Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SCGP ไตรมาส 2 กำไรโต 128% พร้อมส่งไม้ต่อซีอีโอใหม่ ‘ดนัยเดช เกตุสุวรรณ’ นำทัพ 1 ม.ค. 70

SCGP ไตรมาส 2 กำไรโต 128% พร้อมส่งไม้ต่อซีอีโอใหม่ 'ดนัยเดช เกตุสุวรรณ' นำทัพ 1 ม.ค. 70

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย และโลกที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากยุคโลกาภิวัตน์เข้าสู่การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ด้วยรายได้จากการขาย 32,454 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 128 จากปีก่อนหน้า ขับเคลื่อนหลักโดยธุรกิจในอินโดนีเซียที่ พลิกจากที่เคยขาดทุนในปีก่อนกลับมาทำกำไรได้สำเร็จ และตลาดเวียดนามที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ในวันเดียวกันนั้นเองยังมีการประกาศแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ หลังผู้บริหารคนปัจจุบันแจ้งความประสงค์ จะเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารท่านใหม่ (คุณดนัยเดช เกตุสุวรรณ) จะมีผลดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

เมื่อโลกเปลี่ยน กลยุทธ์ก็ต้องเปลี่ยนตาม

วิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ไปสู่การแยกตัวทางเศรษฐกิจ (Decoupling) หรือการรวมกลุ่มกันภายในภูมิภาค (Regionalization) เป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

SCGP จึงใช้แนวทางนวัตกรรมทางธุรกิจ (Business Model Innovation) ใน 3 ด้าน ได้แก่

  1. การรักษาธุรกิจหลัก (Core)
  2. การขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Adjacent)
  3. การรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ (New Business)

ควบคู่กับกรอบคิดการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างต่อเนื่อง (Performance of Continuous Transformation และ Performance of Collaboration) ซึ่งสะท้อนผ่านผลประกอบการในไตรมาสนี้

ตัวเลขที่พลิกจากปีก่อน

รายได้จากการขายในไตรมาส 2 อยู่ที่ 32,454 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วน EBITDA อยู่ที่ 5,821 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 128 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 จากไตรมาสก่อนหน้า

เมื่อขยายภาพไปดูผลการดำเนินงานตลอดครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขาย 61,490 ล้านบาท ลดลงประมาณร้อยละ 3 จากปีก่อน เป็นผลจากปริมาณการขายที่ลดลงในช่วงไตรมาสแรก แต่กำไรสำหรับงวดกลับอยู่ที่ 3,870 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรร้อยละ 6 และ EBITDA Margin ร้อยละ 17 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ทั้งปีที่ร้อยละ 14 ความแตกต่างระหว่างรายได้ที่ลดลงกับกำไรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการบริหารต้นทุนที่เข้มงวดขึ้นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

โครงสร้างรายได้ของบริษัทก็เปลี่ยนไปเช่นกัน สัดส่วนยอดขายจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเป็นเกือบร้อยละ 49 ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนการส่งออกลดลงเหลือเพียงร้อยละ 13 เนื่องจากบริษัทปรับทิศทางมาเน้นการขายในประเทศมากขึ้น สอดคล้องกับกลยุทธ์ Regionalization ที่กล่าวไปข้างต้น

ดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน กล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนในไตรมาสนี้ ได้แก่ ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารฟาสต์ฟู้ด และฤดูกาลเพาะปลูกในอาเซียนที่ฟื้นตัว รวมถึงภาคส่งออกกลุ่มสิ่งทอและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัว เป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 1,717 ล้านบาท กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลหรือ Record Date ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569

จากขาดทุนสู่กำไร บทเรียนจากอินโดนีเซีย

หากตัวเลขรวมของบริษัทคือผลลัพธ์ปลายทาง สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนั้นส่วนหนึ่งเกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย ธุรกิจของ SCGP ในประเทศนี้เคยขาดทุนในปีก่อนหน้า แต่ในไตรมาส 2 ปี 2569 กลับ พลิกมาทำกำไรได้สำเร็จ

จุดเปลี่ยนมาจากการบริหารจัดการต้นทุนสามด้านพร้อมกัน เริ่มจากการเปลี่ยนสัญญาจัดซื้อก๊าซที่มีราคาสูง ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนได้ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี ตามมาด้วยการลดหรือยกเลิกการขายสินค้ากลุ่มที่ไม่ทำกำไร หรือที่เรียกว่า SKU Rationalization และปิดท้ายด้วยการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับระดับราคาในภูมิภาค

คุณวิชาญกล่าวเสริมว่า การบริหารต้นทุน การปรับโครงสร้างพลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประกอบกับปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกกลับมาทำกำไรได้ตามแผน

เวียดนามยังคงเป็นแรงส่ง พร้อมโรงงานแห่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขณะที่อินโดนีเซียคือเรื่องราวของการพลิกฟื้น เวียดนามคือเรื่องราวของการเติบโตต่อเนื่อง เศรษฐกิจเวียดนามในไตรมาส 2 ขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 8 ขณะที่ค่าเงินยังคงมีเสถียรภาพ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจของ SCGP ในประเทศนี้

บริษัทตอบรับโอกาสดังกล่าวด้วยการเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตกล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์แห่งใหม่ ในพื้นที่โรงงานเดิมของ Vina Kraft Paper Co., Ltd. หรือ VKPC ที่นครโฮจิมินห์ ด้วยกำลังการผลิต 26,800 ตันต่อปี งบลงทุนรวมประมาณ 748 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในเดือนกันยายน 2570 การเลือกตั้งโรงงานในพื้นที่เดิมมีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการบริหารจัดการ โดยจะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แมชชีนเลิร์นนิง และดีปเลิร์นนิง มาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงานหรือโคบอต

เมื่อมองในภาพรวมทั้งบริษัท ครึ่งปีแรกใช้งบลงทุนไปแล้วประมาณ 2,384 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ 10,000 ล้านบาท ส่วนแผนขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและซื้อกิจการยังอยู่ระหว่างการเจรจาทั้งโครงการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ วิชาญระบุว่าบริษัทยึดแนวทาง “เลือกโตแต่ไม่เร่งโต” เนื่องจากปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีความพร้อมด้านการเงินสำหรับการลงทุนในจังหวะและราคาที่เหมาะสม โดยตั้งเป้าผลตอบแทนเฉลี่ยต่อโครงการหรือ IRR ไว้ที่ประมาณร้อยละ 12.5

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นเครื่องมือลดต้นทุน

นอกจากการบริหารจัดการในระดับประเทศแล้ว SCGP ยังใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพทั้งองค์กร โดยการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในกระบวนการทำงานสามารถลดต้นทุนในครึ่งปีแรกได้ 278 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.7 ของ EBITDA ทั้งนี้บริษัทมีการจดสิทธิบัตรด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 6 ถึง 10 ปี รวมจำนวน 15 รายการ

ด้านเป้าหมายความยั่งยืน บริษัทตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงทางเลือกในสัดส่วนร้อยละ 40 ของการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด ปัจจุบันทำได้แล้วร้อยละ 36 นอกจากนี้ยังร่วมพัฒนาบรรจุภัณฑ์แบบวัสดุเดียวหรือ Monomaterial ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้กับลูกค้า และยังคงรักษาระดับมาตรฐาน Platinum จากการประเมินของ EcoVadis ไว้ได้

ฤดูฝนอาจชะลอ แต่ปลายปีคือความหวัง

สำหรับทิศทางไตรมาส 3 ปี 2569 คุณวิชาญกล่าวว่าความต้องการสินค้าในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสอาจชะลอตัวลงจากการเข้าสู่ฤดูฝนในประเทศไทย แต่คาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส เพื่อรองรับการเพิ่มสต๊อกสินค้าและเตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ โดยเฉพาะในเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย บริษัทยังคงรักษาเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีโดยไม่มีการปรับลด

ส่วนประเด็นเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา บริษัทระบุว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมมากนัก เนื่องจากมีกลไกป้องกันความเสี่ยงตามธรรมชาติ หรือ Natural Hedge โดยเงินดอลลาร์สหรัฐที่ได้จากการส่งออกจะถูกนำไปหักกลบกับการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ

ส่งต่อบังเหียน หลังร่วมงานกันมากว่าสองทศวรรษ

ดนัยเดช เกตุสุวรรณ
ดนัยเดช เกตุสุวรรณ

หลังจบการแถลงผลประกอบการ SCGP ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง โดย คุณวิชาญ จิตร์ภักดี จะเกษียณอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 และแต่งตั้ง คุณดนัยเดช เกตุสุวรรณ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CFO) ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

คุณวิชาญระบุว่า ได้ร่วมงานกับคุณดนัยเดชมานานกว่า 20 ปี การส่งมอบตำแหน่งเป็นไปอย่างมีระบบเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ระยะยาว โดยผู้บริหารคนใหม่จะสานต่อแนวทางเดิมควบคู่กับการนำมุมมองใหม่ๆ มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

การส่งไม้ต่อครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ SCGP กำลังขยายการลงทุนหลายด้านในอาเซียน ทั้งโรงงานใหม่ในเวียดนาม การฟื้นตัวในอินโดนีเซีย และแผน M&A ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สตาร์บัคส์ กางแผนสู้ศึกกาแฟ 6.5 หมื่นล้าน เร่งบุกเป้า 600 สาขา พร้อมตรึงราคาฝ่ามรสุมต้นทุนโลก

MTS GOLD จับมือ kubix ปั้นโทเคนทองคำรายแรกของไทยชูโมเดล ‘3% Plus‘ การันตีเงินต้น 100%

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar