เมื่อ “ความหลอน” กลายเป็นเครื่องมือต่อกรอาชญากรรมไซเบอร์ เมตา (Meta) ผนึกกำลัง 6 องค์กรพันธมิตร พลิกโฉมอาคารประวัติศาสตร์ “การประปาแม้นศรี” สู่ “The Mystery Mansion of Scam” นิทรรศการกึ่งประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ถอดบทเรียนจากบรอดเวย์ มุ่งเปลี่ยนความหวาดกลัวให้เป็นภูมิคุ้มกัน เพื่อให้คนไทยรู้เท่าทันเหลี่ยมเล่ห์ของมิจฉาชีพในยุคดิจิทัลได้อย่างเท่าทันและปลอดภัย
ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้า ณ การประปาแม้นศรี (Maen Si) อาคารประวัติศาสตร์ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่ลึกลับภายใต้ธีม “The Mystery Mansion of Scam” หรือในชื่อภาษาไทย “เข้าพิพิธภัณฑ์หลอนเปิดโปงโลกสแกม” งานนิทรรศการที่มุ่งสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) ให้คนไทยรู้เท่าทันกลโกงของแก๊งสแกมเมอร์ (Scammer) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนความหวาดกลัวให้เป็นความรู้ ผ่านประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ทั้งสนุกและได้สาระ
ผนึก Meta และ 6 ภาคีเครือข่าย
งานครั้งนี้ถือเป็นแนวคิดริเริ่มครั้งสำคัญจาก เมตา (Meta) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและเจ้าของแพลตฟอร์มระดับโลกที่ครอบคลุมทั้ง Facebook, Instagram, Messenger และ Threads ซึ่งตระหนักถึงภัยคุกคามที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จึงได้จับมือกับพันธมิตรในประเทศไทยเพื่อเปิดประสบการณ์ให้คนไทยได้เรียนรู้และเท่าทันกลโกง

โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลายจากพันธมิตร อาทิ นิทรรศการให้ความรู้, เกมอินเตอร์แอคทีฟ (Interactive Game) ฝึกจับผิดกลโกง, อาหารและเครื่องดื่มจากฟู้ดทรัค (Food Truck) และไฮไลต์สำคัญคือประสบการณ์แบบสมจริง (Immersive Experience) ภายในคฤหาสน์หลอน
ความสำเร็จของงานนี้เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังเชิงบูรณาการระหว่าง Meta และ 6 องค์กรพันธมิตรหลักจากทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
ชี้ “สแกม” ปัญหาระดับอุตสาหกรรม
แพร ดำรงค์มงคลกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย (Country Director), Facebook Thailand จาก Meta ได้กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ โดยเน้นย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่าปัญหาเรื่องการหลอกลวง (Fraud) และมิจฉาชีพออนไลน์ ถือเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นในโลกออนไลน์โดยภาพรวมอีกด้วย
ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (Platform) ทาง Meta ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอดผ่านการดำเนินงานในหลายมิติ ทั้งการดูแลนโยบาย (Policy) ที่เข้มงวด การพัฒนาเทคโนโลยี (Technology Development) เพื่อช่วยในการตรวจจับและป้องกัน การมุ่งเน้นให้ความรู้แก่ประชาชน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนเพื่อขจัดปัญหาการหลอกลวงบนโลกออนไลน์ให้หมดไป
นอกจากนี้ คุณแพรยังได้กล่าวสรุปใจความสำคัญว่า “เราเห็นเลยว่าปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ถือเป็นปัญหาในระดับภาคอุตสาหกรรมร่วมกัน เพราะการที่จะมาแก้ปัญหานี้มีความท้าทายและมีความซับซ้อนมาก จึงต้องการความร่วมมือจากทุกๆ หน่วยงาน งาน The Mystery Mansion of Scam ในวันนี้ จึงถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือจากหลายภาคีเครือข่ายในการช่วยลดปัญหาภัยออนไลน์” พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวขอบคุณพันธมิตรทั้ง 7 องค์กรที่มีส่วนร่วมในการผลักดันและยกระดับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ให้กับคนไทย
เจาะสถิติและ 3 กลยุทธ์หลัก
ทางด้าน ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ (Head of Public Policy) จาก Facebook ประเทศไทย ได้ขึ้นกล่าวถึงความมุ่งมั่นของ Meta ในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและความมั่นคงของชุมชน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง (Marginalized Communities) พร้อมทั้งนำเสนอความสำเร็จของแคมเปญ “Is This Legit” (อันนี้จริงหรือหลอก) ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการให้ความรู้เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสังเกตภัยออนไลน์และหลีกเลี่ยงจากกลุ่มมิจฉาชีพหรือข่าวปลอมได้ทันท่วงที
แคมเปญดังกล่าวได้ทยอยเปิดตัวไปแล้วกว่า 17 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) และสามารถเข้าถึงผู้คนไปกว่า 382 ล้านคน สำหรับในประเทศไทย Meta ได้ผนึกกำลังร่วมกับกรุงเทพมหานครในการเผยแพร่ความรู้ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และป้ายบิลบอร์ด (Billboard) กว่า 32 จุดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จนเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยสามารถเข้าถึงคนไทยได้มากกว่า 31 ล้านคน มียอดการมองเห็น (Impressions) มากกว่า 130 ล้านครั้ง อีกทั้งยังมีผู้สนใจเข้าร่วมเล่นเกมอินเตอร์แอคทีฟ (Interactive Game) เพื่อฝึกฝนการเรียนรู้กลโกงกว่า 23,700 คน คิดเป็นระยะเวลาการเรียนรู้รวมกันสูงถึง 189,800 นาที
นอกจากนี้ คุณยิ่งยศยังได้เปิดเผยถึงทิศทางและเป้าหมาย (Direction) ของ Meta ในการต่อสู้กับปัญหาการหลอกลวง ซึ่งขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธ์หลักที่ต้องดำเนินควบคู่กันไป ได้แก่ การยับยั้งมิจฉาชีพ (Enforcement) ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนด้วยการจัดการที่ต้นตอ ผ่านการสืบสวน จับกุม และทลายเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม โดย Meta ได้สนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ประการต่อมาคือ การให้ความรู้ (Education) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องทำร่วมกัน และสุดท้ายคือ การขัดขวางการกระทำผิด (Disruption) ที่เน้นสร้างกระบวนการให้ผู้ใช้งานเกิดความรู้สึก “เอ๊ะ” หรือฉุกคิดก่อนที่จะทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงบนแพลตฟอร์ม
ในช่วงท้าย ยิ่งยศได้กล่าวทิ้งท้ายเปรียบเทียบการทำงานร่วมกันว่า “วงจรของการหลอกลวงมีความซับซ้อนมากและเกี่ยวพันกับหลายภาคส่วน ซึ่งแต่ละภาคส่วนมักจะมองเห็นแค่ในมุมของตัวเอง ทำให้การตอบสนองปัญหาเป็นไปในวงแคบ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือต้องนำ ‘จิ๊กซอว์’ (Jigsaw) จากทุกท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้มาต่อกัน เมื่อต่อเสร็จ เราจะเห็นภาพรวมของปัญหาทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร และจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
โชว์ผลงานเชิงรุก กวาดล้างสแกมกว่า 7 ล้านชิ้น
Meta ได้ดำเนินการเชิงรุก (Proactive Measures) เพื่อต่อต้านการฉ้อโกงและการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา สามารถลบโฆษณากว่า 157 ล้านชิ้นที่ละเมิดนโยบายเกี่ยวกับการฉ้อโกงและสแกม ซึ่งกว่า 90% ถูกลบก่อนที่ผู้ใช้จะรายงานเข้ามา นอกจากนี้ ข้อมูลยังบ่งชี้ว่าประมาณ 20% ของสแกมที่ถูกรายงานมีสาเหตุมาจากบัญชีที่ถูกแฮ็ก (Hacked Accounts) ทาง Meta จึงได้เร่งพัฒนาเครื่องมือเพื่อลดปัญหาดังกล่าว จนส่งผลให้อัตราการตรวจพบบัญชีที่ถูกแฮ็กโดยอัตโนมัติลดลงถึง 48% บน Facebook และ 41% บน Instagram ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568
สำหรับสถานการณ์ในครึ่งปีแรกของพ.ศ. 2568 Meta ยังคงสานต่อการดำเนินงานเชิงรุกในประเทศไทยอย่างเข้มข้น โดยได้จัดการกับเนื้อหาและบัญชีที่ละเมิดนโยบายในหลายส่วน เริ่มจากการลบเนื้อหาบน Facebook ไปกว่า 7.3 ล้านชิ้น ซึ่ง 99% ถูกลบก่อนได้รับแจ้ง และบน Instagram อีกกว่า 15,000 ชิ้น ในด้านบัญชีผู้ใช้ มีการลบบัญชีบน Facebook กว่า 66,000 บัญชี และบน Instagram กว่า 24,000 บัญชี นอกจากนี้ ยังได้แบนประกาศขายใน Marketplace บน Facebook กว่า 18,000 รายการ โดย 84% ถูกลบก่อนได้รับการรายงาน รวมถึงการลบเนื้อหาโฆษณากว่า 380,000 ชิ้น และแบนบัญชีโฆษณากว่า 3,000 บัญชี ซึ่งทั้งหมดในส่วนของบัญชีโฆษณานั้นถูกจัดการได้ก่อนที่จะได้รับการรายงาน
นอกเหนือจากการบังคับใช้มาตรการทางเทคโนโลยีแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้ Meta ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และพันธมิตรหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับโลก จัดปฏิบัติการพิเศษ “Joint Disruption Week” ที่กรุงเทพฯ เพื่อปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผลจากความร่วมมือดังกล่าวนำไปสู่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การลบเพจปลอมและเพจที่มีความเสี่ยงสูงกว่า 59,000 รายการ รวมถึงบัญชีที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงิน (Money Laundering) และการรับสมัครงานผิดกฎหมาย อีกทั้งยังมีการพัฒนาระบบตรวจจับร่วมกันซึ่งสามารถบล็อกโฆษณาหลอกลวงได้มากกว่า 4,000 รายการต่อวัน และสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยสำคัญได้ถึง 6 ราย ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ โดย Meta และพันธมิตรมีแผนที่จะขยายความร่วมมือในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องในปี 2569
พลิกโฉมพื้นที่ด้วยแนวคิด “บรอดเวย์”
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวปิดท้ายโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสถานที่จัดงาน อาคารการประปาแม้นศรี ซึ่งนอกจากจะเป็นอาคารโบราณสถานแล้ว ในอนาคตยังมีแผนพัฒนาให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับผู้ขาดแคลนสวัสดิการ โดยที่ผ่านมาสถานที่แห่งนี้มักถูกใช้จัดงานเทศกาลที่เน้นความบันเทิงและการสังสรรค์เป็นหลัก เช่น งานวันฮาโลวีนที่มีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 50,000 คน ซึ่งน้อยครั้งมากที่จะมีการจัดงานที่มีสาระความรู้ให้ประชาชนนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริง
คุณศานนท์ ชี้ว่าเรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นปัญหาที่ประชาชนเผชิญมาตลอดหลายปี นอกจากการปราบปรามทางกฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคม แต่การจัดอบรมให้ความรู้ในรูปแบบปกติมักถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ

“วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะเรานำความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) มาใช้ งานนี้ใช้แนวคิดแบบบรอดเวย์ (Broadway) ของเมืองนอก คือการให้ผู้เข้าชมเดินเข้าไปสัมผัสประสบการณ์เป็นห้อง ๆ ต่อเนื่องกันไป ซึ่งจะทำให้ได้รับความรู้ผสมผสานไปกับความสนุก ความเพลิดเพลิน และความสยองขวัญเล็กน้อยกลับไป”
คุณศานนท์แสดงความเชื่อมั่นว่า งานนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนเมืองได้ดียิ่งขึ้น และกรุงเทพมหานครพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัยและเป็นเมืองที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเสมอภาค
งาน “The Mystery Mansion of Scam” จะเปิดให้เข้าชมประสบการณ์หลอนและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นเวลา 3 วัน (รวมถึงวันเปิดงาน) จนถึงช่วงค่ำ ซึ่งบรรยากาศกลางคืนจะทวีความสมจริงยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญของการผนึกกำลังเพื่อสร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับสังคมไทย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กทม. ชู ‘Smart Enough City’ สู้ฝุ่น PM 2.5 ลดลงเกือบ 50%
ดัน ‘Tech for Good’ ชู Edge AI พลิกโฉมสมาร์ทซิตี้ไทย



