เมื่อโลกกำลังถูกต้อนให้จนมุมด้วยวิกฤติการณ์สามด้านที่โถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษที่กัดกินคุณภาพชีวิต โจทย์ที่ยากยิ่งกว่าการรับรู้ปัญหา คือการตั้งถามว่าในโลกแห่งความเป็นจริงที่ทุนนิยมยังต้องขับเคลื่อน
ธุรกิจจะปรับตัวอย่างไรให้รอดพ้นจากสถานะจำเลยสังคม บทเสวนาครั้งสำคัญนี้ได้กระเทาะเปลือกความจริงจากผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานต้นน้ำ สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุก่อสร้าง ถึงกลยุทธ์การสร้างสมดุลระหว่างความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของโลก โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ทรัพยากรหมดสิ้นไป แต่เริ่มจากการปฏิวัติวิธีคิดและนวัตกรรมในมือตั้งแต่วันนี้
พลังงานฟอสซิลบนรอยต่อ “มั่นคง-ยั่งยืน”
ปณวัฒน์ นิลกิจสรานนท์ รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายวิศวกรรมโครงสร้าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ชี้ให้เห็นความเป็นจริงที่สำคัญว่าแม้โลกจะมุ่งไปสู่พลังงานสะอาด แต่ความต้องการพลังงานฟอสซิลยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่คาดว่าจะขยายตัวจากแปดพันล้านคนเป็น 9,000 ล้านคนในอีกทศวรรษข้างหน้า
ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์ในช่วง 10 ที่ผ่านมามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละหกของพลังงานโลก เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือของระบบที่ผันผวนตามสภาพอากาศและต้นทุนการติดตั้งแบตเตอรี่ที่ยังสูงเกินกว่าจะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการขยายตัวในระดับมหภาคได้โดยปราศจากการอุดหนุนจากภาครัฐ
การบริหารจัดการพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงมิติเดียว แต่ต้องรักษาสมดุลในสามด้านที่เรียกว่า 3 เหลี่ยมสมดุลพลังงาน ประกอบด้วยความมั่นคงทางพลังงานเพื่อให้ระบบไฟฟ้าดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จุดยืนของเชฟรอนมองว่าก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลนี้ได้ดีที่สุด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลประเภทอื่น เช่น ปล่อยน้อยกว่าถ่านหินครึ่งหนึ่งและน้อยกว่าน้ำมันร้อยละ 30
ปัจจุบันเชฟรอนผลิตพลังงานผ่านแหล่งเบญจมาศ แหล่งไพลินเหนือ และไพลินใต้ โดยมีแท่นผลิตรวมกว่า 111 แท่นเพื่อหล่อเลี้ยงโรงไฟฟ้าถึงร้อยละสิบของประเทศ แม้ปริมาณก๊าซในอ่าวไทยจะลดลงตามธรรมชาติ แต่เชฟรอนยังคงมุ่งมั่นยืดอายุการผลิตให้ยาวนานที่สุดผ่านยุทธศาสตร์ “ORR” คือ
- Optimization การใช้พลังงานให้น้อยที่สุดในกระบวนการผลิตเพื่อลดทั้งต้นทุนและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ด้วยการ
- Reuse: การนำแท่นผลิตเก่ากลับมาปรับปรุงใช้ใหม่เพื่อลดการใช้ทรัพยากรเหล็กและลดต้นทุนการลงทุนได้ถึงร้อยละ 30
- Repurpose: การมองหาโอกาสในอนาคตเพื่อนำโครงสร้างพื้นฐานเดิมมาใช้ในเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน (CCS) ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการกักเก็บคาร์บอนในระดับภูมิภาคได้
ยุทธศาสตร์เหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการ Maximize the Best หรือการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประคับประคองความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้อย่างสมบูรณ์
“เราต้องบริหารจัดการต้นทุนการ Operate ให้ลดลงตามสัดส่วนของก๊าซที่น้อยลง เพื่อยืดอายุอ่าวไทยให้ได้นานที่สุดจนกว่าเทคโนโลยีสะอาดอื่น ๆ จะมีความพร้อม” คุณปณวัฒน์ กล่าว
เกษตรอุตสาหกรรมกับความหลากหลายทางชีวภาพ
นวพร ทองไหลรวม รองผู้อำนวยการด้านบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืน กลุ่มน้ำตาลมิตรผล ได้สะท้อนภาพประเด็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารต้องเผชิญ โดยระบุว่าวิกฤติทั้ง 3 ด้าน ทั้งเรื่องสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ เป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ เนื่องจากทั้งหมดส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรชุดเดียวกัน คือ ที่ดิน น้ำ และระบบนิเวศ มิตรผลซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับสองของโลกและอันดับหนึ่งของเอเชีย จึงยึดถือแนวคิดการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นมูลค่า (Waste to Value)
หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือโครงการ “มิตรผล Modern Farm” ซึ่งเป็นการบริหารจัดการไร่อ้อยอย่างยั่งยืนผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินและความหลากหลายทางชีวภาพ คือ
- การปลูกพืชตระกูลถั่ว: เพื่อช่วยเพิ่มไนโตรเจนคืนสู่ดินตามธรรมชาติ ลดการพึ่งพาสารเคมี
- การควบคุมแนวล้อรถด้วย GPS: เพื่อป้องกันไม่ให้รถแทรกเตอร์วิ่งสะเปะสะปะจนดินอัดแน่น ช่วยรักษาความร่วนซุยของดินให้รากอ้อยดูดซึมสารอาหารได้ดี และลดการไถพรวนซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ: มุ่งเน้นความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้เพียงพอและประหยัดที่สุด เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นบนต้นทุนที่ต่ำลง
- การบริหารจัดการใบอ้อย: การเปลี่ยนสถานะอุตสาหกรรมอ้อยจาก “จำเลย” สังคมเรื่องฝุ่น PM 2.5 มาสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
มิตรผลได้ยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ระดับสากลผ่านการรับรองมาตรฐาน BonSUCRE ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตอ้อยและน้ำตาลที่ยั่งยืนระดับโลก โดยปัจจุบันมีพื้นที่ไร่อ้อยของเกษตรกรในเครือข่ายได้รับการรับรองแล้วกว่า 300,000 ไร่
นอกจากนี้ ยังสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในไร่นาด้วยการรับซื้อใบอ้อยสดจากเกษตรกรในราคาตันละประมาณแปดร้อยถึงหนึ่งพันบาท เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) ซึ่งปัจจุบันมิตรผลสามารถผลิตไฟฟ้าชีวมวลได้ถึงเจ็ดร้อยเมกะวัตต์จาก 28 แห่งทั่วประเทศ
การดำเนินงานเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดมลพิษจากการเผาอ้อยที่ปัจจุบันเหลือปริมาณอ้อยเผาทั่วประเทศไม่ถึงร้อยละ 4 เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคาร์บอนในดิน และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชนเกษตรกร
“แนวคิด “ร่วมอยู่ร่วมเจริญ” คือ ธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ Stakeholder ทุกกลุ่มต้องดีไปด้วยกัน โดยมิตรผลทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมผ่านมาตรฐานมิตรผล Modern Farm Academy เพื่อให้มั่นใจว่าห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจะก้าวไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนเดียวกันอย่างแท้จริง” คุณนวพร กล่าว
วัสดุก่อสร้างกับการจัดการมลพิษสิ่งแวดล้อม
พัทริค สัมพันธ์ธารักษ์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการความยั่งยืน บริษัท แซง-โกแบ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับหนึ่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด โดยแบ่งเป็นคาร์บอนจากการใช้งานอาคาร (Operation Carbon) ร้อยละ 28 และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในวัสดุก่อสร้าง (Embodied Carbon) ร้อยละ 11
นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับวิกฤติการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติจากการทำธุรกิจแบบเส้นตรงที่เน้นการขุดขึ้นมาใช้แล้วทิ้ง ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ขีดจำกัดความปลอดภัยของระบบนิเวศทั้ง 9 ด้านของโลกพังทลายลงเรื่อย ๆ
แซง-โกแบ็ง ในฐานะผู้นำด้านวัสดุก่อสร้างที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 360 ปี จึงได้วางยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการก่อสร้างที่ยั่งยืน โดยปัจจุบันในประเทศไทย แซง-โกแบ็ง ประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ไปได้แล้วถึงร้อยละ 35 ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผ่านการดำเนินนวัตกรรมและมาตรการสำคัญหลายด้าน ดังนี้
- การปฏิวัติวัสดุคาร์บอนต่ำ: แซง-โกแบ็งประสบความสำเร็จในการผลิตกระจกคาร์บอนต่ำรุ่นแรกของโลก โดยใช้เศษกระจกหมุนเวียนร้อยละ 100 และใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการหลอม นอกจากนี้ยังนำร่องการหลอมกระจกโดยใช้ไฮโดรเจนมากกว่าร้อยละ 30 รวมถึงการใช้ตัวประสานในฉนวนใยแก้วที่มาจากชีวภาพ (Bio-based) แทนสารเคมี
- โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): มุ่งเน้นการลดปริมาณขยะฝังกลบด้วยการรับแผ่นยิปซัมเหลือใช้จากไซต์งานก่อสร้างกลับมาผลิตใหม่ ซึ่งยิปซัมมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถนำมารีไซเคิลได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง นอกจากนี้ยังมีการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมอื่น เช่น กากยิปซัมจากโรงไฟฟ้าหรืออุตสาหกรรมเคมี มาใช้เป็นวัตถุดิบแทนการขุดแร่ใหม่จากเหมือง
- การวิเคราะห์วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์: แซง-โกแบ็งเป็นผู้ริเริ่มการทำประเมินวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA) และจัดทำเอกสารรับรองด้านสิ่งแวดล้อม (EPD) เป็นรายแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยิปซัมของไทย เพื่อให้ภาคอสังหาริมทรัพย์มีข้อมูลในการขอการรับรองอาคารเขียว
คุณพัทริคเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหามลพิษในอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องอาศัยแนวคิด Mitigation Hierarchy เริ่มจากการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ยั่งยืน (Refuse) เช่น การพิจารณาปรับปรุงตึกล้างที่มีอยู่แทนการสร้างตึกใหม่เพื่อลดการใช้ทรัพยากรหนัก ต่อมาคือการลดการใช้ (Reduce) และการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานวัสดุ (Repurpose) เช่น การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาทำเป็นพาเลทพลาสติกหมุนเวียนในระบบ
โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างที่อยู่อาศัยที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคนภายใต้แนวคิด “Making the World a Better Home” เพราะในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ต่างหากที่ต้องการโลก และเราไม่มีโลกสำรองให้เลือกใช้อีกต่อไป
สถาบันการเงินกับภารกิจจัดสรรทุนฝ่าวิกฤติงบประมาณ
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โลกที่สกปรกในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นผลจากการจัดสรรทุนที่ผิดพลาด (Misallocation) ในอดีต สถาบันการเงินจึงต้องเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้จัดการทรัพยากรตามกติกาของความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คำนึงถึงความยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ สังคมสูงวัย และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจากมลพิษที่พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี ในขณะที่ GDP เติบโตเพียงร้อยละ 1.5
ความท้าทายประการสำคัญคือข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐ (Fiscal Constraint) ซึ่งจากงบประมาณรวมกว่า 3.78 ล้านล้านบาท มีเพียงประมาณร้อยละ 10 หรือ 3.8 แสนล้านบาทเท่านั้นที่นำไปลงทุนสร้างอนาคตใหม่ได้จริง เนื่องจากส่วนใหญ่ผูกพันกับเงินเดือนข้าราชการและสวัสดิการ
คุณพิพิธจึงเสนอทางออกด้วยนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น Blended Finance และการระดมทุนจากตลาดโลกผ่านระบบการจัดการที่ทันสมัย เพื่อดึงเงินทุนมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว
กสิกรไทยมุ่งสร้างระบบนิเวศความยั่งยืนผ่านโครงการ K-CLIMATE และการประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติผ่านหลักการ Natural Capital Accounting เช่นโครงการฟื้นฟูป่าที่จังหวัดน่านที่เปลี่ยนจากการอนุรักษ์แบบเดิมสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจร่วมกับชุมชน คุณพิพิธสรุปถึงบทบาทของภาคการเงินไว้อย่างชัดเจนว่า ธนาคารอาจไม่ได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติเองในภาคส่วนต่าง ๆ แต่พร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการจัดสรรทรัพยากรและเป็นดั่งน้ำมันหล่อลื่นที่ช่วยให้ฟันเฟืองของภาคส่วนอื่นสามารถหมุนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทางรอดอุตสาหกรรมไทยยุค Net Zero: พลิกกติกาโลก ด้วยแหล่งทุน 8,000 ล้าน
MTEC พลิกวิกฤติคาร์บอน สร้างโอกาสธุรกิจด้วยนวัตกรรมวัสดุ



