Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ยุทธศาสตร์ AI ไทย 2026: เมินสงคราม LLM มุ่ง Vertical AI

ยุทธศาสตร์ AI ไทย 2026: เมินสงคราม LLM มุ่งVertical AI พลิกโฉมอุตสาหกรรมสู่เวทีโลก

ปี 2026 กำลังจะกลายเป็น “เส้นแบ่งเขตแดน” ครั้งสำคัญของโลกธุรกิจ เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือตั๋วใบเดียวสำหรับการอยู่รอด โจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องขบให้แตกในเวลานี้ จึงไม่ใช่ความกังวลว่าจะถูกแย่งงาน แต่คือการค้นหา “จุดยุทธศาสตร์” ที่จะทำให้เรายืนหยัดได้ในสมรภูมิที่มหาอำนาจกำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

บทสรุปจากเวที “Forward Re:wind” ในงาน AI Innovation Summit 2025 ได้เผยภาพพิมพ์เขียวใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิม โดยชี้เป้าว่าทางรอดของไทยไม่ใช่การทุ่มงบประมาณแข่งสร้างโมเดลภาษา (LLM) ตามก้นยักษ์ใหญ่ แต่คือการหันกลับมาติดอาวุธด้วย “Vertical AI” เจาะลึกในอุตสาหกรรมที่เราเป็นเจ้าตลาดเดิม ผสานกับการรื้อระบบโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลขนานใหญ่ ซึ่งถือเป็นทางลัดเดียวที่จะเปลี่ยนไทยจาก “ผู้ตาม” ให้กลายเป็น “ผู้กำหนดเกม” ในเวทีโลกได้ทันเวลา

อ่านเกมขาดระดับโลก: ทำไมไทยต้องเมิน “LLM” แล้วมุ่งสู่ “Vertical AI”

การประเมินสถานการณ์โลกอย่างแม่นยำคือกุญแจดอกแรกสู่ชัยชนะ อรนุช เลิศสุวรรณกิจ Co-Founder & CEO บริษัท Techsauce Media จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันโลกแบ่งขั้วอำนาจ AI ออกเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือสหรัฐอเมริกาที่กุมอำนาจด้านพลังการประมวลผลและชิปเซ็ต (Computing Power) ผ่านยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA ขณะที่อีกฝั่งคือจีนที่มีความได้เปรียบด้านทรัพยากรข้อมูลและขนาดประชากร (Scale) สำหรับประเทศไทยที่ยืนอยู่ตรงกลาง การจะทุ่มทรัพยากรไปแข่งสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model – LLM) เพื่อหวังจะไปเทียบชั้นกับ ChatGPT หรือ Gemini นั้น เปรียบเสมือนการทำสงครามที่ไม่มีวันชนะ

ทางออกที่ชาญฉลาดและเป็นโอกาสทองของไทยคือการหันมาโฟกัสที่ “Application Layer” หรือการประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะกลยุทธ์ “Vertical AI” ซึ่งเป็นการพัฒนา AI เฉพาะทางที่เจาะลึกไปในอุตสาหกรรมที่ไทยมีต้นทุนเดิมสูงกว่าคู่แข่ง (Unfair Advantage) ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร สุขภาพ และการท่องเที่ยว คุณอรนุชขยายความว่า โลกยุคปัจจุบันเอื้อให้เราทำงานง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี Open Source หน้าที่ของเราคือการนำโมเดลระดับโลกเหล่านั้นมา “ปรับจูน” (Fine-tune) ด้วยข้อมูลเชิงลึก (Proprietary Data) ที่เรามีอยู่แล้วในประเทศ เช่น ข้อมูลสายพันธุ์ข้าว ข้อมูลโรคเขตร้อน หรือสูตรอาหารไทย เพื่อสร้างโซลูชันที่มีความแม่นยำสูงและหาไม่ได้จากที่อื่น ซึ่งจะทำให้ไทยเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ใช้” มาเป็น “ผู้สร้างมูลค่า” ในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เทรนด์ถัดไปที่ต้องจับตามองคือการมาถึงของ “Agentic AI” หรือตัวแทน AI ที่สามารถคิด วางแผน และลงมือทำแทนมนุษย์ได้ ซอฟต์แวร์ในอนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบจาก Software as a Service (SaaS) ไปสู่ Service as a Software ที่ AI จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำงานได้เสมือนมนุษย์มากขึ้น ซึ่งนี่คือพื้นที่ที่นักพัฒนาไทยสามารถเข้าไปจับจองและสร้างสรรค์นวัตกรรมได้

ปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมด้วยยุทธศาสตร์ “4 Go”: เดิมพันครั้งใหม่ของFTI

ในส่วนของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) กร เธียรนุกุล รองประธาน กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) กล่าวว่า ภาคการผลิตไทยที่กำลังเผชิญกับพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ภายใต้ภารกิจในการยกระดับ 46 กลุ่มอุตสาหกรรมเดิม และเพิ่มเติมอุตสาหกรรมใหม่ที่ 47 คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศ (Defense & Aerospace)ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

คุณกรได้ขยายความถึงยุทธศาสตร์ “4 Go” ที่จะเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย Go Digital & AI การนำปัญญาประดิษฐ์มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต, Go Innovation การเปลี่ยนจากผู้รับจ้างผลิต (OEM) มาเป็นเจ้าของนวัตกรรม (ODM/OBM), Go Global การผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลกด้วยมาตรฐานสากล และ Go Green การมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีคาร์บอน (CBAM) ของยุโรป

ประเด็นที่น่าสนใจคือแนวคิดการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) แบบอิสราเอล โมเดล หรือ “AI First Nation” ที่ภาครัฐและเอกชนจับมือกันอย่างเหนียวแน่น โดยรัฐทำหน้าที่เป็นตลาดแรก (First Buyer) สนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศผ่านบัญชีนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีแต้มต่อและสามารถสร้างสเกลได้ก่อนที่จะออกไปแข่งขันในเวทีโลก

ความเป็นจริงของ SME: ก้าวข้ามกับดัก”ข้อมูล” สู่การใช้งานจริง

แม้ทิศทางระดับมหภาคจะดูสดใส แต่ ธนัท คำแพรสุทธิ์ รองนายกสมาคมผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล (DTE) ได้สะท้อนเสียงจากคนหน้างานจริงว่า ในระดับปฏิบัติการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ที่ต้องเร่งถมให้เต็ม นั่นคือความพร้อมด้าน “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล” (Data Infrastructure)

คุณธนัทชี้ให้เห็นปัญหาคลาสสิกที่หลายองค์กรเจอ คือความต้องการจะใช้ AI ที่ล้ำสมัย แต่เมื่อหันกลับมาดูหลังบ้านกลับพบว่าข้อมูลยังกระจัดกระจาย อยู่ในรูปแบบเอกสารกระดาษ หรือไฟล์ Excel ที่ไม่มีมาตรฐาน ซึ่งเปรียบเสมือนการจะสร้างตึกสูงแต่รากฐานยังไม่มั่นคง สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเร่งทำคือการทำ Data Cleaning และจัดระเบียบข้อมูลให้พร้อมใช้งาน (Machine Readable) เสียก่อน

มากกว่าเรื่องเทคนิค คือเรื่องของ “ภาวะผู้นำ” (Leadership) คุณธนัทเน้นย้ำว่า การทรานส์ฟอร์มองค์กรไม่ใช่หน้าที่ของแผนกไอที แต่เป็นวาระของ CEO และเจ้าของกิจการที่ต้องลงมาดูด้วยตัวเอง ต้องมีความเข้าใจว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาตอบโจทย์ทางธุรกิจตรงไหน จะลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้อย่างไร การรอคอยให้พนักงานระดับล่างเสนอขึ้นมาอาจไม่ทันการณ์ในยุคที่การแข่งขันรุนแรงเช่นนี้

คนเทคโนโลยีและโอกาสของไทยในปี 2026

แม้ประเทศไทยจะเนื้อหอมจนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้าน Data Center จากต่างชาติได้มหาศาล แต่นั่นเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่จะชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงคือ “คน” เราจำเป็นต้องเร่งสร้างบุคลากรที่มีทักษะลูกผสม คือมีความเข้าใจในเทคโนโลยี (AI Literacy) และยังคงไว้ซึ่งทักษะทางสังคม (Soft Skills) ที่ AI เลียนแบบไม่ได้ เช่น ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น

ปี 2026 จึงไม่ใช่ปีแห่งการตื่นกลัว แต่เป็นปีแห่งการ “ลงมือทำ” อย่างมียุทธศาสตร์ ด้วยการเลือกสนามรบที่เราได้เปรียบ (Vertical AI) การผนึกกำลังระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อสร้างตลาดนวัตกรรม และการเตรียมความพร้อมของข้อมูลและคนเพื่อรองรับอนาคต หากทำได้ตามพิมพ์เขียวนี้ ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ทางผ่านของเทคโนโลยี แต่จะเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่น่าจับตามองในเวทีเศรษฐกิจดิจิทัลโลก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

รับมือยุค ‘ควอนตัม’: ทางรอดธุรกิจเมื่อระบบความปลอดภัยเดิมใช้ไม่ได้ผล

Centaur Marketing: สูตรลับมนุษย์ ‘ขี่’ AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar