Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SanDisk เปิดยุค 2.0 ปรับพอร์ต SSD ไทย รับดีมานด์ข้อมูลพุ่งจาก AI

SanDisk เปิดยุค 2.0 ปรับพอร์ต SSD ไทย รับดีมานด์ข้อมูลพุ่งจาก AI

ทิศทางของตลาดเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล (Storage) กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ล่าสุด SanDisk (แซนดิสก์) แบรนด์ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีหน่วยความจำแบบแฟลช ได้เสร็จสิ้นกระบวนการแยกตัว (Spin-off) จาก Western Digital และก้าวเข้าสู่การดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทอิสระที่จดทะเบียนเดี่ยวในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq (SNDK) อย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนทิศทางใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ “SanDisk 2.0” ที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเทคโนโลยีแฟลชตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และปรับโครงสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ SSD ครั้งใหญ่ในประเทศไทยเพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

วางผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง รับยุค AI

ในการก้าวสู่ทศวรรษใหม่นี้ เจเน็ต อัลไกเออร์ (Janet Allgaier) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผู้บริโภคของ SanDisk ผู้มีประสบการณ์บริหารแบรนด์อุปโภคบริโภคระดับโลกมานานกว่า 25 ปี ได้นำความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาสู่องค์กรด้วยการปรับมุมคิดสู่การมี “ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในทุกมิติ”

คุณเจเน็ตให้ข้อมูล (ผ่านวิดีโอคอลล์) ว่า พฤติกรรมการสร้างและการใช้งานข้อมูลของผู้บริโภคกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ปริมาณข้อมูลจากอุปกรณ์ดิจิทัลรอบตัวเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ประกอบกับการแพร่หลายของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำงาน ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้รวดเร็วและมีจำนวนชิ้นงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและประสิทธิภาพของอุปกรณ์จึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์

“ในปัจจุบัน อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอกของคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำงานและความคิดสร้างสรรค์” คุณเจเน็ต กล่าว

เพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าว SanDisk ได้ปรับโฉมโลโก้ใหม่ภายใต้แนวคิด “SanDisk 2.0” พร้อมชูสโลแกน “Space to Hold More” เพื่อสื่อสารว่า แบรนด์ทำหน้าที่เป็นผู้เก็บรักษาความทรงจำและผลงานสร้างสรรค์อันมีค่าของผู้ใช้งานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่

นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้ขยายความร่วมมือด้วยการเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการในกลุ่มผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2026 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นมหกรรมกีฬาที่มีการสร้างสรรค์และจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาโลก

จัดทัพ SSD ใหม่ ภายใต้ “SanDisk Optimus”

ในฝั่งของการบริหารตลาดในประเทศ ธนพัฒน์ เลาห์ขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซนดิสก์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แซนดิสก์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแข็งแกร่งในเกือบทุกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ ทั้งการ์ด Micro SD, การ์ด SD, อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพา (Portable SSD) และ USB แฟลชไดรฟ์

SanDisk เปิดยุค 2.0 ปรับพอร์ต SSD ไทย รับดีมานด์ข้อมูลพุ่งจาก AI

สำหรับการบุกตลาดยุคใหม่ แบรนด์ได้จัดพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ฮาร์ดดิสก์ภายในแบบโซลิดสเตต (Internal SSD) ใหม่ทั้งหมด โดยโยกย้ายซีรีส์ยอดนิยมเดิมของแบรนด์ WD มาอยู่ภายใต้แบรนด์แซนดิสก์ในตระกูล “SanDisk Optimus” เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคจำแนกกลุ่มตามประสิทธิภาพและเลือกซื้อสินค้าที่ตรงกับการใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับประสิทธิภาพหลัก ได้แก่

  1. SanDisk Optimus (ระดับทั่วไป – Everyday Performance): พัฒนาและเปลี่ยนผ่านมาจากซีรีส์ WD Blue (เช่น ซีรีส์ 5100 หรือ SN5000 เดิม) ออกแบบมาสำหรับนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานทั่วไปที่ต้องการยกระดับความเร็วในการทำงานในชีวิตประจำวัน บนพื้นฐานราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่า
  2. SanDisk Optimus GX (ระดับเล่นเกม – Gaming): พัฒนาและเปลี่ยนผ่านมาจากซีรีส์ WD_BLACK รุ่นมาตรฐาน (เช่น Optimus GX 7100 NVMe SSD) ออกแบบมาสำหรับเกมเมอร์ทั่วไปที่ต้องการความเร็วในการอ่านเขียนและโหลดข้อมูลที่ฉับไว พร้อมความจุสูงเพื่อรองรับการติดตั้งเกมขนาดใหญ่
  3. SanDisk Optimus GX PRO (ระดับสมรรถนะขั้นสุด – High Performance): พัฒนาและเปลี่ยนผ่านมาจากซีรีส์ WD_BLACK รุ่นท็อปที่มีหน่วยความจำ DRAM ในตัว (เช่น Optimus GX PRO 8100 NVMe SSD บนสถาปัตยกรรม PCIe Gen5 และ Optimus GX PRO 850X บน PCIe Gen4) ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเพื่อนักพัฒนามืออาชีพ และเกมเมอร์ระดับไฮเอนด์ที่ต้องการประสิทธิภาพและความเร็วสูงสุดโดยไม่ยอมลดละความเร็ว

การปรับโฉมในครั้งนี้ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการออกแบบและการันตีด้วยรางวัลระดับโลก โดยผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง SanDisk Optimus GX PRO 8100 NVMe SSD สามารถคว้ารางวัล Red Dot Design Award 2026 มาครองได้อย่างโดดเด่น

อัปเกรด Portable Storage เล็กลง เร็วขึ้น

นอกจากการปรับพอร์ต SSD ภายในเครื่องแล้ว แซนดิสก์ยังเปิดตัวไลน์อัปผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาภายนอกและแฟลชไดรฟ์เจเนอเรชันใหม่ที่มีขนาดเล็กระดับพกพาสะดวก (Pocket Size) เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของครีเอเตอร์และผู้ใช้ทั่วไป

  • SanDisk Extreme® Portable SSD ผลิตภัณฑ์ที่คว้ารางวัล Red Dot Design Award 2026 ออกแบบมาสำหรับตากล้องและครีเอเตอร์ที่ต้องทำงานกับไฟล์ภาพและวิดีโอ Raw ขนาดใหญ่ รุ่นนี้ได้รับการอัปเกรดความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุดถึง 2,000 MB/s (ซึ่งเร็วกว่ารุ่นเดิมถึงหนึ่งเท่าตัว) สามารถถ่ายโอนภาพถ่ายความละเอียดสูง 1,000 ภาพได้ภายในเวลาไม่ถึง 60 วินาที ตัวเครื่องทนทานผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP65 และทนแรงกระแทกจากการตกจากที่สูงได้ถึง 3 เมตร มาพร้อมการรับประกันแบบจำกัดเงื่อนไขนานถึง 5 ปี มีความจุจำหน่ายตั้งแต่ 1TB–4TB (และวางแผนเปิดตัวรุ่น 500GB ในระยะถัดไป)
  • SanDisk® Portable SSD อุปกรณ์จัดเก็บพกพารุ่นมาตรฐานสำหรับนักเรียนและคนทำงานทั่วไป โดดเด่นด้วยดีไซน์กะทัดรัด พื้นผิวสัมผัสคล้ายยางจับกระชับมือ ทนแรงกระแทก ทำความเร็วในการอ่านสูงสุด 1,000 MB/s สามารถเชื่อมต่อเพื่อบันทึกข้อมูลจากสมาร์ตโฟนหรือกล้องถ่ายวิดีโอได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมการรับประกันแบบจำกัดเงื่อนไข 3 ปี มีขนาดความจุให้เลือก 1TB–2TB (และวางแผนเพิ่มรุ่นความจุ 500GB ในอนาคต)
  • SanDisk® Extreme Fit™ USB-C® Flash Drive แฟลชไดรฟ์พอร์ต USB-C ขนาดเล็กที่สุดในโลกในกลุ่มความจุ 1TB คว้ารางวัล Red Dot Design Award 2026 ออกแบบมาเพื่อให้เสียบใช้งานได้อย่างเรียบเนียนแนบสนิทไปกับโน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ตโดยไม่เกะกะสายตา ช่วยขยายพื้นที่บันทึกข้อมูลเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 1 TB ทำงานผ่านอินเตอร์เฟส USB 3.2 Gen 1 ด้วยความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุด 400 MB/s มีขนาดความจุให้เลือกซื้อตั้งแต่ 128GB ถึง 1TB

รับมือราคาขาขึ้น–ชิ้นส่วนขาดแคลน

จากมุมมองเชิงธุรกิจ ทิศทางอุตสาหกรรมชิ้นส่วนหน่วยความจำทั่วโลกกำลังเผชิญกับช่วงขาขึ้นของราคา (ราคาขยับตัวสูงขึ้น) อันเนื่องมาจากความต้องการแฟลชเมมโมรี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI จนเกิดภาวะขาดแคลนชิ้นส่วน (Shortage) ในตลาดโลก แซนดิสก์ ประเทศไทย ได้วางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรับมือกับประเด็นท้าทายนี้และดูแลผลประโยชน์ของผู้บริโภคชาวไทยอย่างรอบด้าน

สู้ราคาชิ้นส่วนขาขึ้นด้วย Product Mix ที่หลากหลาย แบรนด์ได้จัดพอร์ตสินค้าให้มีความกว้างและครอบคลุมทุกระดับราคา (Broadest Portfolio) โดยเพิ่มทางเลือกในกลุ่มสินค้าผู้ใช้งานเริ่มต้น (Value Segment) ที่เน้นความคุ้มค่าด้านราคา เช่น นำเข้า SSD พกพารุ่น E10 ตลอดจนกลุ่มแฟลชไดรฟ์พอร์ต USB 2.0, 3.0 ทั้งแบบพอร์ต Type-A และ Type-C เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคไทยทุกคนจะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลคุณภาพสูงได้ในระดับราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อ

รักษาเสถียรภาพสินค้าและห่วงโซ่อุปทาน แม้ตลาดโลกจะเผชิญภาวะสินค้าขาดแคลนในบางช่วง แซนดิสก์ประเทศไทยยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรและตัวแทนจำหน่าย (Distributor) โดยร่วมกันเจรจาดึงโควตาสินค้าจากส่วนกลางเข้ามาอย่างเต็มที่ (Supply Allocation) ควบคู่กับการประเมินสต็อกสินค้าล่วงหน้า ทำให้สามารถเติมเต็มสินค้าบนชั้นวางจำหน่ายได้อย่างสม่ำเสมอและไม่เกิดปัญหาของขาดตลาดในไทย

คงมาตรฐานบริการและการรับประกันสูงสุด แบรนด์ยืนยันคงนโยบายการรับประกันสินค้าตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมที่ระบุเงื่อนไขไว้โดยไม่มีการปรับลดเกณฑ์ลง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้าชาวไทย

มาตรการกวาดล้างสินค้าปลอมแปลง เพื่อปกป้องความปลอดภัยของข้อมูลและผลประโยชน์ของลูกค้า แซนดิสก์ได้ใช้ทีมกฎหมายส่วนตัว (Legal Team) ร่วมมือประสานงานกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่าง ๆ ในการตรวจสอบและถอดถอน (Take Down) รายการร้านค้าหรือสินค้าปลอมแปลงแอบอ้างแบรนด์ออกจากระบบอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคชาวไทยจะได้เป็นเจ้าของสินค้าของแท้ที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับมาตรฐานทางเทคนิค

การปรับทิศทางทางธุรกิจและการรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ยุค “SanDisk 2.0” ในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเทคโนโลยีและการมาถึงของ AI ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความท้าทาย แต่ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับแบรนด์ที่กล้าทลายข้อจำกัดเดิมเพื่อส่งมอบพื้นที่สร้างสรรค์ที่กว้างใหญ่กว่าเดิมให้กับผู้บริโภค

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เอชพี ร่วมกับ พม. ส่งเสริมการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างรับผิดชอบ

รัฐ-เอกชนผนึกกำลัง ดัน ‘Sovereign AI’ ยกระดับบริการภาครัฐ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar