ในโลกการบินที่เต็มไปด้วยตัวแปรทั้งพายุเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โจทย์ของสายการบินราคาประหยัดวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำตั๋วราคาถูก แต่คือการบริหารกลไกความต้องการ (Demand & Supply) และการมอบทางเลือกที่ตอบโจทย์ (Destinations of Choice) ให้แม่นยำที่สุด
The Story Thailand มีโอกาสได้พูดคุยกับ Lee Yong Sin (Vice President, Pricing, Ancillaries & Sales) แห่ง Scoot ผู้คร่ำหวอดในวงการสายการบินกว่า 25 ปีและร่วมบุกเบิกแบรนด์มาตั้งแต่มีเครื่องบินเพียง 4 ลำ จนถึงกว่า 60 ลำในปัจจุบัน เพื่อถอดรหัสกลยุทธ์ Scootitude ที่เน้นความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ นวัตกรรมดิจิทัล และการสร้างทางเลือกที่แตกต่างบนน่านฟ้าไทย
Scoot เริ่มต้นการเดินทางครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2555 ในฐานะสายการบินราคาประหยัดในเครือของ Singapore Airlines (SIA) จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2560 เมื่อมีการควบรวมกิจการกับ Tigerair Singapore โดยยังคงชื่อแบรนด์ Scoot เอาไว้ เพื่อมุ่งหน้าสู่บทใหม่ขององค์กร
ปัจจุบัน Scoot ให้บริการครอบคลุมกว่า 80 จุดหมายปลายทาง ใน 18 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และยุโรป
กลยุทธ์ฝูงบิน เมื่อ ‘ขนาด’ คือ ‘โอกาส’
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากการสัมภาษณ์คุณ Lee คือกลยุทธ์การเลือกใช้ประเภทเครื่องบินที่มีความหลากหลายถึง 3 รูปแบบ รวมกว่า 60 ลำ ซึ่งคุณ Lee อธิบายว่านี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Scoot สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ครอบคลุมทุกระยะบิน ซึ่งประกอบด้วย
Boeing 787 Dreamliner สำหรับเส้นทางระยะไกลที่ต้องการความจุสูงและความสบายระดับพรีเมียม
Airbus A320 ตระกูล A320/A321 สำหรับเส้นทางระยะสั้นและระยะกลางในภูมิภาค
Embraer E190-E2 สมาชิกใหม่ล่าสุดจากบราซิล ซึ่งคุณ Lee ยกให้เป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับเส้นทางเมืองรองและเส้นทางที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม
นอกจากนี้ E190-E2 ยังเป็นเครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่เงียบและประหยัดน้ำมันที่สุด โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการเผาผลาญเชื้อเพลิงได้ถึง 25%
“หลายคนอาจตั้งคำถามว่าการมีเครื่องบินหลายประเภทจะทำให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการลดลงหรือไม่ แต่สำหรับเรา นี่คือการเปิดประตูสู่จุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ที่เครื่องบินลำใหญ่เข้าไม่ถึง” คุณ Lee กล่าว
“เครื่องบินขนาดเล็กอย่าง E190-E2 มีความจุเหมาะสมและสามารถลงจอดในรันเวย์สั้นได้ ทำให้ Scoot สามารถบุกตลาด เกาะสมุย หรือเปิดเส้นทางใหม่ไปยังเชียงราย ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้”
ไทย: ยุทธศาสตร์หลักที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน
สำหรับตลาดไทย Scoot ไม่ได้มองเป็นแค่ทางผ่าน แต่คือยุทธศาสตร์หลัก คุณ Lee ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขการเติบโตของนักเดินทางว่า ตั้งแต่ เมษายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569 Scoot มียอดผู้โดยสารจากไทยเดินทางออกนอกประเทศ (Outbound) เติบโตขึ้นถึง 10% จากปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนผู้โดยสารขาเข้า (Inbound) เติบโตถึง 15% โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโมเดลเครือข่ายแบบ Hub-and-Spoke ที่
ผู้โดยสารจากไทยสามารถเชื่อมต่อไปยังออสเตรเลีย หรือเมืองรองในอินโดนีเซียที่อาจไม่มีบินตรงจากไทยได้อย่างสะดวกผ่านฐานบินในสิงคโปร์ โดยพบว่าผู้โดยสารไทยประมาณ 20% เป็นกลุ่มที่ใช้บริการต่อเครื่องไปยังจุดหมายปลายทางอื่น ๆ
ปัจจุบัน Scoot ให้บริการในไทยครอบคลุม 7 จุดหมายปลายทางสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, กระบี่ , เชียงใหม่, เกาะสมุย , หาดใหญ่ และน้องใหม่อย่าง เชียงราย ด้วยความถี่รวมถึง 111 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
ชูคุณภาพ หนีสงครามราคา
ในตลาดอย่างประเทศไทยที่มีสายการบินต้นทุนต่ำแข่งขันกันดุเดือด Scoot ไม่ได้เลือกที่จะลงไปสู้ด้วยราคาที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่เลือกที่จะชูจุดขายด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือจากการเป็นบริษัทลูกของ SIA อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร ของ Scoot ในตลาดไทยอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากหรือเฉลี่ยที่ระดับ 80% ปลาย ๆ ถึง 90% ต้น ๆ และพุ่งไปถึง 95 – 90% ปลายๆ ในช่วงพีค
“ราคาเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ผู้โดยสารใช้ตัดสินใจเลือกสายการบิน ด้วยอัตราการบรรทุกผู้โดยสารที่สูงอย่างสม่ำเสมอ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้บริโภคไม่ได้มองแค่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียวเมื่อตัดสินใจบินกับ Scoot”
ประเทศไทย: สวรรค์แห่งการพักผ่อน
ในสายตาของผู้ดูแลยอดขายทั่วโลกอย่างคุณ Lee เขาจัดลำดับให้กรุงเทพฯ เป็นตลาดที่มีการเติบโตเต็มที่เมื่อเทียบกับเมื่อเทียบกับกัวลาลัมเปอร์หรือจาการ์ตา
“กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดในประเทศไทย เช่น ภูเก็ต คือจุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อนที่ชัดเจนที่สุด คนมาเมืองไทยเพื่อพักผ่อน ช้อปปิ้ง และกินอาหารอร่อย”
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในใจนักเดินทาง คือ ความคุ้มค่า ซึ่งคุณ Lee เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ค่าโรงแรม 5 ดาวในสิงคโปร์เพียง 1 คืน คุณสามารถนำมาจ่ายค่าโรงแรมหรูในกรุงเทพฯ ได้ถึง 3 คืน” นี่คือเหตุผลที่นักท่องเที่ยวยังคงเลือกไทยเป็นจุดหมายอันดับต้น ๆ แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย
Digital และ AI พลิกโฉมการเดินทางยุคใหม่
Scoot เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีนำทาง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าหลักช่วงอายุ 25-45 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม Tech-savvy และใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลักในการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง
Scoot มีการลงทุนในด้าน Digital Infrastructure เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น ตั้งแต่ระบบ Mobile App ที่จัดการได้ทุกอย่าง Marvie Chatbot แชตบอต AI ที่คอยช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์, WhatsApp และ WeChat ไปจนถึง ScootHub แพลตฟอร์มความบันเทิงบนเครื่องบินที่เข้าถึงได้ง่ายผ่านอุปกรณ์ส่วนตัว
การใช้ AI มาพยากรณ์พฤติกรรมลูกค้า เช่น หากลูกค้าเคยค้นหาตั๋วไปบาหลี ระบบจะนำเสนอโปรโมชั่นที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในการเข้าใช้งานครั้งถัดไป รวมถึงระบบแนะนำแผนการเดินทางตามงบประมาณ
เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงลึก
คุณ Lee มองว่าอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruptions) ที่ทำให้การส่งมอบเครื่องบินล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการขยายเส้นทางบินและการเพิ่มความจุผู้โดยสารของสายการบิน
เทรนด์ที่น่าจับตามองคือพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนจาก “Shopping & Sightseeing” แบบเดิม ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงลึก (In-depth Travel) มากขึ้น เขาเห็นเทรนด์การเดินทางเพื่อประสบการณ์เฉพาะเจาะจง หรือ Thematic Marketing และการเดินทางคนเดียว หรือ Solo Travel ที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง Event-Driven Travel เช่น การบินเพื่อไปดูคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมเฉพาะทาง ซึ่งผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมที่จะจ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์เหล่านี้
บริหารต้นทุนท่ามกลางวิกฤติ
ความท้าทายใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม
คุณ Lee ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงคิดเป็นกว่า 30% ของต้นทุนทั้งหมดในกลุ่ม SIA แม้ว่าจะมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้ล่วงหน้าประมาณ 40% อย่างไรก็ตาม การปรับราคาค่าโดยสารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางเส้นทาง แต่เป็นการปรับตามกลไก Demand & Supply มากกว่าการปรับแบบเหมารวม
ในด้านความปลอดภัย Scoot ได้ตัดสินใจยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางสิงคโปร์-เจดดาห์ จนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร โดยชูจุดแข็งเรื่องความรับผิดชอบที่จะแจ้งลูกค้าล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน พร้อมข้อเสนอคืนเงินเต็มจำนวนหรือเปลี่ยนเที่ยวบินฟรี ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารมากกว่าแค่เรื่องราคา
สงกรานต์ยอดจองแกร่งสวนกระแสโลก
แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสภาวะเศรษฐกิจ แต่จากการมอนิเตอร์ยอดจองในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ คุณ Lee ยืนยันว่ายังไม่เห็นสัญญาณการลดลง
“ยอดจองที่นั่งช่วงสงกรานต์ยังคงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา และเรามักจะเห็นความต้องการพุ่งสูงขึ้นในช่วงนาทีสุดท้าย (Last-minute Demand) ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นเรายังคงมั่นใจว่าชาวสิงคโปร์และนักท่องเที่ยวในภูมิภาคจะยังคงเดินทางมาฉลองสงกรานต์ที่ไทยอย่างคึกคัก”



