Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ยูดี ทรัคส์ เมินสงครามราคา ดันแชร์พุ่ง 13% ชูจุดขาย ‘ต้นทุนระยะยาว’ สู้ศึกน้ำมันแพง

ยูดี ทรัคส์ เมินสงครามราคา ดันแชร์พุ่ง 13% ชูจุดขาย ‘ต้นทุนระยะยาว’ สู้ศึกน้ำมันแพง

อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์เป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีรถบรรทุกเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน ภาพรวมตลาดรถบรรทุกในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่องตลอดช่วงปี 2563-2567 ก่อนเริ่มชะลอตัวลงในช่วงต้นปี 2569 เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นกดดันให้ผู้ประกอบการชะลอการลงทุนซื้อรถใหม่ แม้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีตลาดโดยรวมจะยังเติบโตอยู่ที่ 8% แต่เป็นอัตราที่ช้าลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยคาดว่ายอดขายรวมทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-11,000 คัน

ทางเลือกหนึ่งที่ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มพิจารณาคือรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีผู้ประกอบการราว 15-20% ให้ความสนใจ แต่ยอดจดทะเบียนจริงยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 1,000 คัน เหตุผลหลักมาจากข้อจำกัดด้านระยะทางที่วิ่งได้เพียง 200-300 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเหมาะกับงานระยะสั้นอย่างเส้นทางแหลมฉบัง-ลาดกระบัง มากกว่าการวิ่งข้ามจังหวัดที่โดยทั่วไปต้องใช้ระยะทางถึง 700 กิโลเมตรต่อเที่ยว ประกอบกับจุดชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม ต้นทุนการลงทุนที่สูง และราคาขายต่อที่ยังไม่มีความแน่นอน ทำให้เครื่องยนต์สันดาปยังเป็นทางเลือกหลักของผู้ประกอบการขนส่งในปัจจุบัน

ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่ชะลอตัวนี้ ยูดี ทรัคส์ ประเทศไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ด้วยส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) 13% เพิ่มขึ้นจาก 7.3% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโตแบบปีต่อปีมากกว่า 100%

วิลาวัลย์ วิศปาแพ้ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูดี ทรัคส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วิกฤติราคาพลังงานโลกในปี 2569 และราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ลูกค้าและผู้ประกอบการฟลีทรถขนส่งให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการลงทุน การประหยัดเชื้อเพลิง และการรักษาสภาพคล่องทางธุรกิจมากกว่าที่ผ่านมา

“ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ยูดี ทรัคส์ยังคงสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยได้ถึง 13% ในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยปัจจัยสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะการใช้งานและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้เรายังได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการฟลีทรายใหญ่ ส่งผลให้มีรถยูดี ทรัคส์ ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดการใช้งานจริงที่พิสูจน์ประสิทธิภาพ และนำไปสู่การบอกต่อในวงกว้าง”

ไม่แข่งราคาตั้งต้น แต่แข่งต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถบรรทุกไทยมีผู้เล่นหน้าใหม่จากจีนเข้ามาแข่งขันด้วยจุดขายด้านราคาที่ต่ำกว่า เพื่อดึงดูดลูกค้าในช่วงตัดสินใจซื้อ ยูดี ทรัคส์เลือกไม่เดินตามแนวทางดังกล่าว แต่นำเสนอความคุ้มค่าในระยะยาว หรือต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ผ่านแพ็กเกจที่ครอบคลุมตั้งแต่การซื้อรถ การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา ไปจนถึงราคาขายต่อ เพื่อให้ลูกค้าเห็นต้นทุนที่แท้จริงเมื่อใช้งานครบ 5 ปี

ราคาถูกในวันที่ซื้อ ไม่ได้แปลว่าต้นทุนจะต่ำตลอดอายุการใช้งานของรถเสมอไป ลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ตัดสินใจซื้อรถบรรทุกจีนด้วยเหตุผลด้านราคาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภายหลังพบว่ามีอัตราการกลับมาซื้อซ้ำในระดับต่ำ สาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านบริการหลังการขายที่ไม่เพียงพอ และราคาขายต่อที่ปรับลดลงเมื่อถึงเวลาต้องการเปลี่ยนรถคันใหม่ ต่างจากรถบรรทุกแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีอัตราการซื้อซ้ำในระดับสูงกว่าอย่างชัดเจน

Quester MY2026 หัวหอกผลิตภัณฑ์ที่วัดผลด้วยต้นทุนเชื้อเพลิง

Quester MY2026 หัวหอกผลิตภัณฑ์ที่วัดผลด้วยต้นทุนเชื้อเพลิง

รถรุ่นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในช่วงที่ผ่านมาคือ UD Quester MY2026 ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ใช้เครื่องยนต์ขนาด 8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 350 แรงม้า จับคู่กับระบบเกียร์กึ่งอัตโนมัติ ESCOT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของบริษัทที่คำนวณและปรับเปลี่ยนเกียร์ในจังหวะที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ช่วยลดการสูญเสียเชื้อเพลิงจากการเปลี่ยนเกียร์ที่ไม่แม่นยำ และลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ในการวิ่งงานระยะไกล นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 5 ร่วมกับระบบบำบัดไอเสีย SCR โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาทกลาง ๆ มีสีขาวเป็นสีหลักในการทำตลาด และลูกค้าสามารถสั่งทำสีอื่นได้ตามความต้องการ

Quester เป็นเพียงหนึ่งในผลิตภัณฑ์รถบรรทุกครบไลน์ของยูดี ทรัคส์ ซึ่งแบ่งเป็นสามกลุ่มตามลักษณะการใช้งาน กลุ่มรถบรรทุกหนักได้แก่ Quon และ Quester รองรับงานขนส่งหนักหรือใช้เป็นรถหัวลากที่สามารถต่อตัวถังได้หลากหลายรูปแบบ กลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางได้แก่ Condor และ Croner ซึ่งมีทั้งรุ่น 6 ล้อและ 10 ล้อ และกลุ่มรถบรรทุกขนาดเล็กได้แก่ Kazet และ Kuzer กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของบริษัทครอบคลุมอุตสาหกรรมงานก่อสร้าง กลุ่มขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และกลุ่มงานขนส่งข้ามแดน

บริการหลังการขายที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ

นอกเหนือจากตัวผลิตภัณฑ์ UD Trucks ให้น้ำหนักกับการยกระดับบริการหลังการขาย เพื่อลดเวลาหยุดจอดซ่อมบำรุง (Downtime) และเพิ่มเวลาการใช้งานรถ (Uptime) ให้กับลูกค้า โดยเชื่อมโยงประวัติการซ่อมบำรุงของลูกค้าเข้าด้วยกันทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการแห่งใดก็ได้โดยไม่ต้องผูกติดกับศูนย์เดียว พร้อมทั้งมี “สัญญาบริการ” ที่รวมค่าบำรุงรักษาและอะไหล่ไว้ในแพ็กเกจเดียว

ก้าวต่อไปของงานบริการหลังการขายคือการยกระดับศูนย์บริการสู่การเป็น Uptime Center ซึ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลการใช้งานรถของลูกค้ามาวิเคราะห์และติดตามสภาพรถแบบเชิงรุก เพื่อแจ้งเตือนลูกค้าล่วงหน้าก่อนเกิดปัญหาที่อาจกระทบต่อการดำเนินงาน โดยคุณวิลาวัลย์ระบุว่า เป้าหมายคือการช่วยป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น ลดเวลาหยุดรถ เพิ่มความพร้อมในการใช้งาน และช่วยให้ลูกค้าวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมต้นทุนและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

ขยายเครือข่ายเป็น 26 ศูนย์บริการ ผ่านโมเดล Private Dealer

ปัจจุบันยูดี ทรัคส์ มีศูนย์บริการ 23 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนเปิดเพิ่มอีก 3 แห่งภายในสิ้นปี 2569 ได้แก่ บึงกาฬ ลพบุรี และนนทบุรี ทำให้เครือข่ายศูนย์บริการรวมเพิ่มเป็น 26 แห่งภายในปีนี้ ศูนย์บริการเหล่านี้มีทั้งที่บริษัทบริหารเองและที่ดำเนินการโดยผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ หรือ Private Dealer ซึ่งเป็นรูปแบบใกล้เคียงกับการซื้อแฟรนไชส์ โดยนักลงทุนจะเป็นผู้บริหารจัดการศูนย์บริการในพื้นที่ของตนเอง ปัจจุบันมีผู้แทนจำหน่ายกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 12 แห่ง และบริษัทยังเปิดรับนักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมธุรกิจในรูปแบบนี้เพิ่มเติม

ฐานผลิตส่งออกและเป้าหมายสิบปีข้างหน้า

โรงงานผลิตของยูดี ทรัคส์ ในประเทศไทยทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกว่า 10 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกราว 80% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทั้งนี้ ยูดี ทรัคส์ อยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มบริษัท Isuzu ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1935 และดำเนินธุรกิจในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ตลาดยังต้องรอปัจจัยบวกจากงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ขณะที่เป้าหมายระยะยาวคือการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในระดับตัวเลขสองหลักต่อเนื่องไปจนถึง 10 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นพันธมิตรที่ช่วยให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ บริการที่ทันสมัย และเครือข่ายการสนับสนุนทั่วประเทศ

ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2569 เกิดขึ้นในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศ ทิศทางจากนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการแต่ละรายให้น้ำหนักกับต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของรถมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับราคาซื้อขายเบื้องต้นที่เห็นในวันแรกของการตัดสินใจ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ไทยพร้อม 100% จัดประชุม IMF-WBG ชู Bangkok Blueprint และ Soft Power สู่เวทีโลก

‘Cloud 11’ เมกะโปรเจกต์ 2 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยรับมือยุค AI

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar