Share on
×

Share

ลดดีเซลครึ่งหนึ่งใน 10 ปีลดพึ่ง LNG เสริมความมั่นคงพลังงานไทย

ลดดีเซลครึ่งหนึ่งใน 10 ปีลดพึ่ง LNG เสริมความมั่นคงพลังงานไทย

การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า ทำให้ไทยต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านราคา และความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงาน ขณะที่การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง แต่โรงไฟฟ้ายังต้องใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง ส่วนภาคขนส่งยังใช้น้ำมันดีเซลในปริมาณสูง การรับมือจึงต้องปรับทั้งแหล่งจัดหาเชื้อเพลิง การผลิตไฟฟ้า และระบบขนส่ง เพื่อลดต้นทุนและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว เพราะการรอให้ราคาพลังงานโลกลดลงเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้

ภาณุรัช ดำรงไทย ประธานกรรมการคณะทำงานพิจารณาแนวทางรับมือสภาวะขาดแคลนด้านพลังงาน และการปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ไทยควรวางแผนลดการใช้น้ำมันดีเซลจากประมาณ 60 ล้านลิตรต่อวัน เหลือ 30 ล้านลิตรต่อวันภายใน 10 ปี ควบคู่กับการลดพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า หรือ LNG และพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศ โดยเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับต้นทุนและความพร้อม เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอในราคาที่รับได้

เพิ่มขนส่งทางราง ลดใช้ดีเซลครึ่งหนึ่งใน 10 ปี

ข้อเสนอเรื่องดีเซลมุ่งไปที่การเปลี่ยนระบบขนส่ง ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการลดต้นทุนของประเทศ โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP เทียบกับต่างประเทศที่อยู่ราว 7% แนวทางลดการใช้เชื้อเพลิงคือเพิ่มการขนส่งทางราง และใช้รถบรรทุกหรือรถกระบะขนส่งสินค้าระหว่างต้นทางกับสถานีรถไฟ รวมถึงรับสินค้าจากสถานีไปส่งยังปลายทาง พร้อมทยอยเปลี่ยนรถขนส่งไปใช้ก๊าซธรรมชาติอัด หรือ CNG และไฟฟ้า แม้การใช้รถไฟฟ้าในภาคขนส่งยังมีข้อจำกัดเรื่องระบบชาร์จที่ต้องแก้ไข

ตัวอย่างที่ยกขึ้นมา คือการขนข้าวจากขอนแก่นเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งสามารถนำข้าวไปขึ้นรถไฟที่ขอนแก่น ก่อนใช้รถรับช่วงขนส่งเมื่อถึงปลายทาง เพื่อลดการใช้รถบรรทุกวิ่งตลอดเส้นทาง และประหยัดน้ำมันในระยะทางไกล ขณะที่โรงกลั่นสามารถปรับการผลิตตามความต้องการเชื้อเพลิงที่เปลี่ยนไปได้ การลดใช้ดีเซลจึงควรเป็นแผนระยะยาวที่เริ่มจากการปรับระบบขนส่ง เพราะหากยังพึ่งพาดีเซลในระดับสูง ต้นทุนขนส่งก็ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงต่อไป

ลดพึ่ง LNG ลดต้นทุนไฟฟ้าโซลาร์ต้องมีระบบรองรับ

ด้านไฟฟ้า การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ลดลง สวนทางกับการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซ ทำให้ไทยต้องนำเข้า LNG มาชดเชยมากขึ้น การมีโรงไฟฟ้าหรือโรงกลั่นจำนวนมาก จึงไม่ได้หมายความว่าประเทศจะมีพลังงานมั่นคง หากยังต้องพึ่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ ภาพเปรียบเทียบที่ใช้ในการบรรยายคือโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นเป็นเสมือนโรงสี ส่วนก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบคือข้าวเปลือก ต่อให้มีโรงสีพร้อมใช้งาน แต่หากหาข้าวเปลือกไม่ได้ก็ไม่สามารถผลิตได้เช่นเดิม ความเสี่ยงจึงอยู่ทั้งที่ราคานำเข้าและความต่อเนื่องในการจัดหาเชื้อเพลิง

แนวทางที่เสนอ คือเริ่มลดใช้ LNG นำเข้าที่มีต้นทุนสูง แล้วเพิ่มก๊าซในประเทศและพลังงานอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาทดแทน เขาระบุว่า LNG ที่ซื้อขายในตลาดจรสามารถทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าอยู่ราว 5–6 บาทต่อหน่วย ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนประมาณบาทกว่า อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบต้นทุนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการวางระบบไฟฟ้า เพราะแหล่งพลังงานแต่ละชนิดมีข้อจำกัดด้านช่วงเวลาผลิต และความสามารถในการจ่ายไฟ จึงต้องพิจารณาควบคู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดวัน

แม้โซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกที่ไทยสามารถเพิ่มได้ในระยะใกล้ แต่ไม่สามารถนำมาทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซได้ทั้งหมดโดยลำพัง เนื่องจากผลิตไฟฟ้าได้มากในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะตอนเที่ยง ขณะที่ช่วงกลางคืนยังมีความต้องการใช้ไฟฟ้า จากเครื่องปรับอากาศและกิจกรรมในครัวเรือน หากเพิ่มโซลาร์เซลล์มากโดยไม่เตรียมระบบรองรับ อาจเกิดภาวะไฟฟ้าเหลือในบางช่วง แต่ยังต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองสำหรับเวลาที่ไม่มีแสงแดด โรงไฟฟ้าที่ลดการเดินเครื่องในช่วงกลางวัน จึงยังมีบทบาทต่อความมั่นคงของระบบ และมีต้นทุนความพร้อมจ่ายที่ต้องคำนึงถึงด้วย

พัฒนาพลังงานในประเทศ วางแผนจากชีวมวลถึงความร้อนใต้พิภพ

ทางเลือกที่นำเสนอ ครอบคลุมทั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าที่เดินเครื่องได้ต่อเนื่อง และระบบกักเก็บพลังงาน โดยพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่ได้รับความสนใจ เทคโนโลยีรูปแบบใหม่สามารถเจาะลงไปถึงชั้นหินร้อน ส่งน้ำลงไปแล้วนำน้ำร้อนกลับขึ้นมาใช้ผลิตไฟฟ้า ต่างจากการพึ่งแหล่งน้ำร้อนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หลายพื้นที่ของไทยมีโอกาสพัฒนาแหล่งพลังงานประเภทนี้ ตามมุมมองที่เสนอในการบรรยาย แต่ต้องพิจารณาความลึกในการเจาะและต้นทุน เพื่อให้สามารถนำมาใช้ได้ในราคาที่เหมาะสม

อีกแนวทาง คือการใช้เทคโนโลยีเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ โดยเฉพาะโอกาสในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอ่าวไทย ซึ่งมีชั้นหินที่อาจต้องใช้วิธีการผลิตต่างจากแหล่งก๊าซทั่วไป เช่น การเจาะหลุมแนวนอนและการทำให้หินแตกเพื่อให้ก๊าซไหลออกมาได้ ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นแล้วในต่างประเทศอาจช่วยให้ไทยเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นโอกาสที่ต้องพิจารณาความเหมาะสมในการพัฒนา ไม่ใช่ปริมาณก๊าซที่ยืนยันแล้วว่าจะนำขึ้นมาใช้ได้ทันที

สำหรับลำดับการเปลี่ยนผ่าน กรอบเบื้องต้นที่เสนอคือช่วง 0–5 ปี เพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์และชีวมวล โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ต้นข้าวและใบอ้อย มาใช้เป็นเชื้อเพลิง แทนการเผาที่ก่อปัญหา PM 2.5 ส่วนช่วง 3–10 ปี พิจารณาเทคโนโลยีความร้อนใต้พิภพ การผลิตก๊าซจากชั้นหินที่มีศักยภาพ และการใช้โพรงเกลือเพื่อจัดเก็บพลังงาน ขณะที่ระยะเกิน 10 ปี เป็นช่วงติดตามเทคโนโลยีอื่น รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ซึ่งยังมีต้นทุนสูง ทั้งหมดเป็นแนวคิดเพื่อจัดลำดับการพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความพร้อม

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar