บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทย ภายใต้แบรนด์ “ศรีจันทร์” (SRICHAND) และ “ศศิ” (sasi) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการยกระดับองค์กรจากผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย สู่การเป็นแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่ง น่าเชื่อถือ และเติบโตในระดับสากล (International Brand) พร้อมเร่งขยายตลาดต่างประเทศ โดยวางเวียดนามเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ และตั้งเป้าปรับสัดส่วนรายได้ในระยะยาวจากปัจจุบันที่มีรายได้ในประเทศประมาณ 90% และต่างประเทศ 10% ไปสู่สัดส่วน 60:40
รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนและได้รับผลกระทบจากวิกฤติซัพพลายเชนจากภาวะสงคราม แต่บริษัทมองว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตระยะยาว ภายใต้แนวคิด “คืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง” (The Darkest Night Shines The Brightest Moon)
ปีที่ผ่านมา ศรีจันทร์มีรายได้ 2,055.50 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 274.78 ล้านบาท เติบโต 34% จากปีก่อน ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศเติบโต 135% และเริ่มมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการเติบโตขององค์กรในอนาคต
ปักหมุดเวียดนาม รับโอกาสการเติบโตของอาเซียน
สำหรับแผนขยายตลาดต่างประเทศในระยะต่อไป ศรีจันทร์ให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนเป็นหลัก โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งถูกวางให้เป็นตลาดโฟกัสสำคัญ
บริษัทมองว่า เวียดนามมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งจำนวนประชากรเกือบ 100 ล้านคน โครงสร้างประชากรที่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมาก รวมถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มวัยทำงาน
ขณะเดียวกัน ตลาดค้าปลีกด้านความงามและช่องทางอีคอมเมิร์ซของเวียดนามยังเติบโตอย่างรวดเร็วหลังยุคโควิด-19 ทำให้กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงที่สุดในภูมิภาค
อีกปัจจัยสำคัญคือภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในสายตาผู้บริโภคต่างประเทศ โดยคุณรวิศระบุว่า “Made in Thailand” ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ และถือเป็นจุดแข็งสำคัญของแบรนด์ไทยในการแข่งขันระดับภูมิภาค
การขยายตลาดในเวียดนามจะดำเนินการผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อช่วยบริหารช่องทางจัดจำหน่ายและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากบริษัทมองว่าการทำตลาดต่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยผู้ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและระบบธุรกิจในประเทศนั้นอย่างแท้จริง
ปัจจุบันศรีจันทร์มีฐานธุรกิจใน สปป.ลาว ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ โดย สปป.ลาว ยังคงเป็นตลาดที่เติบโตโดดเด่น ด้วยอัตราการเติบโต 162% ขณะที่ญี่ปุ่นมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะสำหรับผู้บริโภคในประเทศ และฟิลิปปินส์ เริ่มขยายช่องทางจำหน่ายจากออนไลน์สู่ห้างสรรพสินค้า
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายธุรกิจสู่เมียนมาร์ในช่วงครึ่งปีหลัง และมีแผนต่อยอดการเติบโตในเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซียในปี 2570
เปิดกลยุทธ์ขับเคลื่อน T-Beauty
นอกเหนือจากกลยุทธ์การขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียนแล้ว บริษัทยังตอกย้ำการเป็นผู้นำ T-Beauty ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ “T-Skin” หรือผิวของผู้บริโภคในเขตร้อนชื้น โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ ความร้อน ความชื้น แสงแดด และมลภาวะ ซึ่งเป็นเงื่อนไขเฉพาะของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กลยุทธ์ถัดมา คือการใช้พรีเซนเตอร์ในฐานะ “สะพานเชื่อมวัฒนธรรม” (Cultural Bridge) โดยศรีจันทร์และศศิมีพรีเซนเตอร์รวม 13 คน เพื่อเชื่อมโยงซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ผู้บริโภคต่างประเทศ ผ่านกระแส T-Pop และอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ
เผยโฉมโลโก้ใหม่ ชูอักษร “ศ” สะท้อนอัตลักษณ์ไทยสู่สากล
ในปีนี้ ศรีจันทร์เดินหน้าปรับองค์กรในหลายมิติ เพื่อรองรับเป้าหมายการเติบโตในระดับสากล
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือการเปิดตัว Corporate Logo ใหม่ โดยใช้อักษรไทย “ศ” เป็นสัญลักษณ์หลักขององค์กร เพื่อสะท้อนความภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมยกระดับภาพลักษณ์องค์กรสู่เวทีสากล
คุณรวิศระบุว่า แม้องค์กรจะมีทิศทางขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศมากขึ้น แต่ยังต้องการรักษารากฐานความเป็นไทยเอาไว้ โดยภายในโลโก้ยังซ่อนสัญลักษณ์ “พระจันทร์กลับหัว” ซึ่งเชื่อมโยงกับชื่อศรีจันทร์ และถูกออกแบบให้สามารถนำไปใช้เป็น Visual Identity ในตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต
อีกด้านหนึ่ง บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 150 SKU ภายใต้แบรนด์ศรีจันทร์และศศิ พร้อมขยายการสื่อสารผ่านพรีเซนเตอร์รวม 13 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
ในด้านนวัตกรรม ศรีจันทร์ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบไทย โดยนำสารสกัดจากดอกกุหลาบมอญ (Damask Rose) จากภาคเหนือของประเทศไทยมาพัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดด และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่ม Vegan PDRN ซึ่งสกัดจากพืชแทนสัตว์ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับที่มาของส่วนผสมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้รับ 2 รางวัลสำคัญ ได้แก่ รางวัล QMAC 2026 บริษัทที่คนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด อันดับ 13 จาก 55 บริษัท โดย QGEN Consultant และรางวัล GEN Z TOP BRAND 2026 สุดยอดแบรนด์ครองใจ Gen Z แห่งปี จาก BrandBuffet
ผู้บริโภคยุคใหม่อ่านฉลากมากขึ้น
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่บริษัทพบคือ ผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ความงามมากขึ้นอย่างชัดเจน
ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้พิจารณาเพียงภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับส่วนผสม วิธีการทดสอบ และความปลอดภัยในการใช้งาน โดยคำถามที่ได้รับบ่อยขึ้นเกี่ยวข้องกับส่วนผสมอย่าง PDRN ความเข้มข้นของสารสำคัญ ค่า pH และการใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะ
ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยังส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้สินค้ากลุ่มครีมซองได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วยลดภาระการจ่ายเงินก้อนใหญ่ เปิดโอกาสให้ทดลองใช้สินค้าได้ง่าย และตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
ตลาดครีมซองมอยส์เจอไรเซอร์ทาหน้าในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ครีมซองของศรีจันทร์มียอดขายเติบโต 45.3% และครองอันดับหนึ่งในหมวดดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
ตั้งเป้าโต 15% เตรียม IPO ดันรายได้แตะ 3,000 ล้าน
สำหรับปีนี้ ศรีจันทร์ตั้งเป้ารายได้เติบโต 15% ภายใต้สมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยม เนื่องจากยังมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของซัพพลายเชน
บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารสต็อกสินค้า การควบคุมต้นทุน และการรักษาอัตรากำไร โดยยังคงนโยบายไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แม้ต้นทุนหลายด้านจะเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะระดับ 3,000 ล้านบาทภายใน 2 ปีข้างหน้า
การขยายตลาดต่างประเทศในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขาย แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีสากล ผ่านยุทธศาสตร์ T-Beauty ที่บริษัทเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘Slow is the new fast’ บทเรียนจาก ‘รวิศ หาญอุตสาหะ’
Work-Life Evolution: ความสำเร็จในโลกที่ไม่เป็นใจ





