Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทางรอดธุรกิจไทย 2026-2027: ใช้ข้อมูล-สร้างประสบการณ์-เดินหน้าด้วยกัน รับมือ 4 เทรนด์โลก

ทางรอดธุรกิจไทย 2026-2027: ใช้ข้อมูล-สร้างประสบการณ์-เดินหน้าด้วยกัน

สยามพิวรรธน์, สมาคม MarTech และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมเปิดวิสัยทัศน์ชี้ช่องรอดธุรกิจไทยปี 2569-2570 แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ชู “เศรษฐกิจเชิงประสบการณ์” ดึงดูดกำลังซื้อต่างชาติหนีวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเปิดพิมพ์เขียว “4D Trends” และเทคนิคชำแหละข้อมูลขั้นสูงเพื่อเปลี่ยนหน้าเคาน์เตอร์ให้เป็นขุมทรัพย์

การเสวนาภายใต้หัวข้อ “ทางรอดธุรกิจไทย 2026-2027” ได้รวบรวมมุมมองจากผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อนำเสนอแนวทางในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอีกสองปีข้างหน้า โดยมีวิทยากร 3 ท่าน ประกอบด้วย ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM, ไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล นายกสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด (MarTech Association) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PAM Real CDP และ สุธิดา เงินหมื่น ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

จุดแข็งไทยในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและคาดเดาได้ยาก วิทยากรทั้ง 3 ท่านมองว่าประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ที่สามารถนำมาต่อยอดได้ โดยคุณธณพรระบุว่า ไทยมีความโดดเด่นในด้านการบริการ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ ขณะที่คุณไชยพงศ์ชี้ว่า แม้อัตราการเกิดที่ลดลงจะกระทบต่อการใช้จ่ายโดยรวมในประเทศ แต่ผู้ประกอบการสามารถมองหาตลาดใหม่จากชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่าย ซึ่งชื่นชอบบริการที่มีเอกลักษณ์และความใส่ใจของไทย

นอกจากนี้ คุณสุธิดายังกล่าวถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยตลอดหลายวิกฤตที่ผ่านมา ประกอบกับประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก จึงเป็นปัจจัยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

4 เทรนด์โลกที่ธุรกิจไทยต้องจับตา

ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำความเข้าใจเทรนด์สำคัญ 4 ประการ หรือ “4D Trends” ที่จะกำหนดกติกาการทำธุรกิจในระยะข้างหน้า ได้แก่:

  1. Demographics: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งในอีก 7 ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) โดยมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 28 ทว่ากลุ่มนี้ยังคงเป็นกลุ่มที่แอคทีฟและใส่ใจสุขภาพ จึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกัน จำนวนประชากรที่ลดลงโดยรวมจะทำให้กำลังซื้อในประเทศหดตัว ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาตลาดทดแทน เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาแสวงหาประสบการณ์การพักผ่อนแบบไทย
  2. Decoupling: การแบ่งขั้วทางการค้าที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  3. Decarbonization: การทำธุรกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคมอีกต่อไป แต่เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ธุรกิจทุกขนาด รวมถึงเอสเอ็มอี (SMEs) ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหญ่ต้องเตรียมความพร้อม หากไม่ปรับตัวจะเสี่ยงต่อการถูกตัดออกจากซัพพลายเชน
  4. Digitalization: การนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในธุรกิจ

เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนตาม

พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยรวมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คุณธณพรกล่าวว่า โซเชียลมีเดียทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนใจได้เร็วมาก สิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคยุคนี้มองหาคือความเชื่อใจและประสบการณ์ทางอารมณ์

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ค้าปลีกจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงสถานที่ซื้อขายสินค้า สู่การสร้างประสบการณ์ผ่านศิลปะ ดนตรี หรือพื้นที่พบปะสังสรรค์ เพื่อดึงให้ผู้คนใช้เวลาอยู่ในพื้นที่จริงนานขึ้น

“คู่แข่งของการทำธุรกิจหน้าร้านในปัจจุบันอาจไม่ใช่แค่ธุรกิจประเภทเดียวกัน แต่คือการสร้างเหตุผลที่จะทำให้คนยอมลุกจากเตียงเพื่อเดินทางมาที่ร้าน” คุณธณพรกล่าว

การออกแบบพื้นที่ในศูนย์การค้าในปัจจุบันต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการเป็นพื้นที่ขายสินค้า สู่การเป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้ใช้เวลาร่วมกันผ่านกิจกรรมทางศิลปะ ดนตรี หรือคาเฟ่ เพื่อสร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ทำให้ลูกค้าอยากอยู่ต่อนานขึ้น โดยไม่ได้มุ่งหวังให้พวกเขามาเพื่อจับจ่ายเพียงอย่างเดียว แต่เมื่ออยู่เป็นเวลานาน โอกาสในการใช้จ่ายก็จะเกิดขึ้นตามมา

ข้อมูลคือหัวใจของการตลาดยุคใหม่

ในยุคที่ข้อมูลคือสินทรัพย์สำคัญ คุณไชยพงศ์แนะนำให้ผู้ประกอบการใช้การตลาดแบบเฉพาะบุคคลขั้นสูง โดยนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอสิ่งที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคนโดยอัตโนมัติ

“เทคโนโลยีการตลาดของไทยถือเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงและมีต้นทุนต่ำกว่าการส่งออกสินค้าแบบกายภาพ โดยจุดแข็งคือการเข้าไปทำงานแบบเพื่อนที่มีความเข้าใจบริบทสังคมใกล้เคียงกันและยอมปรับแต่งระบบเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า” คุณไชยพงศ์กล่าว

ประเทศไทยมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพียงพอที่จะส่งออกไปแข่งขันในต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองใหม่ว่าการส่งออกของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้ากายภาพเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คุณธณพรเสริมว่า แม้เทคโนโลยีจะมีความสำคัญ แต่ข้อมูลจากการพูดคุยแบบเผชิญหน้าระหว่างพนักงานหน้าร้านกับลูกค้าก็เป็นสิ่งล้ำค่าที่ช่วยให้ธุรกิจทราบความต้องการที่แท้จริง สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ข้อมูลที่มีค่าที่สุดมักได้จากการสนทนาที่หน้าเคาน์เตอร์ การสอบถามว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบอะไรจะช่วยให้นำไปปรับปรุงได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งพัฒนาทักษะให้พนักงาน โดยเฉพาะการสื่อสารและการเก็บข้อมูลจากลูกค้า

ยกระดับมูลค่าด้วยการเล่าเรื่องและประสาทสัมผัส

คุณสุธิดากล่าวว่า ธุรกิจสามารถยกระดับสิ่งที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นประสบการณ์ระดับสูงผ่านการเล่าเรื่อง เช่น การเพิ่มเรื่องราวให้กับสตรีทฟู้ดหรือการเปลี่ยนมวยไทยให้เป็นทัวร์นาเมนต์ที่น่าตื่นเต้น

ในขณะเดียวกัน คุณธณพรได้เสริมประเด็นเรื่องการดึงดูดประสาทสัมผัส โดยระบุว่าการสร้างอัตลักษณ์ด้วยการใช้กลิ่นในพื้นที่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างอารมณ์และความประทับใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

การสร้างประสบการณ์ที่ครอบคลุมจะช่วยสร้างความเชื่อใจ และสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ได้ดีกว่าการนำเสนอเพียงภาพและสีสัน

อย่าเดินคนเดียว: การรวมพลังและบทบาทภาครัฐ

“อย่าเดินไปคนเดียว” เป็นข้อความที่ถูกเน้นย้ำจากทุกฝ่าย การรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมหรือเครือข่ายจะสร้างพลังและโอกาสทางธุรกิจได้มากกว่าการดำเนินการเพียงลำพัง

คุณสุธิดากล่าวว่า ภาครัฐอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีเครื่องมือสนับสนุนที่เปิดให้ใช้ฟรี อาทิ DBD DataWarehouse+ สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ DBD SME 360 แพลตฟอร์มรวมโซลูชันสำหรับธุรกิจ และ DBD Academy สำหรับการเรียนรู้การปรับตัวในยุคใหม่

นอกเหนือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังมีการลงพื้นที่ช่วยผู้ประกอบการแบบเจาะลึก เช่น การเปิดคลินิกให้คำปรึกษา การช่วยคิดค้นแบรนด์และการเล่าเรื่อง รวมถึงการเชื่อมโยงธุรกิจขนาดย่อมให้สามารถนำสินค้าเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำได้

โอกาสจากความขัดแย้งของโลก

คุณสุธิดากล่าวว่า ประเทศไทยยังได้รับโอกาสจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ที่ทำให้ไทยถูกมองเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาใช้จ่ายและลงทุนในประเทศมากขึ้น

ผู้ประกอบการจึงควรใช้จุดนี้เป็นช่องทางในการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดต่างประเทศที่กำลังมองหาประสบการณ์และบริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่แสวงหาความผ่อนคลายและการดูแลสุขภาพแบบไทย

บทสรุปทางรอดธุรกิจไทย

แม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกจะผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสในการเติบโตผ่านการสร้างประสบการณ์ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด และการปรับองค์กรให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนใจเร็วและสังคมกำลังก้าวสู่ความสูงวัย การเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งผ่านข้อมูลทั้งจากระบบดิจิทัลและการพูดคุยโดยตรงจะกลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ขณะที่การร่วมมือกันทั้งในระดับภาคเอกชนด้วยกันเองและกับภาครัฐจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตและเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569-2570 และต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เปิดสูตรสเกลธุรกิจ 10 เท่า จากการลงทุนยุคใหม่ที่มองข้าม Tech

SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิด เมื่อ ‘Data’ และ ‘สภาพคล่อง’ สำคัญกว่ายอดขาย

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar