Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

คนไทยอายุยืนขึ้น แต่ทำไมต้องป่วยนาน 10 ปีสุดท้ายของชีวิต

คนไทยอายุยืนขึ้น แต่ทำไมต้องป่วยนาน 10 ปีสุดท้ายของชีวิต

คนไทยกำลังมีอายุยืนขึ้น แต่อาจต้องแลกมาด้วยการใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยนานถึง 10 ปีในช่วงท้ายของชีวิต แม้อายุขัย (Lifespan) เฉลี่ยของคนไทยในปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 77-80 ปี และผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มจะมีชีวิตยืนยาวถึง 85 ปี จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีและพึ่งพาตัวเองได้ยาวนานขึ้น

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวที “ในวันที่คนไทยอายุยืนขึ้นแต่ทำไมสุขภาพกลับแย่ลง” ในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลอง GEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ซึ่งมุ่งชวนให้สังคมหันกลับมามองความแตกต่างระหว่างอายุขัย กับช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี (Healthspan)

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า เป้าหมายของการมีชีวิตยืนยาวไม่ใช่การอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลานานแต่คือการมีสุขภาพดีให้นานที่สุด และเจ็บป่วยในช่วงเวลาสั้นที่สุดก่อนเสียชีวิต เขายกตัวอย่างว่า หากคนคนหนึ่งมีชีวิตถึง 85 ปี แต่ต้องนั่งรถเข็นตั้งแต่อายุ 75 ปี ย่อมแตกต่างจากคนที่อายุ 84 ปียังสามารถเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ก่อนจะเจ็บป่วยในช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วเสียชีวิตเมื่ออายุ 85 ปี

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้อายุยืนขึ้น แต่คือการทำอย่างไรให้ช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดียาวนานขึ้นด้วย

เมื่อโรคร้ายกลายเป็นโรคเรื้อรัง

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ได้จริง โรคหลายชนิดที่เคยทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วในอดีต เช่น โรคมะเร็ง ปัจจุบันสามารถรักษาได้ดีขึ้นและทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลอีกด้านหนึ่งคือโรคจำนวนมากกลายเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ศ.นพ.ปิยะมิตร ระบุว่า เมื่อพูดถึงอายุเฉลี่ยของคนไทยที่ 77-80 ปี ต้องเข้าใจด้วยว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่รวมการเสียชีวิตตั้งแต่วัยเด็กเข้าไปด้วย แต่สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาวถึง 85 ปีมีมากขึ้น ยิ่งอายุยืนมากขึ้นเท่าไร คำถามเรื่องคุณภาพชีวิตในช่วงปลายทางก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง วิกฤติที่กัดกินคุณภาพชีวิตคนไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อย่างหนัก โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 6.3 ล้านล้านบาท และมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคนี้สูงถึงหลักพันคนในแต่ละวัน (ข้อมูลส่วนนี้เป็นสถิติจากแหล่งภายนอกที่คุณเสริมเข้ามา ซึ่งสอดคล้องกับที่ ศ.นพ.ปิยะมิตร ระบุว่าความสูญเสียจาก NCDs นั้นอาจจะมากกว่างบประมาณประเทศ และมีผู้เสียชีวิตในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง)

สถิติจากการสุ่มสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (National Health Examination Survey) ซึ่งสำรวจประชาชนราว 30,000 คนทั่วประเทศ พบว่า คนไทยมีภาวะน้ำหนักเกิน หรือ BMI เกิน 25 สูงถึง 45% ขณะที่อัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่ที่ 16.6% ซึ่งนับว่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชียใต้และอาเซียน ขณะเดียวกัน สถิติระดับโลกจาก Worldometer ชี้ว่า อันดับด้านสุขภาพของประเทศไทยร่วงลงจากอันดับที่ 78 มาอยู่ที่ 101 ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี แม้อายุขัยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงโจทย์ของสังคมสูงวัย แต่กำลังเผชิญความท้าทายในการทำให้ประชาชนมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ยืนยาวไปพร้อมกับโรค

ศัตรูของสุขภาพในยุคนี้คือ “ใจของเราเอง”

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หากในอดีตระบบสุขภาพต้องต่อสู้กับโรคติดเชื้อที่มียาปฏิชีวนะและวัคซีนเป็นเครื่องมือสำคัญ ปัจจุบันสมรภูมิได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะศัตรูสำคัญในยุคนี้คือพฤติกรรมและใจของเราเอง

พฤติกรรมเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การกินอาหารหวาน มัน เค็ม การนอนน้อย การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดจากการทำงาน ความสัมพันธ์ที่ไม่ดี ไปจนถึงวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่งที่ขาดการออกกำลังกาย

นพ.พงศ์เทพ ระบุว่า พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกี่ยวข้องกับระบบการตลาดที่พยายามกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกสิ่งที่ตอบสนองความอยากได้ง่ายกว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ระบบการตลาดหรือระบบทุนนิยมล่าเหยื่อ”

รู้แล้วไม่เปลี่ยน ปัญหาใหญ่กว่าการไม่รู้

นพ.พงศ์เทพ มองว่า ปัญหาสำคัญของสังคมไทยไม่ใช่การขาดข้อมูลด้านสุขภาพ แต่คือการรู้แล้วไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เขาอธิบายว่า การรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะพฤติกรรมจำนวนมากถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นนิสัย โดยเฉพาะนิสัยที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก

หากเด็กเติบโตมากับอาหารหวาน มัน เค็ม หรือไม่คุ้นเคยกับการกินผัก พฤติกรรมเหล่านี้มักติดตัวไปจนโต เช่นเดียวกับครอบครัวที่มีพฤติกรรมการกินจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน ลูกก็มักซึมซับรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดียวกัน การเปลี่ยนพฤติกรรมจึงต้องอาศัยการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นวินัยและพัฒนาเป็นนิสัยใหม่ในที่สุด

ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ระบุว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ยังเป็นโจทย์สำคัญของสังคมไทย สะท้อนจากกรณีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น โยเกิร์ตสูตรไม่มีน้ำตาล หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูตรโซเดียมต่ำ ที่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาด

ขณะเดียวกัน คนไทยยังมีพฤติกรรมบริโภคคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลในปริมาณสูง รวมถึงต้องเผชิญกับปัญหาใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีอัตราการเสพเพิ่มขึ้นถึง 133% โดยมีกลุ่มผู้หญิงและวัยรุ่นเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ

งบประมาณยังเทไปที่การรักษา มากกว่าการป้องกัน

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศ จากงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติราว 3 แสนล้านบาท งบประมาณกว่า 90% ถูกใช้ไปกับการรักษาพยาบาล ขณะที่งบประมาณด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมีเพียงประมาณ 10% หรือราว 2.9-3 หมื่นล้านบาท

ศ.นพ.ปิยะมิตร ระบุว่า แม้แต่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในปัจจุบันก็ยังแทบไม่เพียงพออยู่แล้ว ส่งผลให้การลงทุนเพื่อป้องกันโรคและสร้างสุขภาพดีตั้งแต่ต้นยังทำได้อย่างจำกัด

ยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี ต้องเริ่มก่อนสาย

สำหรับแนวทางยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี แพทย์ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า การเตรียมตัวควรเริ่มตั้งแต่ก่อนอายุ 40 ปี โดย สสส. ขับเคลื่อนแนวคิด “สูงวัยให้พร้อมต้องเตรียมก่อนสี่สิบ” ทั้งในมิติการเงิน สุขภาพและการเตรียมกิจกรรมสำหรับชีวิตในอนาคต อย่างไรก็ตาม ศ. นพ.ปิยะมิตร ย้ำว่า ต่อให้อายุเกิน 40 ปีไปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียกำลังใจ เพราะยังสามารถเริ่มต้นดูแลตัวเองได้เสมอ

หนึ่งในคำแนะนำสำคัญคือ การสร้างมวลกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Sarcopenia) เพราะหลังอายุ 60 ปี กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ ลดลงหากไม่ได้รับการดูแล การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ หรืออุปกรณ์ติดตามกิจกรรม เพื่อช่วยตรวจสอบการเคลื่อนไหวของตนเอง เป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้ผู้คนดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกอยู่ในสังคมหรือกลุ่มเพื่อนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ รวมถึงการทำกิจกรรมเพื่อผู้อื่น เช่น โครงการธนาคารเวลา (Time Bank) ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะทางใจ

นพ.พงศ์เทพ ระบุว่า การคิดถึงผู้อื่น การได้ช่วยเหลือคนรอบข้าง และการรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าต่อสังคม มีส่วนช่วยลดภาวะสมองเสื่อม ลดภาวะซึมเศร้า และช่วยให้ผู้สูงอายุมีพลังในการใช้ชีวิตต่อไป

ความท้าทายของสังคมไทยในอนาคตจึงอาจไม่ใช่การทำให้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีและพึ่งพาตัวเองได้ให้นานที่สุด เป้าหมายของการมีชีวิตยืนยาวจึงไม่ใช่การมีอายุยืนที่สุดในเชิงตัวเลข แต่คือการยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีให้ยาวที่สุดผ่านการปรับพฤติกรรม การสร้างวินัยด้านสุขภาพ และการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

TikTok จับมือ กรมสุขภาพจิต ชวนคนไทยใช้โซเชียลอย่างสมดุล

ขับเคลื่อน Health Span ด้วยเทคโนโลยีและการป้องกัน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar