Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘Slow is the new fast’ บทเรียนจาก ‘รวิศ หาญอุตสาหะ’

‘Slow is the new fast’ บทเรียนจาก ‘รวิศ หาญอุตสาหะ’

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็วและอัดแน่นไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ชีวิตของคนจำนวนมากกำลังถูกผลักให้รู้สึกว่า “ต้องทำได้มากกว่านี้” อยู่ตลอดเวลา ต้องทำงานให้ดี ต้องสุขภาพดี ต้องออกกำลังกาย ต้องนอนให้พอ ต้องลงทุน ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องรู้เท่าทันโลก และต้องไม่ตกขบวนอะไรสักอย่าง

ที่สำคัญคือ เมื่อเปิดโซเชียลมีเดียขึ้นมา ไม่ว่าเราจะเก่งแค่ไหน ก็มักจะเจอคนที่ดูเหมือนเก่งกว่าเราเสมอ เก่งกว่าเรื่องงาน สุขภาพ การลงทุน หรือชีวิตบางด้าน จนสุดท้ายหลายคนเหนื่อย ทั้งที่พยายามมาตลอด

บนเวที Wisdom To The Future (WTF Festival) รวิศ หาญอุตสาหะ CEO เครื่องสำอางแบรนด์ศรีจันทร์ (Srichand) และเจ้าของเพจ รวมถึงพอดแคสต์ธุรกิจ Mission To The Moon ชวนตั้งคำถามว่า โลกนี้กำลัง “เรียกร้องจากเราเยอะเกินไป” หรือไม่ และทุกอย่างที่เรากำลังพยายามทำอยู่นั้น จำเป็นกับชีวิตเราจริง ๆ หรือเปล่า

คุณรวิศเล่าว่า คนจำนวนมากที่เขาพูดคุยด้วย ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขี้เกียจหรือไม่พยายาม ตรงกันข้าม หลายคนทำงานหนักมาหลายปี แต่ยังรู้สึกว่า “ชีวิตไม่ปลอดภัย” ไม่ปลอดภัยจากความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความเปลี่ยนแปลง บางคนถึงขั้นบอกว่า ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรู้สึกปลอดภัยก่อน หรือจะตายก่อน

ประโยคนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า เวลาของมนุษย์บนโลกนี้มีจำกัด คุณรวิศชวนให้มองชีวิตผ่านกรอบเวลาประมาณ 4,000 สัปดาห์ หรือ 4,000 วันอาทิตย์เท่านั้น คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะทำทุกอย่างให้ได้อย่างไร แต่คือเราควรเลือกทำอะไร และอะไรคือสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำเลยต่างหาก

เมื่อเวลามีจำกัด สิ่งแรกที่ต้องจัดการคือ ‘สิ่งสำคัญ’

คุณรวิศย้ำว่า คนจำนวนมากไม่ได้ขี้เกียจลงมือทำ แต่ “ขี้เกียจศึกษา” หรือถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นคือ ขี้เกียจคิดว่าเรื่องไหนสำคัญจริง ๆ

ในโลกการทำงาน หลายคนมีรายการสิ่งที่ต้องทำเต็มไปหมด บางคนมีงานค้าง 30-40 เรื่อง พอเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา อะไรเด้งขึ้นก่อนก็ทำสิ่งนั้นก่อน ตอบอีเมลก่อน ตอบแชตก่อน หรือจัดการเรื่องเล็ก ๆ ที่เข้ามารบกวนก่อน ผลคือดูเหมือนยุ่งมาก แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์มากเท่าที่ควร

คุณรวิศยกหลัก 80/20 ขึ้นมาอธิบายว่า งานเพียง 20% มักสร้างผลลัพธ์ได้ถึง 80% เช่นเดียวกับธุรกิจที่ลูกค้าบางกลุ่มอาจสร้างกำไรหลัก หรือสินค้าบางกลุ่มอาจทำยอดขายส่วนใหญ่ให้บริษัท งานในแต่ละวันก็เช่นกัน งานไม่กี่อย่างเท่านั้นที่สำคัญจริง ๆ

หากคนหนึ่งมีงาน 20 อย่าง แต่รู้ชัดว่า 3-4 อย่างใดคือเรื่องสำคัญที่สุด และทำเรื่องเหล่านั้นให้เสร็จก่อน เขาอาจสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าคนที่ทำงานได้ 15 อย่าง แต่ล้วนเป็นงานที่ไม่สำคัญ คำถามที่ควรถามตัวเองทุกเช้าจึงคือ วันนี้สิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่างที่ต้องทำให้สำเร็จคืออะไร

ช่วงเช้าคือเวลาของสมอง ไม่ใช่เวลาของสิ่งรบกวน

อีกประเด็นที่คุณรวิศให้ความสำคัญคือ พลังงานของสมอง เขาอธิบายว่า สมองมนุษย์มักเฉียบคมที่สุดในช่วงประมาณ 5 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน หากตื่นตอน 6 โมงเช้า ช่วงเวลาที่สมองดีที่สุดอาจอยู่จนถึงราว 11 โมง

ปัญหาคือ คนจำนวนมากใช้เวลาทองของสมองไปกับสิ่งรบกวน ตั้งแต่การเช็กโทรศัพท์ ตอบข้อความ อ่านอีเมล หรือปล่อยให้เรื่องเล็ก ๆ เข้ามากินพื้นที่ความคิดตั้งแต่เช้า สำหรับคุณรวิศ ช่วงเช้าควรเป็นเวลาของเรื่องจริงเช่น ออกกำลังกาย อ่าน เขียน คิด ถกเถียงปัญหา ฟัง หรือทำงานที่ต้องใช้สมองอย่างแท้จริง

เขายกตัวอย่างชีวิตตัวเองว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เพราะถ้าร่างกายไม่แข็งแรง ก็ยากที่จะทำสิ่งอื่นได้ดี ตารางออกกำลังกายของเขาจึงถูกจัดไว้เข้มข้นเหมือนการประชุมสำคัญ และเป็นเวลาที่ทีมงานรู้ว่าไม่ควรแทรก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือการจัดลำดับความสำคัญของชีวิตให้ชัดว่า อะไรคือสิ่งที่ต้องมาก่อนจริง ๆ

อย่าปล่อยให้อีเมล แชต และมือถือควบคุมวันของเรา

หนึ่งในสิ่งที่คุณรวิศเตือนแรงที่สุดคือ การปล่อยให้สิ่งรบกวนเข้ามาควบคุมวันทำงาน โดยเฉพาะอีเมล แชต และโทรศัพท์มือถือ

เขาแนะนำให้เลิกนิสัยตอบอีเมลทันทีที่มีอีเมลเข้ามา เพราะสมองมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบ multitask ได้จริง ทุกครั้งที่สลับจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่ง สมองต้องใช้พลังงานในการตั้งต้นใหม่ แทนที่จะตอบอีเมลทีละฉบับทั้งวัน คุณรวิศเลือกตอบอีเมลเป็นรอบ ๆ เช่น ตอบอีเมลวันละครั้งในช่วงบ่าย เพื่อรักษาความต่อเนื่องของความคิด

เขายังเสนอหลักง่าย ๆ ว่า อีเมลควรตอบภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนแชตอาจตอบเป็นรอบภายในไม่กี่ชั่วโมง และหากเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ก็ยังมีวิธีดั้งเดิมที่สุดคือ โทรศัพท์

ประเด็นของเขาไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการทำให้โทรศัพท์มือถือกลับมาเป็นเครื่องมือไม่ใช่สิ่งที่คอยยัดเยียดข้อมูล ความเร่งด่วน และสิ่งรบกวนให้เราตลอดเวลา

คุณรวิศยกภาพที่ชัดมากว่า เขาเคยนั่งรถกับเพื่อน ขณะติดไฟแดงและไฟกำลังนับถอยหลังเหลือไม่กี่วินาที เพื่อนยังหยิบมือถือขึ้นมาดู ทั้งที่อีกไม่นานไฟก็จะเขียวแล้ว ภาพเล็ก ๆ นี้สะท้อนอาการของมนุษย์ยุคใหม่ที่แทบไม่สามารถเว้นช่องว่างให้ตัวเองอยู่กับความว่างได้เลย

Analog Time: ทวงคืนชีวิตจากหน้าจอ

คุณรวิศเสนอแนวคิด Analog Time หรือเวลาที่ปลอดจากโทรศัพท์มือถือและหน้าจอ โดยเฉพาะ 1 ชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน และ 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

ถ้าใครใช้โทรศัพท์มือถือเป็นนาฬิกาปลุก เขาแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้นาฬิกาปลุกจริง ๆ เพื่อไม่ให้สิ่งแรกที่เห็นหลังลืมตาคือโทรศัพท์มือถือ เพราะทันทีที่หยิบมือถือขึ้นมา สมองจะถูกดึงเข้าไปสู่โลกของข้อความ ข่าวสาร และสิ่งเร้าทันที

ในช่วงก่อนนอน เขาแนะนำให้ใช้เวลากับกิจกรรมที่ไม่มีโทรศัพท์ เช่น อ่านหนังสือ เขียนบันทึก จดไดอารี หรือทำสิ่งที่ช่วยให้สมองค่อย ๆ ลดระดับความตื่นตัวลง

เขายังพูดถึงการรับแสงแดดยามเช้า 20-30 นาที เพื่อช่วยปรับนาฬิกาชีวิต หรือ Circadian Rhythm ให้ร่างกายรับรู้ว่าเป็นเวลาเช้า เมื่อตื่นตัวได้ดีในตอนกลางวัน ร่างกายก็จะหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน ทั้งหมดนี้คือวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้มนุษย์กลับมาควบคุมจังหวะชีวิตของตัวเอง แทนที่จะปล่อยให้หน้าจอเป็นผู้กำหนด

เลือกกระแสให้ถูก และฝึกใจให้รับมือกับความยาก

ในมุมธุรกิจ คุณรวิศพูดถึงความสำคัญของการเลือกอยู่ใน Megatrend หรือกระแสใหญ่ที่กำลังเติบโต เขาอธิบายว่า การทำธุรกิจใน Megatrend ง่ายกว่าการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมขาลงมาก เพราะเมื่อน้ำขึ้น เรือเล็กและเรือใหญ่ก็ลอยขึ้นไปพร้อมกัน

ในทางกลับกัน หากธุรกิจอยู่ใน Sunset Industry ผู้ประกอบการต้องเก่งมากจึงจะอยู่รอดได้ อย่างไรก็ตาม การอยู่ใน Megatrend ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ แต่หมายถึงการอยู่ในสนามที่ยังมีแรงส่ง มีพื้นที่ให้เติบโต และมีโอกาสให้บริหารจัดการได้มากกว่า

นอกจากเลือกสนามให้ถูก คุณรวิศยังพูดถึงการฝึกทำ “ของยาก” วันละหนึ่งอย่าง ของยากในที่นี้ไม่ได้หมายถึงภาระใหญ่โต แต่หมายถึงสิ่งที่ดีต่อตัวเอง แต่เราไม่อยากทำ เช่น การออกกำลังกาย การแช่น้ำเย็น หรือการฝืนทำบางอย่างที่ต้องใช้วินัย

คุณรวิศยกตัวอย่างการแช่น้ำเย็นว่า ก่อนลงทุกครั้ง ร่างกายมักต่อต้าน เพราะรู้ว่ามันหนาวและไม่สบายตัว แต่เมื่อฝืนอยู่กับความอึดอัดนั้นไปสักพัก ร่างกายและจิตใจจะเริ่มเรียนรู้ว่า ความไม่สบายบางอย่างไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การฝึกแบบนี้คือการฝึกจิตใจผ่านความยากเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เมื่อเจอปัญหาใหญ่หรือวิกฤติจริง ๆ ใจจะไม่แตกง่าย และสามารถรับมือได้ดีขึ้น

อย่าทิ้งความฝันและอย่าลืมคนที่สำคัญจริง ๆ

คุณรวิศยังพูดถึงความสำคัญของการมีสิ่งให้ฝัน สำหรับเขา สิ่งที่ทำให้คนไปต่อได้คือการยังมีความฝัน มีความเชื่อ และมีบางสิ่งที่อยากไปให้ถึง ไม่ว่าชีวิตจะผ่านความล้มเหลวหรือความผิดหวังมามากแค่ไหนก็ตาม

เขาย้ำว่า อย่าปล่อยให้ความฝันหายไปกับเวลา หรือหายไปกับความล้มเหลว เพราะวันที่มนุษย์ไม่มีสิ่งให้ฝัน ชีวิตอาจหยุดอยู่ตรงนั้น

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยยอดวิว ยอดไลก์ และความสนใจชั่วคราวบนโซเชียลมีเดีย คุณรวิศเตือนว่า มีคนเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นที่ matter จริง ๆ กับชีวิตเรา คนบนโลกออนไลน์อาจเห็นคอนเทนต์ของเราเพียงชั่วครู่ แล้วก็ลืมไป แต่คนที่สำคัญจริง ๆ คือครอบครัว เพื่อน คนใกล้ตัว และทีมงานที่ใช้ชีวิตหรือทำงานร่วมกับเราจริง ๆ

หากมีบริษัท พนักงานก็เป็นคนที่ผู้บริหารควรดูแลอย่างจริงใจ ไม่ใช่คิดว่าจ่ายเงินเดือนแล้วจบ เพราะหากคนรู้สึกว่าได้รับการใส่ใจ เขาจะให้ใจกับองค์กร และพลังนั้นจะกลับมาช่วยแก้ปัญหาในวันที่องค์กรต้องการ

Slow is the new fast

บทสรุปสำคัญที่คุณรวิศทิ้งไว้บนเวที Wisdom To The Future คือ “Slow is the new fast”

ในโลกที่ทุกอย่างเร็ว เต็มไปด้วยข้อมูล เครื่องมือ และโอกาสใหม่ ๆ คนที่จะชนะอาจไม่ใช่คนที่เปิดรับทุกอย่างได้มากที่สุด แต่คือคนที่ลงลึกกับบางเรื่องได้ลึกที่สุด ไม่มีใครสามารถเรียนรู้ทุกเรื่องบนโลกได้หมด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การวิ่งตามทุกเรื่อง แต่คือการรู้ว่าเรื่องใดควรลงลึกจริง ๆ

สุดท้าย คุณรวิศมองว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในยุคนี้คือ “การโฟกัส”

หากมีสิ่งหนึ่งที่ควรสอนลูกหลาน อาจไม่ใช่การบอกว่าอนาคตควรเป็นหมอ วิศวกร หรืออาชีพใด เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะคาดเดาได้แน่นอน แต่สิ่งที่ยังสำคัญเสมอคือ ความสามารถในการโฟกัสกับสิ่งที่มีความหมาย

เพราะธุรกิจจำนวนมากดีมากในวันที่เจ้าของยังโฟกัส และเริ่มไม่ดีในวันที่เจ้าของ “เริ่มสนุก” อยากทำนั่น อยากทำนี่ จนหลุดจากสิ่งสำคัญที่สุด

ในโลกที่เรียกร้องจากเรามากขึ้นทุกวัน การโฟกัสจึงไม่ใช่แค่ทักษะการทำงาน แต่เป็นสินทรัพย์สำคัญของชีวิต และบางที การใช้ชีวิตให้ช้าลง ลึกขึ้น และเลือกให้ชัดขึ้น อาจเป็นวิธีไปข้างหน้าที่เร็วที่สุดแล้วก็ได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘YUEDPAO’ กับวิชาที่ไม่มีในห้องเรียน

ถอดบทเรียน ‘ตัน ภาสกรนที’: คนที่รอดไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด


×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar