Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SHA’HAL ยกระดับ ‘น้ำมันเทียนดำ’ สู่นวัตกรรมคุมน้ำตาล-เสริมภูมิคุ้มกัน สู้ภัยเบาหวาน

SHA'HAL ยกระดับ ‘น้ำมันเทียนดำ’ สู่นวัตกรรมคุมน้ำตาล-เสริมภูมิคุ้มกัน สู้ภัยเบาหวาน

พลิกโฉมสมุนไพรพันปีสู่ความหวังใหม่ของวงการแพทย์… เมื่อ ‘น้ำมันเทียนดำ’ (Black Cumin Seed Oil) ที่เคยเป็นเพียงความเชื่อทางศาสนาและยาสามัญประจำบ้านในโลกมุสลิม ถูกนำมาไขรหัสลับด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นนวัตกรรมการผลิตรูปแบบใหม่ที่สามารถสกัดสารสำคัญ ‘ไทโมควิโนน’ (Thymoquinone) ได้สูงกว่าท้องตลาดโลกถึง 3 เท่า พร้อมปักธงรบวิกฤติ ‘เบาหวาน’ ด้วยกลไกฟื้นฟูตับอ่อนและลดการอักเสบระดับเซลล์ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐาน Evidence-based Herbal Product ที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

มรดกแห่งศรัทธา: โอสถทิพย์จากคำสอนโบราณ

ภายใต้วิถีชีวิตที่ผูกพันกับศรัทธาของชาวมุสลิมทั่วโลก รวมถึงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย “น้ำมันเทียนดำ” หรือ Black Cumin Seed Oil มิได้เป็นเพียงพืชสมุนไพรทั่วไป หากแต่เปรียบเสมือนมรดกทางภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมายาวนาน โดยมีรากฐานมาจากคำสอนสำคัญของท่านศาสดามูฮัมหมัดที่กล่าวว่า “แท้จริงในน้ำมันเทียนดำนั้น มียาสำหรับรักษาทุกโรค ยกเว้นความตาย” วจนะนี้เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางที่ทำให้ชาวมุสลิมในหลากหลายภูมิภาค ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลาง ต่างให้ความไว้วางใจใช้น้ำมันเทียนดำดูแลสุขภาพเบื้องต้นสืบต่อกันมา

ในบริบทของวิถีชีวิตจริง น้ำมันเทียนดำทำหน้าที่เสมือนยาสามัญประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ เทียบเคียงได้กับยาดมสมุนไพรหรือยาพาราเซตามอลที่คนไทยคุ้นเคย เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ เป็นไข้ ตัวร้อน เป็นไมเกรน หรือแม้กระทั่งนอนไม่หลับ น้ำมันเทียนดำมักเป็นทางเลือกแรกที่ถูกหยิบมาใช้บรรเทาอาการเหล่านั้นเสมอ

ความผูกพันนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันย้อนหลังไปไกลกว่ายุคสมัยของศาสนาอิสลาม โดยมีการค้นพบเมล็ดพันธุ์สีดำนี้ในสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามนุษยชาติได้เรียนรู้และใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดนี้มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือยาวนานกว่า 1,500 ปีมาแล้ว

จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย: เมื่อวิทยาศาสตร์ไขคำตอบเบาหวาน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งโลกยุคใหม่ที่ผู้คนต้องการความจริงเชิงประจักษ์มากกว่าคำกล่าวอ้าง นิญาดา ช่วยเกิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาช่าเวลเนส (ประเทศไทย) จำกัดเจ้าของแบรนด์ SHA’HAL กล่าวว่า การบอกเล่าสรรพคุณแบบ “รักษาได้ครอบจักรวาล” ในยุคปัจจุบัน อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคที่ต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยตั้งคำถามเจาะจงว่า “ถ้าฉันเป็นเบาหวาน คุณมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่าช่วยได้จริง?” คำถามนี้เปรียบเสมือนเข็มทิศเล่มใหม่ที่นำพา SHA’HAL ก้าวออกจากกรอบความเชื่อเดิม มุ่งสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางเภสัชศาสตร์เพื่อแก้ปัญหา “โรคเบาหวาน” อย่างจำเพาะเจาะจง

การปักธงรบกับโรคเบาหวานเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์โลกที่น่าตระหนก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้ป่วยเบาหวานสูงถึง 589 ล้านคน และในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้กว่า 1.4 ล้านคน หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 4,000 คน ที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร

คุณนิญาดา กล่าวว่า เพชฌฆาตเงียบของโรคนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น แต่คือ “ภาวะน้ำตาลในเลือดเปรียบเสมือนใบมีดขนาดเล็ก (Micro-blades)” ที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย คอยกรีดสร้างบาดแผลระดับจุลภาค (Micro-damage) ให้กับหลอดเลือดและอวัยวะภายในอย่างเงียบเชียบ นำไปสู่ภาวะการอักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งยามตื่นและยามหลับ ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างไตวาย โรคหัวใจ สมองเสื่อม และแผลเรื้อรังที่ยากจะรักษา

เพื่อต่อสู้กับกลไกการทำลายล้างนี้ SHA’HAL จึงมุ่งเน้นการดึงศักยภาพของสารสำคัญ ไทโมควิโนน (Thymoquinone) ในน้ำมันเทียนดำออกมาใช้ โดยร่วมมือกับ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อยืนยันฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1. การลดการอักเสบในระดับเซลล์เพื่อหยุดยั้งความเสียหายของอวัยวะ 2. การลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลระหว่างวัน และ 3. การฟื้นฟูเบต้าเซลล์ในตับอ่อนให้กลับมาผลิตอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานตามธรรมชาติของร่างกายอีกครั้ง

กลไกฟื้นฟูตับอ่อนและเสริมเกราะภูมิคุ้มกัน

เพื่อจัดการกับความซับซ้อนของโรคเบาหวาน SHA’HAL นำเสนอทางออกด้วยสารสำคัญ “ไทโมควิโนน” (Thymoquinone)ที่อัดแน่นอยู่ในน้ำมันเทียนดำ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกุญแจดอกสำคัญในการไขกลไกการฟื้นฟูร่างกายถึงสามระดับ เริ่มต้นจากการจัดการที่ต้นทางด้วยการลดอัตราการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดในระหว่างวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงเฉียบพลัน จากนั้นสารไทโมควิโนนจะเข้าปฏิบัติการเชิงลึกด้วยการฟื้นฟู “เบต้าเซลล์” (Beta-cells) ภายในตับอ่อนโดยตรง เพื่อกระตุ้นให้กลับมาผลิตอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ส่งผลให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลที่ตกค้างในเลือดเข้าสู่เซลล์และเปลี่ยนไปใช้เป็นพลังงานได้ตามกลไกธรรมชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญคือคุณสมบัติในการเสริมสร้างเกราะภูมิคุ้มกัน สารไทโมควิโนนมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด “แมคโครฟาจ” (Macrophage) ซึ่งเปรียบเสมือนหน่วยรบด่านหน้าที่มีหน้าที่ดักจับและทำลายเชื้อแบคทีเรีย ประสิทธิภาพนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมักเผชิญกับปัญหาแผลเรื้อรังและการติดเชื้อได้ง่าย การที่ระบบภูมิคุ้มกันได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาแข็งแกร่ง จึงช่วยให้ร่างกายสามารถต่อต้านเชื้อโรคและซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจลุกลามบานปลายในอนาคต

นวัตกรรม บ่มเพื่อความบริสุทธิ์: ประสิทธิภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้

ความโดดเด่นที่ทำให้ SHA’HAL แตกต่างกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาด เริ่มต้นจากการบริหารจัดการ “ต้นน้ำ” อย่างพิถีพิถัน ภายใต้การกำกับดูแลของ ผศ.ดร.ภญ.ชิตชไมโอวาทฬารพรนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ บริษัทคัดเลือกเฉพาะเมล็ดเทียนดำออร์แกนิกที่ผ่านการรับรองว่าปราศจากสารเคมีในทุกขั้นตอนการปลูก นำมาผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยนวัตกรรมสำคัญคือการ “บ่ม” (Curing) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการสร้างความแตกต่างทางชีวภาพ

โดยปกติแล้วน้ำมันสกัดเย็นจากเมล็ดเทียนดำมักมีสีเหลืองทอง แต่กระบวนการบ่มสูตรเฉพาะของ SHA’HAL ได้เปลี่ยนให้น้ำมันแปรสภาพเป็น “สีดำเข้ม” การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพนี้มิใช่การเสื่อมสภาพ แต่เป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพที่สูงขึ้น ผลการวิจัยยืนยันว่า ยิ่งผ่านระยะเวลาการบ่มที่เหมาะสม ค่าการต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Function) จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นตามหลักการ “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งทรงคุณค่า” เมื่อนำมาผ่านกระบวนการสกัดเย็นโดยไม่ใช้ความร้อนและสารเคมี ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำมันเทียนดำที่มีความบริสุทธิ์สูงสุดและมีปริมาณสารไทโมควิโนนสูงถึง 5.56% ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่มีอยู่เพียง 1-2% ถึง 3 เท่าตัว

ความเข้มข้นระดับสูงนี้ส่งผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรงในสองมิติ มิติแรกคือ ปริมาณการใช้ (Dosage) ที่ลดลง ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องบริโภคในปริมาณมากก็สามารถได้รับสารสำคัญเพียงพอต่อการฟื้นฟูร่างกาย มิติที่สองคือ ความได้เปรียบด้านราคา แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์เกรดพรีเมียม แต่ด้วยฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ทำให้ SHA’HAL มีโครงสร้างต้นทุนการผลิตและค่าแรงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่นำเข้าจากยุโรปหรือตะวันออกกลาง ส่งผลให้สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลกในราคาที่สมเหตุสมผลและผู้ป่วยชาวไทยสามารถเข้าถึงได้จริง

ปักธงตลาดโลก: บทพิสูจน์จากสนามจริง

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการพาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยไปไกลกว่าพรมแดนประเทศ คุณนิญาดาจึงวางยุทธศาสตร์เจาะตลาดกลุ่มประเทศมุสลิม (Muslim Countries) ซึ่งมีพื้นฐานวัฒนธรรมความเชื่อที่เข้มแข็งเกี่ยวกับน้ำมันเทียนดำเป็นทุนเดิม โดยเริ่มต้นปักหมุดที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ทีมงานได้ลงพื้นที่ทำการสำรวจตลาด (Market Survey) ณ รัฐซาบาห์ (Sabah) ซึ่งมีชัยภูมิสำคัญติดกับประเทศอินโดนีเซีย ผลตอบรับจากการลงพื้นที่จริงยืนยันถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี สร้างความมั่นใจให้ทีมงานพร้อมเดินหน้าขยายฐานสู่ตลาดอินโดนีเซียและภูมิภาคตะวันออกกลางในลำดับถัดไป

เป้าหมายสูงสุดของ SHA’HAL มิใช่เพียงการเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่คือการยกระดับสถานะสู่การเป็น “Evidence-based Herbal Product” หรือสมุนไพรที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างสมบูรณ์แบบ การวางตำแหน่งเช่นนี้คือกุญแจสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับทั้งผู้บริโภคที่ต้องการผลลัพธ์จริง และนักลงทุนที่มองหาความยั่งยืนทางธุรกิจ เปลี่ยนภาพจำของสมุนไพรพื้นบ้านสู่สินค้านวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้อย่างสมศักดิ์ศรีในเวทีโลก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

TED Fund ปี 69 อัดฉีด 300 ล้านแจกทุนให้เปล่า หนุน 300 สตาร์ตอัปไทย

‘มูซาเรียม’ ดันนวัตกรรมแป้งกล้วยน้ำว้าแก้โจทย์ NCDs บุกตลาดโลก

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar