Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จาก Must Carry สู่ Must Find: จุดเปลี่ยนเกมทีวีไทย

จาก Must Carry สู่ Must Find: จุดเปลี่ยนเกมทีวีไทย

อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่คำถามของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “คนยังดูทีวีอยู่หรือไม่” หากอยู่ที่ว่า “ทีวี” ในความหมายเดิมยังคงเป็นทีวีอยู่หรือไม่

สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย โทรทัศน์ไม่ได้เป็นสื่อกระแสหลักในแบบที่เคยเป็นอีกต่อไป หากเป็นเพียงหน้าจอหรือ Display ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อไปสู่เนื้อหาที่ต้องการรับชม ขณะที่สำหรับประชาชนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกลจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหรือไม่สามารถเข้าถึงบริการสตรีมมิงได้อย่างเต็มที่ ฟรีทีวียังคงเป็นทั้งเพื่อน แหล่งข้อมูลข่าวสาร และพื้นที่สาธารณะที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน

นี่คือภาพสะท้อนสำคัญจากปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทีวีไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน : ความหวังของผู้ผลิต สิทธิของผู้บริโภค” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ภายในงานสัมมนาวิชาการ Media Alert หัวข้อ “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า : การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า วิกฤติของทีวีไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องของจำนวนผู้ชมที่ลดลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของทั้งระบบนิเวศสื่อ

เมื่อทีวี ไม่ใช่แค่ทีวีอีกต่อไป

การพูดถึงทีวีไทยในปัจจุบันอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้คำว่าโทรทัศน์จะยังถูกใช้เหมือนเดิม แต่นิยามของมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ในอดีต ทีวีคือสื่อสารมวลชนที่ทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งการให้ข้อมูลข่าวสาร การให้ความบันเทิง การสร้างพื้นที่สนทนาของสังคม และการถ่ายทอดวัฒนธรรมร่วมกันของผู้คน แต่ในปัจจุบัน การรับชมสื่อไม่ได้ผูกติดอยู่กับเครื่องรับโทรทัศน์หรือผังรายการอีกต่อไป

ผู้ชมสามารถเลือกเนื้อหาที่ต้องการรับชมได้ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์และแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ประสบการณ์การรับชมจึงกลายเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ทีวีในฐานะอุปกรณ์ก็เปลี่ยนจากเครื่องรับสัญญาณไปสู่ Smart TV ที่เชื่อมต่อกับบริการดิจิทัลจำนวนมหาศาล

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า ทีวีจะอยู่รอดหรือไม่ แต่คือ ทีวีไทยจะยังมีที่ยืนอยู่ตรงไหนในระบบนิเวศใหม่

Gatekeeper รายใหม่ไม่ได้เป็นสถานีโทรทัศน์

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่ ดร.พิรงรอง ชี้ให้เห็น คือการเปลี่ยนผ่านของอำนาจในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ในอดีต สถานีโทรทัศน์เป็นผู้ควบคุมความสัมพันธ์กับผู้ชม เป็นผู้กำหนดผังรายการ และเป็นประตูหลักในการเข้าถึงเนื้อหา แต่ในยุค Smart TV ผู้เล่นที่มีอิทธิพลมากที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ผลิตเนื้อหาหรือสถานีโทรทัศน์อีกต่อไป

ผู้ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์และผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ เช่น Google TV, Android TV รวมถึงระบบปฏิบัติการของผู้ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์รายใหญ่ กำลังก้าวขึ้นมาเป็น Gatekeeper รายใหม่ของอุตสาหกรรม

ผู้เล่นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตอุปกรณ์ แต่สามารถกำหนดได้ว่าเนื้อหาใดจะปรากฏก่อนบนหน้าจอหลัก สามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ชม และสามารถสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ใช้งานได้

เมื่ออำนาจในการมองเห็นย้ายจากสถานีโทรทัศน์ไปสู่ผู้ควบคุมระบบปฏิบัติการ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้ผลิตเนื้อหา แต่คือใครเป็นผู้ควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้น

จาก Must Carry สู่ Must Find

ในอดีต หนึ่งในกลไกสำคัญของการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์คือหลัก Must Carry ซึ่งกำหนดให้ช่องโทรทัศน์สามารถถูกส่งผ่านโครงข่ายต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง แต่ในยุค Smart TV หลักการดังกล่าวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แม้ช่องจะยังสามารถออกอากาศได้ แต่หากไม่ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ผู้ชมมองเห็นบนหน้าจอ ก็อาจไม่ถูกค้นพบและไม่ถูกเลือกรับชม

ดร.พิรงรอง มองว่าโจทย์สำคัญของทีวีไทยในอนาคตจึงไม่ใช่เรื่อง Must Carry หากเป็นเรื่อง Must Find หรือการทำให้เนื้อหาไทยยังสามารถถูกค้นพบและมองเห็นได้บนหน้าจอที่ผู้ชมใช้งานจริง เพราะเมื่อผู้ชมเปิด Smart TV ขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าอาจไม่ใช่ช่องโทรทัศน์ไทย แต่เป็นแพลตฟอร์มระดับโลก แอปพลิเคชันที่ถูกติดตั้งมาล่วงหน้า หรือบริการของเจ้าของระบบปฏิบัติการ

ในโลกที่อำนาจการจัดวางอยู่ในมือของผู้ผลิตแพลตฟอร์ม การมีอยู่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป หากเนื้อหาไทยไม่สามารถถูกมองเห็นได้ ก็มีโอกาสที่จะค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลงในระยะยาว

วิกฤติเม็ดเงินและแรงกดดันต่อคุณภาพเนื้อหา

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้ชมส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์

เมื่อผู้ชมย้ายไปสู่สื่อออนไลน์และบริการสตรีมมิง เม็ดเงินโฆษณาซึ่งเคยเป็นรายได้หลักของสถานีโทรทัศน์ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือแรงกดดันต่อการผลิตเนื้อหา โดยเฉพาะเนื้อหาที่ต้องใช้ต้นทุนสูงหรือเนื้อหาที่มุ่งสร้างประโยชน์สาธารณะ

ดร.พิรงรอง ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันเนื้อหาสำหรับเด็กและเยาวชนแทบจะหาไม่ได้บนหน้าจอโทรทัศน์ไทย ขณะที่ผู้ผลิตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญแรงกดดันในการสร้างยอดผู้ชมและรายได้จนทำให้เนื้อหาบางประเภทถูกผลิตขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจในระยะสั้นมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตบางรายสามารถพัฒนาเนื้อหาและแข่งขันในตลาดสากลได้ โดยเฉพาะเนื้อหาเฉพาะกลุ่มที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง แต่ผู้ผลิตอีกจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกับแพลตฟอร์มระดับโลก

ทีวีไทยยังมีคุณค่า ในฐานะ Safety Net

แม้ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ ดร.พิรงรอง ยังคงมองว่าทีวีไทยมีบทบาทสำคัญที่สื่อรูปแบบอื่นไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

โดยเฉพาะในยามเกิดวิกฤติ ภัยธรรมชาติ อุบัติภัย หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณะในวงกว้าง ทีวียังคงเป็นสื่อที่ประชาชนจำนวนมากเลือกใช้เพื่อติดตามข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรอง

นอกจากนี้ ฟรีทีวียังมีบทบาทในฐานะโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม หรือ Safety Net สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการสตรีมมิงหรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างเต็มที่

สำหรับผู้ชมบางกลุ่ม การมีหรือไม่มีฟรีทีวีอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สำหรับผู้ชมอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ฟรีทีวียังคงเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิงโดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ปัญหาเชิงโครงสร้าง และความท้าทายของการกำกับดูแล

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเครื่องมือกำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ การจัดสรรคลื่นความถี่ การกำกับดูแลผู้มีอำนาจเหนือตลาด หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดหลังการควบรวมกิจการ ล้วนเป็นโจทย์ที่ส่งผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมโดยตรง

ขณะเดียวกัน การที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทในธุรกิจแพลตฟอร์มโทรทัศน์มากขึ้น ก็ทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะในกรณีของบริการแบบ Bundle Service ที่เชื่อมโยงบริการหลายประเภทเข้าด้วยกัน

ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนว่า การมองอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในกรอบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเส้นแบ่งระหว่างกิจการโทรทัศน์ โทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังเลือนรางลงเรื่อย ๆ

ทางรอดของทีวีไทย ในทศวรรษหน้า

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ดร.พิรงรอง มองว่า การปรับตัวของผู้ผลิตเนื้อหาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ผู้ผลิตไทยจำเป็นต้องเข้าใจแพลตฟอร์ม เข้าใจกลไกการมองเห็น และเข้าใจยุทธศาสตร์ของผู้เล่นระดับโลกให้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องมีบทบาทในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

เพราะในโลกที่แพลตฟอร์มข้ามชาติมีทุน เทคโนโลยี และอำนาจต่อรองเหนือกว่า การปล่อยให้ผู้ผลิตไทยแข่งขันตามลำพังอาจทำให้ความได้เปรียบค่อย ๆ ลดลง ท้ายที่สุด คำถามสำคัญของทีวีไทยในทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่เพียงว่าทีวีจะอยู่รอดหรือไม่ แต่คือเนื้อหาไทยจะยังถูกมองเห็นหรือไม่

เมื่อโลกของโทรทัศน์กำลังเปลี่ยนจากยุค Must Carry ไปสู่ยุค Must Find การรักษาพื้นที่ของเนื้อหาไทยบนหน้าจอจึงไม่ใช่เพียงโจทย์ของผู้ผลิตหรือผู้กำกับดูแล แต่เป็นโจทย์ร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรมและสังคมไทย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ศุภาลัยชี้เกมอสังหาฯวันนี้ วัดกันที่ต้นทุนการเงิน ไม่ใช่แค่ราคา

STT GDC เล็ง EEC รับ Data Center 100MW ชี้ AI ดันดีมานด์ไฟพุ่ง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar