Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

มาสเตอร์ แปลน 101 รุกตลาดบ้านหรู ชูคอนเซ็ปต์ใหม่ ตั้งเป้าปี 69 โต 25%

มาสเตอร์ แปลน 101 รุกตลาดบ้านหรู ชูคอนเซ็ปต์ใหม่ตั้งเป้าปี 69 โต 25%

บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้านหรู ประกาศยุทธศาสตร์ใหญ่รับปี 2569 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE MASTER HOME BUILDER” พร้อมเปลี่ยนสโลแกนใหม่เป็น “ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” เผยโฉมแบบบ้านใหม่ “Gold Series” 3 ดีไซน์ระดับโลก มูลค่า 39-390 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายปี 69 ที่ 843 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 25% สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมโชว์ความแข็งแกร่งด้วยมูลค่าพอร์ตโฟลิโอในมือกว่า 1,200 ล้านบาท การันตีความเสี่ยงเป็นศูนย์ (Zero Risk) และมุ่งแก้ Pain Point ของลูกค้ากลุ่มอัลตร้าลักชัวรีด้วยกลยุทธ์ “One Team” ที่ช่วยลดความยุ่งยากซับซ้อนและ “คืนเวลา” ให้แก่ลูกค้าอย่างเบ็ดเสร็จ

2568 ปีแห่ง “Perfect Storm”

อนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2568 นับเป็นปีที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับธุรกิจรับสร้างบ้าน เนื่องจากเกิด “Perfect Storm” หรือภาวะพายุถาโถมจากทุกทิศทาง ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ปัญหากำแพงภาษี ภาวะสงครามในบางประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัว GDP ต่ำกว่า 2.5% และหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม

ข้อมูลจากสำนักงานที่ปรึกษาการลงทุนและสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านระบุว่า ตลาดรับสร้างบ้านรวมทั่วประเทศในปี 2568 มีมูลค่า 190,000 ล้านบาท หดตัวลง 11% จากปี 2567 ที่มีมูลค่า 213,000 ล้านบาท โดยตลาดบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ด้วยอัตราการหดตัวถึง 35% ขณะที่ตลาดบ้านระดับ 5-20 ล้านบาท ลดลง 30% และตลาดบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาท กลับเติบโตขึ้น 16%

สำหรับสัดส่วนตลาดรับสร้างบ้านในปี 2568 ตลาดบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วนประมาณ 20% ของตลาดรวม ตลาดบ้านระดับ 5-20 ล้านบาท มีสัดส่วนประมาณ 30% และตลาดบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาท มีสัดส่วน 50%

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดรับสร้างบ้านก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านหรูที่คิดว่าไม่น่ากระทบเพราะลูกค้ามีเงินและมีที่ดิน แต่ผลปรากฏว่าหดตัวลงอย่างหนัก เพราะลูกค้ามีความไม่มั่นใจ จึงขอเก็บเงินสดไว้ก่อน รอจังหวะเศรษฐกิจดีแล้วค่อยนำเงินมาสร้างบ้าน” คุณอนันต์กรกล่าว

ผลประกอบการปี 68 ยัง outperformance ตลาด 10%

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด มียอดขายในปี 2567 อยู่ที่ 900 ล้านบาท ก่อนที่จะปรับตัวลงมาอยู่ที่ 675 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งลดลง 25% อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับตลาดรับสร้างบ้านหรู (20 ล้านบาทขึ้นไป) ที่หดตัวลงถึง 35% ในปีเดียวกัน ถือว่าบริษัทฯ สามารถดำเนินงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอยู่ 10%

“แม้ปี 2568 ยอดขายจะลดลง แต่เนื่องจากการสร้างบ้านของเราใช้เวลาอย่างน้อยปีครึ่งถึง 3 ปี ทำให้บริษัทมีพอร์ตโฟลิโอ (งานในมือ) อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นรายได้ที่รองรับยาวไปอีก 2 ปี ทำให้บริษัทมีความมั่นคง” คุณอนันต์กรกล่าว

ปี 69 ตั้งเป้าโต 25% พร้อม 4 ปัจจัยหนุน

คุณอนันต์กรเปิดเผยว่า บริษัทฯ วางเป้าหมายยอดขายในปี 2569 ไว้ที่ 843 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจอาจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และคาดการณ์ GDP อาจลดลงเหลือ 1.5%

“เรามั่นใจว่าจะกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง” คุณอนันต์กรกล่าว

ปัจจัยสนับสนุนที่จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายในปีนี้มี 4 ประการหลัก ได้แก่

  1. ฐานข้อมูลลูกค้าที่มีรายชื่อในมือมากกว่า 300 รายชื่อ มูลค่าก่อสร้างรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งคัดกรองแล้วว่ากลุ่มที่พร้อมตัดสินใจสร้างในปีนี้มีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท (สัดส่วนครึ่งหนึ่งเป็นต่างจังหวัด ครึ่งหนึ่งเป็นกรุงเทพฯ)
  2. การทำการตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งออนไลน์และออฟไลน์ด้วยงบประมาณเกือบ 20 ล้านบาทต่อปี
  3. ความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่
  4. โอกาสทองของผู้บริโภคที่สามารถสร้างบ้านในราคาเดิม ก่อนที่วัสดุและค่าแรงจะปรับตัวขึ้น 5-10% เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว

เปิด “The Master Home Builder” เมื่อการสร้างบ้านไม่ใช่แค่การสร้างบ้าน

คุณอนันต์กรกล่าวว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่ม High End และ Ultra Luxury อย่างละเอียด และพบว่าสิ่งที่ลูกค้าเหล่านี้ให้ความสำคัญไม่ใช่เรื่องราคาประหยัด หากแต่เป็นเรื่องของ “เวลา” และ “ความยุ่งยากซับซ้อน” ในกระบวนการสร้างบ้าน

“ถ้าเราสามารถคืนเวลาให้กับลูกค้าได้ และลดความยุ่งยากในการทำบ้านให้เขาได้ นี่จะเป็นจุดตัดสินใจสำคัญของลูกค้าระดับ Luxury” คุณอนันต์กรกล่าว

บริษัทฯ จึงนำมาสู่การปรับสโลแกนใหม่เป็น “Master Plan 101 : ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก “THE MASTER HOME BUILDER” ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ในการเป็น “ผู้คืนเวลา” และ “ลดความยุ่งยาก” ในการสร้างบ้านให้กับลูกค้าอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมองว่าสำหรับลูกค้าระดับไฮเอนด์ “เวลา” คือทรัพย์ที่มีค่าที่สุด บริษัทฯ จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการแทนลูกค้าในทุกขั้นตอน เพื่อลดภาระการประสานงานกับหลายฝ่ายที่ซับซ้อน

The Master Solution: บูรณาการทุกฝ่ายสู่ “One Team”

กลยุทธ์แรกที่บริษัทฯ นำมาใช้คือ The Master Solution ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาความยุ่งยากและเวลาด้วยแนวคิด “One Team” หรือการบูรณาการทีมงานมืออาชีพเพียงทีมเดียว ครอบคลุมตั้งแต่งานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน งานภูมิสถาปัตยกรรม ไปจนถึงงานก่อสร้าง แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่ลูกค้าต้องแยกจ้างหลายฝ่าย ทำให้เกิดความยุ่งยากในการประสานงาน

ภายใต้กลยุทธ์นี้มี 3 เครื่องมือสำคัญ คือ

  • เครื่องมือแรกคือ Complete Design Service ที่เชื่อมโยงงานออกแบบทุกประเภทให้เป็นเรื่องเดียวกัน โดยสามารถนำเสนอราคาเบื้องต้นได้ภายใน 2 ชั่วโมง และเห็นแบบบ้านครบทุกมิติภายใน 14 วัน หากลูกค้าต้องการปรับเปลี่ยนก็สามารถทำได้ภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน
  • เครื่องมือที่สองคือ Master One 360 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการกลางของบริษัทฯ ที่เชื่อมโยงการทำงานทุกฝ่าย มีการตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอนด้วยเช็กลิสต์ละเอียดกว่า 6,000 รายการ ภายใต้มาตรฐานสากล ISO 9001:2015
  • เครื่องมือที่สามคือ PROMPT U Service นวัตกรรมเร่งด่วนที่ช่วยให้ลูกค้าเซ็นสัญญาได้ภายใน 7 วัน เริ่มก่อสร้างภายใน 60 วัน และการันตีสร้างบ้านพร้อมอยู่ (พื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร) เสร็จสมบูรณ์ภายใน 18 เดือน

คุณอนันต์กรยกตัวอย่างว่า บ้านขนาด 3,000 ตารางเมตร ซึ่งปกติใช้เวลาก่อสร้าง 5-6 ปี บริษัทฯ สามารถสร้างเสร็จภายใน 24 เดือน

The Master Selection: เปิดตัว “Gold Series” 3 สไตล์ 3 ระดับราคา

กลยุทธ์ที่สองคือ The Master Selection ซึ่งเป็นการเปิดตัวแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ “Gold Series” จำนวน 3 รูปแบบ เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้า Ultra Luxury โดยเฉพาะ และถือเป็นไฮไลต์สำคัญของงานแถลงข่าวในครั้งนี้

  • แบบแรก The Empire Gold เป็นคฤหาสน์หรูสไตล์ Timeless Classic ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตะวันตกชั้นสูง ออกแบบสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่รองรับ 3 Generation พื้นที่ใช้สอย 4,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องนอนมากกว่า 10 ห้อง ห้องโถงขนาดใหญ่ ห้องจัดปาร์ตี้ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ตกแต่งภายในเทียบเท่าโรงแรม 6 ดาว และที่จอดรถ Supercar 15 คัน จุดเด่นสำคัญคือเป็นแบบบ้านที่ “สร้างหลังเดียวในโลก” (One of a Kind) เท่านั้น ราคาเริ่มต้น 290 ล้านบาท และหากเป็นแบบ Full Option รวมงานตกแต่งภายในและสวน อยู่ที่ 390 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 24 เดือน บนพื้นที่ดินประมาณ 5 ไร่
Milano Brown เป็นคฤหาสน์แนวตั้ง (Vertical Mansion) สไตล์ Urban Sanctuary
Milano Brown คฤหาสน์แนวตั้งสไตล์ Urban Sanctuary
  • แบบที่สอง Milano Brown เป็นคฤหาสน์แนวตั้ง (Vertical Mansion) สไตล์ Urban Sanctuary ออกแบบสำหรับผู้บริหารที่ต้องการใช้ชีวิตในเมือง บนพื้นที่จำกัด พื้นที่ใช้สอย 1,200 ตารางเมตร สามารถอยู่อาศัยได้ 2 ครอบครัว (แยกคนละชั้น) หรือปรับเป็น Home Office ได้ ประกอบด้วยห้องนอน 7 ห้อง ที่จอดรถ 5 คัน สระว่ายน้ำระบบ Semi-indoor และสวนดาดฟ้า (Rooftop Garden) ราคาเริ่มต้น 55 ล้านบาท Full Option อยู่ที่ 85 ล้านบาท บนที่ดินประมาณ 1 ไร่ครึ่งถึง 2 ไร่
  • แบบที่สาม Gold Sand เป็นบ้านดีไซน์ Modern Iconic โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งมน (Organic Lines) เสมือนงานประติมากรรม ออกแบบสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเร็ว ชอบความเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ พื้นที่ใช้สอย 700 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องนอน 5 ห้อง ที่จอดรถ 3 คัน ห้องอเนกประสงค์สำหรับจัดปาร์ตี้ และสระว่ายน้ำมุมมอง 180 องศา ราคาเริ่มต้น 39 ล้านบาท Full Option อยู่ที่ 60 ล้านบาท บนที่ดินเริ่มต้นประมาณ 300 ตารางวา

คุณอนันต์กรกล่าวถึงเป้าหมายการขายสำหรับ Gold Series ว่าตั้งเป้าไว้อย่างน้อยแบบละ 3 หลัง โดย The Empire Gold คาดหวังไว้ 1 หลังภายใน 2 ปีนี้

นอกจากความสวยงามแล้ว แบบบ้านทั้ง 3 ยังมาพร้อมนวัตกรรมบ้านอัจฉริยะครบวงจรภายใต้ชื่อ “Master Intelligence” ประกอบด้วย 4 ระบบหลัก ได้แก่ บ้านไม่มีวันดับ ด้วยระบบ Solar Cell ผสานกับ Energy Storage บ้านหายใจได้ ด้วยระบบหมุนเวียนอากาศที่เติมอากาศบริสุทธิ์และกรองฝุ่น PM2.5 AI Home Solution ที่ควบคุมสั่งการอุปกรณ์ภายในบ้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ และ Sentry Mode ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่สามารถตรวจสอบสถานการณ์ภายในบ้านได้จากภายนอกตลอด 24 ชั่วโมง

The Master Trust: พอร์ตโฟลิโอ 1,200 ล้านบาท การันตี Zero Risk

กลยุทธ์ที่สามคือ The Master Trust ซึ่งมุ่งสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าผ่านสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยนายอนันต์กรเปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีมูลค่าพอร์ตโฟลิโอบ้านหรูขนาดใหญ่ในมือสูงถึง 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ปี

“ตัวเลขดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมในการการันตีส่งมอบบ้านสวยและมีคุณภาพให้กับลูกค้าทุกหลังอย่างแน่นอน ตัดความกังวลเรื่องความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ (Zero Risk) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าการได้สร้างบ้านหรูกับบริษัทฯ คือความคุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด” คุณอนันต์กรกล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย MSI (Master Plan Service Inclusive) ที่รับประกันโครงสร้างยาวนานถึง 30 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดในความมั่นคงแข็งแรงของตัวบ้าน ให้บ้านยังคงความทรงคุณค่าและเป็นมรดกที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

30 โครงการทั่วประเทศ ฐานลูกค้าหลากหลายอาชีพ

คุณอนันต์กรเปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการประมาณ 30 โครงการ ในจำนวนนี้จะส่งมอบเสร็จประมาณ 10 หลังในปีนี้ กระจายตัวในพื้นที่จังหวัดยโสธร ภูเก็ต ลำปาง และกรุงเทพฯ โดยตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง) และกรุงเทพฯ

สำหรับกลุ่มอาชีพลูกค้ามีความหลากหลาย ทั้งเจ้าของธุรกิจในต่างจังหวัด เช่น เจ้าของโรงสี โรงงานน้ำแข็ง เหมือง ปั๊มน้ำมัน และคุณหมอ ขณะที่ลูกค้าในกรุงเทพฯ ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง (CEO) เจ้าของโรงงาน เจ้าของโรงเรียน และคุณหมอเช่นกัน

“ยอดสะสมภาคกลางน่าจะประมาณ 2,000 ล้านบาท” คุณอนันต์กรกล่าวเสริม

คืนเวลา ลดความยุ่งยาก

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการหดตัวอย่างหนักของตลาดบ้านหรูในปีที่ผ่านมา มาสเตอร์ แปลน 101 เลือกเดินหน้าด้วยการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ให้คุณค่ากับ “เวลา” มากกว่าสิ่งอื่นใด ด้วยแนวคิด “The Master Home Builder” ที่พร้อมบริหารจัดการทุกขั้นตอนอย่างเบ็ดเสร็จ

“เป้าหมายสูงสุดมีอย่างเดียว คือกลุ่มลูกค้าของเราเขาให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิด รูปแบบการบริการใหม่ เพื่อคืนเวลาอันมีค่า และลดความยุ่งยากให้เป็นศูนย์ นี่คือสิ่งที่เราต้องการสื่อสารให้กับลูกค้าของเรา เพราะเราคือ The Master Home Builder : ที่สุดแห่งการสร้างบ้านหรู” คุณอนันต์กรกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ความมั่นคงทางอาหาร: ทางรอดวิกฤติโลกเพื่อ Longevity ของคนและโลก

MIT ชู ‘En-ROADS’ นวัตกรรมจำลองนโยบายกู้วิกฤติโลก

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar