ภาคโลจิสติกส์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญ เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่กลายเป็น “ทางรอด” ของธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยและเป็นภาคธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน
ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในวันนี้จึงไม่ได้วัดจากการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน หรือ Scope 3 ตามข้อกำหนดทางกฎหมายและความต้องการของลูกค้า
บนเวทีเสวนา “Thai CBN Alliance: Driving the Future of Green Logistics” ในงาน Earth Jump 2026 เครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ผู้ร่วมเสวนาได้ส่งสัญญาณสำคัญถึงผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ว่า การก้าวสู่โลจิสติกส์สีเขียวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนมหาศาลเพื่อเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือEV ทันที แต่สามารถเริ่มจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนได้พร้อมกัน
ลดคาร์บอนไม่ใช่ภาระ แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
รศ.ดร.จรรยา ชาญชัยชูจิต ผู้อำนวยการ ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า Freight Decarbonization หรือการลดคาร์บอนจากการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไม่ใช่เพียงเรื่องการลดคาร์บอนอย่างเดียว แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพลดการใช้พลังงาน และลดต้นทุนไปพร้อมกัน
เหตุผลสำคัญคือ การขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งการค้าและการลงทุนเติบโต กิจกรรมโลจิสติกส์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นโจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้โดยไม่ปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์เป็นภาคธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และยังเกี่ยวข้องกับทุกธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน การลดคาร์บอนในภาคโลจิสติกส์จึงไม่ได้ช่วยลดคาร์บอนของผู้ประกอบการขนส่งเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจอื่นลดคาร์บอนใน Supply Chain Emission ของตนเองได้ด้วย
ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์จึงไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย ความต้องการของลูกค้า การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน และความยืดหยุ่นของซัพพลายเชน
ไปรษณีย์ไทยเริ่มจากปรับเส้นทาง ลดน้ำมันได้ 18%
ตัวอย่างจากไปรษณีย์ไทยสะท้อนให้เห็นชัดว่า โลจิสติกส์สีเขียวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนรถทั้งระบบเป็น EV
ชวชิต สุนทรศารทูล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน บจก. ไปรษณีย์ไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลที่องค์กรเก็บในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาพบว่าก๊าซเรือนกระจกของไปรษณีย์ไทยกว่า 60% มาจากการขนส่งทางถนน
แรงกดดันสำคัญมาจากทั้งภาคนโยบายและลูกค้า โดยไปรษณีย์ไทยในฐานะรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง ถูกกำหนดให้เริ่มเก็บข้อมูลและจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกมาตั้งแต่ปี 2563 ขณะเดียวกัน ลูกค้าก็เริ่มสอบถามข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะไปรษณีย์ไทยคือ Scope 3 ของลูกค้า
สำหรับไปรษณีย์ไทย การทำ Green Logistics จึงไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนรถเป็น EV แต่เริ่มจากการจัดเส้นทางขนส่งใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเดิมการนำจ่ายจดหมาย พัสดุ และบริการเก็บเงินปลายทางอาจใช้บุรุษไปรษณีย์แยกกันวิ่ง แต่ไปรษณีย์ไทยปรับพื้นที่การนำจ่ายให้กระชับขึ้น และจัดการให้การวิ่งงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เพียงแค่วิธีนี้วิธีกระบวนการเดียว ก็ช่วยให้องค์กรประหยัดน้ำมันได้ถึง18% ตั้งแต่ช่วงปีแรก” คุณชวชิต กล่าว
หลังจากปรับสมดุลภายในองค์กรแล้ว ไปรษณีย์ไทยจึงขยายผลไปสู่การใช้รถบรรทุกไฟฟ้า หรือ Post EV ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วกว่า 200 คันจากเป้าหมาย และคาดว่าจะเปลี่ยนได้เกือบครึ่งหนึ่งภายในปีนี้
อย่างไรก็ตาม รถบางประเภท โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ต้องวิ่งระยะไกลหรือวิ่งไปต่างจังหวัด ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็น EV ได้ทันที เพราะเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดด้านระยะทางและการชาร์จ
ไปรษณีย์ไทยยังมีแผนติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ศูนย์รัชดาฯ เพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้ชาร์จรถโดยตรง รวมถึงการทำ Green Office การประหยัดพลังงาน และการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ภายในองค์กร
คุณชวชิตสรุปว่า สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยทำต้องสามารถแปลงกลับมาเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดลงได้ในทุกมิติ โดยแนวทางสำคัญคืออย่าเริ่มจากการลงทุน แต่ให้เริ่มจากการทำให้ระบบและกระบวนการมีประสิทธิภาพมากขึ้น วัดผลได้ และมีความโปร่งใสของข้อมูล ก่อนขยับไปสู่การใช้เทคโนโลยีในขั้นต่อไป
บันได 5 ขั้น เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ทันที
รศ.ดร.จรรยา เสนอกรอบแนวทางการลดคาร์บอนในภาคขนส่ง หรือFreight Decarbonization Framework ซึ่งประกอบด้วย “บันได 5 ขั้น” ที่ผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นแนวทางดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ
ขั้นแรกคือการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเริ่มจากสิ่งที่องค์กรมีอยู่ เช่น การจัดเส้นทางขนส่งใหม่ การปรับการโหลดสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า เพื่อลดทั้งระยะทางการใช้พลังงาน ต้นทุน และการปล่อยคาร์บอน
ขั้นที่สองคือการปรับโครงสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ให้กระชับและเหมาะสมมากขึ้น ผ่านการจัดระเบียบเส้นทางและลำดับการขนส่งใหม่ ส่วนขั้นที่สามคือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น การฝึกอบรมการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน การดูแลรักษายางรถยนต์ การซ่อมบำรุง และการใช้เทคโนโลยีติดตามการใช้พลังงาน
เมื่อองค์กรมีความพร้อมมากขึ้น จึงสามารถขยับไปสู่ขั้นที่สี่ คือการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง จากการขนส่งทางถนนไปสู่ระบบที่ใช้พลังงานต่ำกว่าเดิม เช่น ระบบรางหรือการขนส่งทางเรือชายฝั่ง ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งระบบราง จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้า และลานตู้สินค้า
ขั้นสุดท้ายคือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นรถ EV ไฮโดรเจน หรือไบโอดีเซล
“หลายบริษัทโดยเฉพาะ SME มักกลัวว่าต้องเปลี่ยนเป็นรถ EV ทันที ซึ่งความจริงแล้วสามารถเริ่มจากแนวทางที่ 1-3 ก่อนได้เลย เพราะสามารถลดทั้งต้นทุนและลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 30-40%” รศ.ดร.จรรยากล่าว
หลังจากเริ่มดำเนินการแล้ว สิ่งสำคัญถัดไปคือการวัดและรายงานผลการปล่อยคาร์บอนด้านโลจิสติกส์ โดยปัจจุบันมีมาตรฐานสากล ISO 14083 ซึ่งประกาศใช้ในปี 2023 เข้ามาช่วยให้การคำนวณคาร์บอนตลอดห่วงโซ่การขนส่งมีความแม่นยำและเป็นระบบมากขึ้น
สยามมิชลินชี้ ยางรถยนต์คือจุดเล็กที่ลดต้นทุนใหญ่ได้
อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากสยามมิชลิน ณัฐชนน แมนประสาท ผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจยางเชิงพาณิชย์ประเทศไทย บจก. สยามมิชลิน ระบุว่า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลักของผู้ประกอบการขนส่ง คิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ในทางกลับกัน ยางรถยนต์มีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% ของต้นทุนผู้ประกอบการ แต่สามารถมีผลต่อการใช้น้ำมันและการลดคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง
สยามมิชลินจึงเข้ามาในฐานะผู้ช่วย โดยใช้เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านยางเพื่อช่วยผู้ประกอบการลดการใช้น้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ยางให้ถูกประเภท การใช้ยางประหยัดน้ำมันที่มีแรงต้านทานการหมุนต่ำ และการเติมลมยางอย่างถูกต้อง
คุณณัฐชนนระบุว่า Michelin มียางที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การประหยัดน้ำมัน และจากการทดสอบพบว่าสามารถสร้างความแตกต่างเมื่อเทียบกับยางทั่วไปได้สูงสุด 7-10%
นอกจากนี้ สยามมิชลินยังมีเทคโนโลยีการนำยางกลับมาใช้ต่อ โดยออกแบบให้สามารถเซาะร่องหน้ายางเพื่อวิ่งต่อได้อีก 25% ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ได้ทั้งกับรถใช้น้ำมันและรถ EV
อีกส่วนหนึ่งคือการนำเทคโนโลยี Data Digitalization มาวิเคราะห์การบริหารจัดการยาง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการเปลี่ยนยางการเติมลมยาง และมี Dashboard ให้ผู้บริหารเห็นข้อมูลที่จับต้องได้
ยกระดับ SME ในห่วงโซ่อุปทาน คือโจทย์ใหญ่ของระบบนิเวศ
การเปลี่ยนผ่านสู่โลจิสติกส์สีเขียวไม่อาจสำเร็จได้ หากปล่อยให้ผู้ประกอบการขนส่งเดินหน้าเพียงลำพัง เพราะโครงสร้างธุรกิจขนส่งของไทยมี SME เป็นสัดส่วนสูง
ภูมิพิทักษ์ ศิลปศร Governance and Compliance/ ESG Integration Manager บมจ. เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ ระบุว่า ผู้ประกอบการขนส่งที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกกว่า 80% เป็นSME ซึ่งยังขาดทั้งองค์ความรู้และบุคลากร ขณะที่ SCG JWD ในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ มีผู้รับจ้างขนส่งกว่า 300 ราย และส่วนใหญ่เป็น SME
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการลดคาร์บอนภายในองค์กรของผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่ แต่คือการยกระดับผู้ประกอบการในเครือข่ายให้มีความรู้ และสามารถร่วมลดการปล่อยคาร์บอนไปพร้อมกัน
ในมุมของธุรกิจ คุณภูมิพิทักษ์มองว่า ผู้ให้บริการขนส่งและโลจิสติกส์ต้องทำตัวเองให้เป็น Scope 3 Partnership ของลูกค้า เพราะข้อมูลคาร์บอนที่ผู้ให้บริการสามารถรายงานได้ จะกลายเป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับลูกค้าในการประเมิน ESG Score และ ESG Rating ตามมาตรฐานสากล เช่นFTSE Russell หรือ DJSI
โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและนโยบาย ต้องเดินไปพร้อมกัน
ด้าน ประภาสักก์ เจริญพร Head of Future Mobility บจก. อินโนพาวเวอร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Green Transition ในระดับหนึ่ง เห็นได้จากยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งที่เติบโตต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
การเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวรถ แต่ต้องมีระบบสถานีชาร์จ ระบบไฟฟ้า และการออกแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่นรถต้องวิ่งได้ระยะทางเท่าใด ควรชาร์จในพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนตัวและควรออกแบบกำลังไฟอย่างไรไม่ให้กระทบกับระบบโหลดไฟฟ้าหลัก
Innopower วางบทบาทเป็น EV Transition Partner โดยให้คำปรึกษาและออกแบบระบบชาร์จให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละราย ควบคู่กับการพัฒนา Emission Tracking Platform เพื่อช่วยประเมินการปล่อยคาร์บอนได้จริงในอนาคต
คุณประภาสักก์ยังระบุว่า การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายฝ่าย ทั้งผู้ผลิต ผู้ให้บริการ ผู้ใช้งาน และผู้ประกอบการในระบบนิเวศรวมถึงการมีข้อมูลและความโปร่งใสด้านคาร์บอน ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐต้องชัดเจน ต่อเนื่อง และคาดเดาได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนลงทุน และสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้ตามที่คาดหวัง
ลดคาร์บอน คือแต้มต่อธุรกิจ ไม่ใช่ต้นทุนที่ต้องแบกรับ
บทเรียนจากเวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนว่า โลจิสติกส์สีเขียวไม่ใช่ภาระหรือต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้พลังงาน และเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องรอความพร้อมด้านเงินลงทุนก้อนใหญ่หรือการเปลี่ยนรถทั้งระบบเป็น EV แต่สามารถเริ่มจากสิ่งที่ทำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการจัดเส้นทางขนส่ง การลดเที่ยวเปล่า การปรับเครือข่ายโลจิสติกส์ การฝึกอบรมการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน การดูแลรักษายางรถยนต์ และการวัดผลอย่างเป็นระบบ
เมื่อองค์กรสามารถลดต้นทุนและลดคาร์บอนได้จากกระบวนการพื้นฐานแล้ว การลงทุนด้านเทคโนโลยี ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาดจึงจะเป็นก้าวต่อไปที่มีความพร้อมมากขึ้น
ในโลกธุรกิจที่ข้อมูลคาร์บอนเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินคู่ค้า ESG Score และ ESG Rating ผู้ประกอบการที่เริ่มเปลี่ยนผ่านได้เร็วกว่าย่อมมีโอกาสสร้างแต้มต่อทางธุรกิจได้มากกว่า
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สถาบันไทยพัฒน์ ก้าวสู่ปีที่ 12 ผู้นำประเมิน ESG สัญชาติไทย





