใหม่ เช่น การปรับโครงสร้างธุรกิจ EV  ด้วยการลดสัดส่วนการถือหุ้นบริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (Horizon Plus) การขายเงินลงทุนในหุ้นของ CATL รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ซึ่งสร้างเงินสดกลับมาได้กว่า 13,000 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มธุรกิจ Life Science ปตท. เลือกใช้โมเดลการเติบโตแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Funding) ให้ธุรกิจสามารถระดมทุนและเติบโตได้ด้วยตัวเองผ่านพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลดภาระการพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทแม่ พร้อมรุกตลาดยาสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัท New Alvogen Group Holdings Inc. (Alvogen US)

ชูไฮโดรเจน-CCS เร่งเครื่องพลังงานสะอาด

Eastern Thailand CCS Hub

ขณะเดียวกัน กลุ่ม ปตท. กำลังเร่งพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืนด้วยการผลักดันธุรกิจไฮโดรเจนและการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) โดยโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ตั้งเป้าเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 โดยมีศักยภาพในการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี พร้อมทั้งขับเคลื่อนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนร่วมกับภาครัฐต่อเนื่อง

ขณะที่ธุรกิจไฮโดรเจน ร่วมมือกับพันธมิตรผลักดันการใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำสำหรับโรงไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม พร้อมขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ

กำไรปี 68 ทะลุ 9 หมื่นล้าน

ทิศทางและกลยุทธ์ที่วางไว้ส่งผลให้การดำเนินงานปี 2568 ของ ปตท. และบริษัทย่อยสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 90,166 ล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและมาร์จิ้นปิโตรเคมีอยู่ในช่วงวิกฤต ซึ่งคุณคงกระพันระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวมาจากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพภายใน (Profit Enhancement) และการบริหารสินทรัพย์ที่สร้างกำไรเพิ่มถึง 38,000 ล้านบาท

ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ปตท. ประกาศจ่ายเงินปันผลรวม 2.30 บาทต่อหุ้น โดยแบ่งเป็นปันผลปกติ 2.10 บาท และมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษเพิ่มอีก 0.20 บาทต่อหุ้นเป็นครั้งแรก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

CCIB ผนึก KBTG-Samsung ตีแผ่กลโกง ‘บัญชีม้านิติบุคคล’ ชู Security by Default รับมือภัย AI-Quantum

ไทยพัฒน์เปิดกรอบ M-A-T พลิกวิกฤติ ESG เป็นกำไร ชูผลตอบแทนสะสม 271%

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar