ข่าวคราวความเป็นไปของประเทศไทยจากมุมมองต่างชาติมีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่เสมอ ๆ ก่อนหน้านี้สื่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ ไฟแนนซ์เชียลไทม์พาดหัวว่า “ไทยคนป่วยแห่งเอเชีย” รายงานดังกล่าวอธิบายความหมายของ “คนป่วย” ว่ามาจากปัญหาหลัง ๆ อาทิ ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องหลายปี ความสามารถในการแข่งขันลดลง การปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ยังไม่ดีพอ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมไปถึงตัวยืนเศรษฐกิจไทย คือ ภาคการบริโภค ส่งออก และภาคท่องเที่ยว ล้วนอยู่ในช่วงขาลง
สื่อสำนักดังกล่าวยังอ้างถึงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่โตรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน พร้อมกับเทียบเคียงกับอดีตที่ประเทศไทยเคยถูกคาดหมายว่าจะผงาดขึ้นมาเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย เพื่อเน้นให้เห็นภาพความตกต่ำของเศรษฐกิจไทย โดยรายงานดังกล่าวอ้างความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ และผู้บริหารไทยที่ให้ความเห็นอย่างเมามัน
แต่ในอีกมุมสำนักวิเคราะห์บางแห่งมองว่า แม้เศรษฐกิจไทยถูกรุมเร้าจากปัญหารอบด้านแต่ไม่ถึงกับเป็น “คนป่วย” เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคของไทย ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับสถานการณ์ใหม่ได้ ขณะที่การมองต่างมุมในประเด็นดังกล่าวดำเนินไปมีข่าวถึงประเทศไทยในมุมที่สวนทางกับข่าวคนป่วย อย่างสิ้นเชิง
ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บลูมเบิร์กรายงานผลการศึกษาด้านความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานของเวริสท์ เมเพิลครอฟต์ บริษัทประเมินความเสี่ยงให้นักลงทุนและกิจการข้ามชาติสัญชาติอังกฤษ ถูกนำมารายงานชิ้นนี้ระบุว่า ไทย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา จะก้าวขึ้นมาเป็น ดาวรุ่งด้านซัพพลายเชน หรือ ห่วงโซ่อุปทายของโลก
ข่าวนี้คงสร้างความสับสนกับคนไทยไม่น้อย ว่าจริง ๆ แล้วเศรษฐกิจไทยจะร่วงหรือจะรุ่ง เพราะก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจไทยเพิ่งถูกมองว่าเป็นคนป่วยมาแหม็บ ๆ แต่เมื่อดูวิธีมองระหว่างสื่อไฟแนนซ์เชียลไทม์ กับเวริสท์ ฯ แล้วจะเข้าใจ โดยฝ่ายแรกมองผ่านปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญอยู่และคาดว่าจะเจอในอนาคต แต่ฝ่ายหลัง เวริสท์ฯมองผ่านความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน
ตามรายงานระบุว่า แนวคิดเรื่องห่วงโซ่อุปทานในโลกเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่มองหาแหล่งผลิตที่ต้นทุนต่ำสุด มาเป็นแหล่งผลิตที่ปลอดภัยที่สุด ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์แปรปรวนโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากหลาย ๆเหตุการณ์ นับแต่วิกฤติโควิด สงครามการค้า ทรัมป์จากยุค 1.0 มาถึง 2.0 สงครามยูเครน ต่อเนื่องมาถึงสงครามอิหร่าน ตลอดจนการชิงความเป็นจ้าวระหว่างสหรัฐฯ กับ จีน
สถานการณ์ที่กล่าวมานั้น ทำให้บรรดาผู้ประกอบการมองหาจุดกระจายฐานการผลิต และความเสี่ยง เพื่อแสวงหาความยืดหนุ่นของห่วงโซ่อุปทานออกไป ซึ่งไทยและอีกหลายประเทศได้อานิสงค์จากกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ส่วนเหตุผลที่ไทยติด 1 ใน 3 ว่าที่ “ดาวรุ่ง” นั้น เวริสท์ฯ ระบุไว้หลายประการ อาทิ ความเสี่ยงของประเทศลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศร่วมภูมิภาค อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้ประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI และไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการจัดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูง แม้จะมีปัญหาด้านแรงงานสูงอายุ และค่าแรงสูงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคก็ตาม
การที่ไทยถูกมองว่าอยู่กระแสการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานถือเป็นโอกาส แต่จะคว้าไว้ได้หรือไม่นั้นคงต้องฝากเป็นการบ้าน นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคยประกาศขึงขังไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะทำหน้าที่เป็นเซลส์แมนขายประเทศไทย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศให้มากที่สุด รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตจากนักลงทุนทั่วโลก พูดแล้วต้องทำครับ
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
กรอ. อนุทิน หวังพลิกโฉมเศรษฐกิจ
ระเบียบวีซ่าใหม่ สกัดนักท่องเที่ยว ‘เทา’



