หากย้อนเวลากลับไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน เมื่อ 60 ปีก่อน ในวันที่เสียงดนตรียังถูกมองว่าเป็นเพียงความบันเทิงเฉพาะกลุ่ม ชายผู้หนึ่งกลับมองเห็นภาพที่ไกลกว่านั้น ดร.ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้งบริษัทสยามกลการ ได้วาดฝันสำคัญไว้ว่าอยากให้เมืองไทยกลายเป็น Vienna of the East หรือเมืองแห่งดนตรี วิสัยทัศน์นี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเลขกำไร แต่เริ่มจากความต้องการคืนสิ่งดี ๆ สู่สังคม โดยมีเป้าหมายคือการใช้เสียงเพลงเป็นสะพานเชื่อมโยงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน
ในวันนี้ เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึงปีที่ 60 แพม-ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ทายาทรุ่นที่ 3 กำลังหยิบเอา DNA ความฝันนั้นมาปัดฝุ่นใหม่ ให้เข้ากับยุคที่มนุษย์กำลังเผชิญกับภาวะ Disconnection และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
มากกว่าเครื่องดนตรี คือการเชื่อมโยงผู้คน
ในการเดินทางก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 สยามดนตรียามาฮ่าได้นิยามบทบาทของตัวเองใหม่ท่ามกลางโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการสร้างสรรค์ดนตรีมากขึ้น
“เราไม่ได้อยู่ในธุรกิจขายเครื่องดนตรี แต่เราอยู่ในธุรกิจการสร้างสรรค์เสียงดนตรีและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านพลังของเสียงเพลง” คุณประนัปดากล่าว
วิสัยทัศน์นี้ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญคือ การปรับภาพลักษณ์จากการเป็นแบรนด์เครื่องดนตรี (Musical Brand) ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการและประสบการณ์ทางเสียงอย่างเต็มรูปแบบ โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิม ที่เน้นตัวผลิตภัณฑ์เป็นหลัก (Product Centric) ไปสู่การนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ (Solution Based) เช่น กีตาร์หนึ่งตัวในวันนี้ ไม่ได้มีไว้แค่ฝึกซ้อม (Practice) แต่ต้องมาพร้อมเครื่องมือที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถแต่งเพลง เรคคอร์ด และสื่อสารผลงานผ่านโซเชียลมีเดียได้ด้วยตัวเองทันที
“ในขณะที่ AI สามารถเลียนแบบโครงสร้างและทักษะดนตรีบางอย่างได้ สิ่งที่เครื่องจักรทำไม่ได้คือพลังแห่งการสร้างสรรค์ (Power to Create) เราจึงต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่มอบพลังแห่งการสร้างสรรค์ให้มนุษย์ ในวันที่ AI เริ่มเข้ามาแทนที่ทักษะการท่องจำ” คุณประนัปดากล่าว
เป้าหมาย 1,000 ล้าน การเติบโตท่ามกลางความท้าทาย
สยามดนตรียามาฮ่ามองเห็นโอกาสเติบโตแม้อยู่ในสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี หรือเติบโต 5-10% ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มเครื่องดนตรีประมาณ 60% ในขณะที่กลุ่ม Audio Solution กำลังเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนมีสัดส่วนถึง 30% ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์สำหรับนักดนตรีอาชีพไปจนถึงระบบเสียงในงานกิจกรรมและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ความแข็งแกร่งยังอยู่ที่การมีสินค้าครบทุกประเภทเครื่องดนตรี ตั้งแต่เปียโน คีย์บอร์ด เครื่องสาย เครื่องลม ไปจนถึงวงโยธวาทิต ผนวกกับบริการหลังการขายที่เป็นมาตรฐานสากล
ยามาฮ่าตั้งเป้าขยายเครือข่ายโรงเรียนดนตรีจาก 85 แห่ง สู่ 100 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพผ่านระบบแฟรนไชส์แบบ Mega Dealer และการปรับตัวสู่ Virtual Learning ในยุคหลังโควิดที่ทำให้ดนตรีเข้าถึงบ้านได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเวลาและสถานที่
คุณประนัปดาย้ำถึงนโยบายนี้ว่า บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นที่จำนวนสาขาเป็นหลัก เนื่องจากเราไม่ได้เลือกพาร์ทเนอร์อย่างไม่มีหลักเกณฑ์ แต่ต้องการสร้างความมั่นใจว่าเมื่อมีการเปิดสาขาใหม่แล้ว ธุรกิจนั้นจะสามารถดำเนินอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
เทรนด์ใหม่ ดนตรีในวัยสีเงิน (Silver Age)
อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามองที่สุดในทศวรรษใหม่นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กและเยาวชน แต่คือการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มผู้สูงอายุที่หันมาให้ความสำคัญกับการเรียนดนตรีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สยามดนตรียามาฮ่ามองปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนเพื่ออาชีพสู่การเรียนเพื่อคุณภาพชีวิต โดยพวกเขาไม่ได้ต้องการใบประกาศนียบัตร แต่ต้องการความสุขทางใจและพื้นที่ทางสังคม

“เราพบว่าผู้สูงอายุไม่ได้มาเรียนแค่เพื่อเป็นงานอดิเรก แต่พวกเขามองว่าดนตรีคือยาที่ช่วยให้สมองยังคงเฉียบคม มีนักเรียนวัยกว่า 80 ปี ที่ยังคงมุ่งมั่นเรียนเป่าขลุ่ยและเล่นเปียโนเพื่อเติมเต็มความฝัน” ดร.พีรวัฒน์ ชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด กล่าวเสริมถึงกลุ่มลูกค้าที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเสียงดนตรีคือ ‘ยาสามัญประจำใจ’
หนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดของการครบรอบ 60 ปี คือการยกระดับบทบาทของดนตรีจากการเป็นเพียงทักษะหรือความสุนทรีย์ ไปสู่การเป็นกลไกการรักษา โดยล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกข้อความเข้าใจ (MOU) ครั้งสำคัญร่วมกับพันธมิตรระดับสากลและสถาบันชั้นนำ ได้แก่ โรงพยาบาลโชนัน กามะคูระ (Shonan Kamakura General Hospital) ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น, BDMS และ ไคโก ไลฟ์ จำกัด (Kaigo Life) ผู้ประสานงานและขับเคลื่อนโครงการ เพื่อพัฒนาโมเดลดนตรีบำบัด (Music Therapy) ในประเทศไทย
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ปัญหาโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมจึงกลายเป็นความท้าทายใหญ่ สยามดนตรียามาฮ่ามองว่าดนตรีไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือเชิงป้องกัน (Preventive Care) จากประสบการณ์ในญี่ปุ่น ดนตรีสามารถช่วยลดความเครียด กระตุ้นการทำงานของสมอง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม
“การอยู่ไปจนถึงอายุ 90 แต่จำใครไม่ได้ ก็ไม่มีความหมาย” คุณประนัปดากล่าวถึงความตั้งใจที่จะนำวิทยาศาสตร์ทางดนตรีมาใช้ช่วยให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งโครงการนี้จะมีทั้งการทำวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการสร้างหลักสูตรดนตรีบำบัดสำหรับกลุ่มอาการต่าง ๆ เช่น สมาธิสั้นในเด็ก หรือความเครียดในวัยทำงาน โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นโมเดลนำร่องได้ภายในสิ้นปีนี้
“ในยุคที่ทุกคนก้มหน้ามองมือถือและรู้สึกโดดเดี่ยว ดนตรีคือเครื่องมือที่จะพาเรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน มาจอยกัน และเยียวยาสังคมให้ดีขึ้น” คุณประนัปดากล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
CP จับมือ NTT DOCOMO ดัน Amaze สู่ Loyalty Commerce เชื่อมแต้มไทย-ญี่ปุ่น
AIS x ReelShort ปักธงเบอร์ 1 ซีรีส์แนวตั้ง ‘Verticaltainment’ ในไทย



