ความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนจากเรื่องสมัครใจ กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้า การลงทุน และการอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของโลก ขณะที่มาตรการด้านคาร์บอนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มส่งผลต่อการตัดสินใจของคู่ค้าและนักลงทุนมากขึ้น ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะสตาร์ตอัปและ SME จึงเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัว เพราะผู้ที่ไม่สามารถตอบโจทย์กติกาใหม่ได้ อาจเสี่ยงสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและถูกคัดออกจากตลาดในอนาคต
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เติบโตช้าและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการเงินต่างเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์หรือกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน การรักษาตลาด และการสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
คาร์บอนกำลังกลายเป็นกติกาใหม่ของการแข่งขัน
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ย้ำถึงเป้าหมายของประเทศไทยในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยภาครัฐกำลังเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. โลกรวน ซึ่งคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้จริงในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2570
ความชัดเจนของนโยบายต้องมาพร้อมความต่อเนื่อง เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม และเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ทุกภาคส่วนสามารถติดตามได้ เพราะความเชื่อมั่นต่อทิศทางของภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจในระยะกลางและระยะยาว
ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ภาครัฐจะนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อย่างภาษีคาร์บอน หรือ Carbon Tax เข้ามาใช้ควบคู่กับมาตรการสนับสนุน โดยยืนยันว่าจะออกแบบกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นและสมดุล เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ควบคู่ไปกับการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
“ถ้าไม่มี พ.ร.บ. ฉบับนี้ ต่อให้มีอีกร้อยภาคเอกชนหรือภาคการเงิน ก็ไม่มีทางสำเร็จ… กฎหมายนี้จะไม่ใช่การบังคับ SME แต่เป็นการประคับประคองและสนับสนุนให้เปลี่ยนผ่านในช่วงเวลาที่ยากลำบาก”
ในมุมของภาคอุตสาหกรรม ปรีดาวัชร เธียรรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสถาบันน้ำสิ่งแวดล้อม และ Climate change เน้นย้ำว่า Net Zero ไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษ์โลก แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบันกติกาการค้าโลกเปลี่ยนไปมาก ทั้งมาตรการเกี่ยวกับสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงกฎระเบียบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การลดของเสีย และความยั่งยืนของสินค้า ซึ่งไม่ใช่แค่มาตรการทางภาษี แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าสู่ตลาดไปแล้ว
แรงกดดันดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรม เพราะบริษัทข้ามชาติเริ่มขอข้อมูลด้านคาร์บอนในการซื้อและการจ้าง หากผู้ประกอบการไม่เตรียมตัว ไม่เก็บข้อมูล และไม่ปรับกระบวนการผลิต ความเสี่ยงสำคัญอาจไม่ใช่เพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือการขายสินค้าไม่ได้
เมื่อ SME รู้ว่าต้องเปลี่ยนแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
พิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย สะท้อนความจริงในมุมของ SME ว่า แม้ธุรกิจขนาดใหญ่จะตื่นตัวจากแรงบีบของกติกาตลาดทุนและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ แต่ SME ส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ ขาดทุนทรัพย์ และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หลายแห่งยังตั้งคำถามว่าทำแล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ หรือกังวลว่าลงทุนไปแล้วกติกาจะเปลี่ยนอีก
สิ่งที่ SME ต้องการจึงไม่ใช่เพียงกฎเกณฑ์ใหม่ แต่คือทิศทางจากภาครัฐที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับกติกาโลก รวมถึงตลาดและลูกค้าที่รองรับสินค้าสีเขียว เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่าการลงทุนเพื่อปรับตัวจะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง
การเปลี่ยนผ่านของ SME ต้องทำให้เข้าใจง่าย ทำได้จริง และเห็นผล โดยภาครัฐควรมีคู่มือ นโยบาย Roadmap Checklist การติดตามผล และตัวอย่างความสำเร็จที่ผู้ประกอบการสามารถเรียนรู้ได้ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ไม่ควรเพียงส่งต่อข้อกำหนดให้ SME ทำตาม แต่ต้องช่วยให้ความรู้ แบ่งปันเทคโนโลยี เครื่องมือวัดผล และโอกาสทางการตลาด
สำหรับภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่ SME ต้องการคือมาตรการที่ทำได้จริงในโรงงาน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับปรุงเครื่องจักร การปรับกระบวนการผลิต การลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต การบริหารโลจิสติกส์ และการเลือกใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับต้นทุนโดยตรง และสามารถเห็นผลได้เร็ว
บริษัทใหญ่ต้องมอง SME เป็น Business Partner ไม่ใช่แค่ Supplier
ความท้าทายสำคัญของกติกาใหม่คือ บริษัทขนาดใหญ่ต้องตรวจสอบและลดการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า หรือ Scope 3 ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
เมื่อ Scope 3 เชื่อมโยงโดยตรงกับ Supply Chain บริษัทขนาดใหญ่จึงไม่สามารถมอง SME เป็นเพียงซัพพลายเออร์ หรือ Supplier ได้อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองให้เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือ Business Partner ที่ช่วยกันยกระดับขีดความสามารถ แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ เทคโนโลยี และเครื่องมือประเมินผล
แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของคุณพิชัยและคุณปรีดา ที่เห็นตรงกันว่า SME ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะตั้งหน่วยงานหรือทีมเฉพาะขึ้นมาดูแลเรื่อง Net Zero ด้วยตัวเอง การเปลี่ยนผ่านจึงต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้งระบบ ทั้งภาครัฐ บริษัทขนาดใหญ่ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการเงิน
ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวคือความเสี่ยงที่สุด
ในมุมของสถาบันการเงิน รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย แสดงทัศนะไว้อย่างชัดเจนว่า “ธุรกิจที่เสี่ยงที่สุดในเวลานี้ คือธุรกิจที่ไม่ยอมปรับตัวเปลี่ยนผ่าน”
คุณรุ่งเรืองระบุว่า หน้าที่ของธนาคารไม่ใช่เพียงการปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน หรือ Enabler เพื่อช่วยให้ลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ประสบความสำเร็จภายใต้กติกาโลกใหม่ เพราะการปล่อยกู้ที่ดีไม่ใช่แค่การให้เงิน แต่ต้องทำให้ลูกค้ามีรายได้ ขายของได้ มีต้นทุนที่เหมาะสม และสามารถชำระคืนได้โดยไม่ยากลำบากเกินไป
ธนาคารกสิกรไทยจึงวางบทบาทในการช่วย SME ผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การให้องค์ความรู้ ผ่านคอร์สอบรมเพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและผู้นำองค์กรที่พร้อมจะปรับตัว
การพัฒนาเครื่องมือที่ราคาเข้าถึงได้ เช่น บริการ K-Climate 1.5 ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยทำบัญชีคาร์บอน หรือ Carbon Accounting ในราคาย่อมเยา เพื่อให้ SME รู้สถานะการปล่อยคาร์บอนของตนเอง
การจับคู่ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ เพื่อร่วมวางแนวทางเปลี่ยนผ่านธุรกิจในระยะยาว และการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว หรือ Green Finance ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากข้อมูลของธนาคารพบว่า ธุรกิจที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนมักมีอัตราการเป็นหนี้เสีย หรือ NPL ต่ำกว่าธุรกิจที่ยังดำเนินงานในรูปแบบเดิม
คุณรุ่งเรืองยังสะท้อนมุมมองของสถาบันการเงินว่า หากลูกค้ายืนยันว่าจะทำธุรกิจแบบเดิมในอีก 10 ปีข้างหน้า นั่นคือสัญญาณความเสี่ยง เพราะโลกกำลังเปลี่ยน และธุรกิจที่ไม่ยอมเปลี่ยนย่อมมีความเสี่ยงสูงขึ้นตามไปด้วย
เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ทันที ลดสูญเสีย ประหยัดพลังงาน รู้คาร์บอนของตัวเอง
สำหรับข้อแนะนำจากทุกภาคส่วน ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่หรือการลงทุนที่เกินกำลัง แต่ควรเริ่มจากจุดที่ทำได้ง่าย ใช้เงินลงทุนน้อย และช่วยลดต้นทุนได้ทันที
แนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดความสูญเสียในกระบวนการผลิต ด้วยการบริหารจัดการขยะ พลังงาน และน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากเรื่องพื้นฐาน เช่น การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED รวมถึงการลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือ Solar Roof ซึ่งปัจจุบันคืนทุนไว เทคโนโลยีมีราคาจับต้องได้ และช่วยลดค่าไฟในโรงงานหรือองค์กรได้อย่างเห็นผล
ขณะเดียวกัน SME ควรเริ่มประเมินสถานะคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล หรือ Baseline ในการวางแผน และต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจในอนาคต
เมื่อกติกาการค้าโลกให้ความสำคัญกับคาร์บอนและความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ การปรับตัวจึงไม่ใช่เรื่องของการทำตามกระแส แต่เป็นการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว ผู้ประกอบการที่เริ่มก่อนย่อมมีโอกาสรักษาตลาด ลดต้นทุน และต่อยอดสู่โอกาสใหม่ ขณะที่ผู้ที่ยังเลือกเดินในแนวทางเดิม หรือ Business As Usual อาจไม่ได้ถูกกฎหมายลงโทษก่อน แต่เสี่ยงถูกตลาด คู่ค้า และห่วงโซ่อุปทานคัดออกก่อน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สสว. ชี้ Green Business ทางรอด SME ไทย
AIA ยกระดับแอป AIA+ และ ALive สร้างความผูกพันทุกวัน





