Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

UNICEF Blue Star Gala 2026: ผนึกเชฟมิชลิน กู้วิกฤติเด็กไทย ‘กินดีอยู่ดี’

UNICEF Blue Star Gala 2026: ผนึกเชฟมิชลิน กู้วิกฤติเด็กไทย ‘กินดีอยู่ดี’

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ผนึกกำลังผู้นำสตรีและภาคเอกชนชั้นนำ เปิดตัวแคมเปญ “กินดีอยู่ดี” (Hungry for Hope) กู้วิกฤติ “ทวิภาระทางโภชนาการ” ในเด็กไทย ที่เผชิญทั้งภาวะเตี้ยแคระแกร็นและโรคอ้วนพุ่งสูง เตรียมระดมทุนผ่านกาล่าดินเนอร์การกุศล “UNICEF Blue Star Gala 2026” ในวันที่ 6 มีนาคมนี้ โดยดึง 8 เชฟมิชลินระดับโลกมาร่วมรังสรรค์เมนูพิเศษ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และระดมความช่วยเหลือสู่เด็กกลุ่มเปราะบางอย่างยั่งยืน

การจัดงาน UNICEF Blue Star Gala 2026 ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่สะท้อนพลังการขับเคลื่อนสังคมผ่านบทบาทของสุภาพสตรีผู้ทรงอิทธิพล 4 ท่าน ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ (มาดามแป้ง), บุษดี เจียรวนนท์, มาริษา เจียรวนนท์ และ ฐาปนี เตชะเจริญวิกุล สุภาพสตรีเหล่านี้มิได้เพียงสวมหมวกผู้บริหารระดับสูง แต่ยังเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของความเป็นแม่ และผู้นำที่ตระหนักถึงรากฐานของทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะคุณฐาปนี และคุณมาริษา ที่ต่างเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าโภชนาการคือจุดเริ่มต้นของชีวิตและอนาคตของชาติ

ไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตัวให้กับวงการอาหารระดับโลก คือการรวมตัวของเชฟชั้นนำ 8 ท่าน เจ้าของรางวัลมิชลินรวม 12 ดาว เพื่อรังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับแขกผู้มีเกียรติ 250 ท่านในค่ำคืนวันที่ 6 มีนาคม นำทัพโดยเชฟไทยระดับตำนานและรุ่นใหม่ไฟแรง อาทิ เชฟชุมพล แจ้งไพร จากร้าน R-Haan, เชฟต้น ธิติฏฐ์ จากร้าน Le Du, เชฟแพม พิชญา จากร้าน Potong, เชฟบี สาทองกึ๋น จากร้าน Paste, เชฟโจ ณพล จากร้าน Samrub Samrub Thai และเชฟซากิ โฮชิโนะ จากร้าน Nawa Thai Cuisine

นอกจากนี้ ความพิเศษยังขยายขอบเขตสู่ระดับนานาชาติด้วยการตอบรับจากเชฟชิโนบุ นามาเอะ จากร้าน L’Effervescence ประเทศญี่ปุ่น และเชฟโชฮีซุก จากร้าน Hansik Gonggan ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งบินตรงมาร่วมงานเพื่อใช้ศิลปะแห่งรสชาติเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนและส่งต่อความช่วยเหลือสู่เด็กที่ขาดแคลน

วิกฤติทวิภาระทางโภชนาการ: ภัยคุกคามอนาคตของชาติ

เคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟประเทศไทยกล่าวว่า มีความย้อนแย้งที่น่าตกใจของประเทศไทยที่แม้จะขึ้นชื่อเรื่องวัฒนธรรมอาหารที่แข็งแกร่งและเป็นปัจจัยพื้นฐานของสุขภาพกายและใจ แต่กลับกำลังเผชิญกับวิกฤต “ทวิภาระทางโภชนาการ” (Double Burden of Malnutrition) เช่นเดียวกับสถานการณ์โลกที่กำลังวิกฤต โดยปัจจุบันมีเด็กกว่า 150 ล้านคนทั่วโลกเผชิญภาวะเตี้ยแคระแกร็น (Stunting) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการทางสมอง ในขณะเดียวกันเด็กอีกกว่า 188 ล้านคนกลับต้องเผชิญกับภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ซึ่งเป็นระเบิดเวลาทางสุขภาพที่นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์มีความน่ากังวลในระดับเร่งด่วน โดยสถิติชี้ชัดว่าเด็กไทย 1 ใน 10 คนกำลังประสบภาวะเตี้ยแคระแกร็น ซึ่งหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของชีวิต และในอีกด้านหนึ่ง สถิติเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้พุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่าตัวในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา หากสังคมไทยยังเพิกเฉยและไม่มีมาตรการรับมือที่ทันท่วงที ยูนิเซฟคาดการณ์ว่าภายในอีก 10 ปีข้างหน้า เด็กไทย 3 ใน 5 คนจะตกอยู่ในสภาวะโรคอ้วน ซึ่งจะส่งผลให้ทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และปัญหาสุขภาพเรื้อรังตั้งแต่วัยเยาว์ การจัดแคมเปญนี้จึงมิใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งวงจรทุพโภชนาการที่จะทำลายอนาคตของชาติ

พลิกโฉมค้าปลีกสร้างภูมิต้านทานสังคม: จากห้างสรรพสินค้าสู่พื้นที่สุขภาพ

การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงบูรณาการจากภาคเอกชน ฐาปนี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า โภชนาการช่วงปฐมวัย คือกุญแจสำคัญในการกำหนดศักยภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ การลงทุนในเด็กเล็กจึงไม่ใช่เพียงการกุศล แต่เป็น “โอกาสที่ยิ่งใหญ่” (Great Opportunity) ในการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับทรัพยากรบุคคลของชาติ ซึ่งในอดีตภาคเอกชนอาจเน้นการสร้างโรงเรียนหรือมอบทุนการศึกษา แต่ความร่วมมือกับยูนิเซฟในครั้งนี้ได้เปิดมิติใหม่ในการนำองค์ความรู้เชิงลึกมาประยุกต์ใช้กับกลไกทางธุรกิจ

กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จึงได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกด้วยการเปลี่ยนพื้นที่จุดชำระเงิน (Check-out Lane) ซึ่งเดิมมักเป็นจุดที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าจำพวกขนมขบเคี้ยวแบบฉับพลัน (Impulse buying) ให้กลายเป็น “Healthy Check-out Lane” หรือช่องทางชำระเงินเพื่อสุขภาพ โดยนำเสนอสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแทน

การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ภายในห้างสรรพสินค้าเช่นนี้ โดยเฉพาะในสาขาแฟลกชิปสโตร์ที่ปรับเปลี่ยนทุกช่องทางให้เป็นพื้นที่สุขภาพ เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถเข้าถึงทางเลือกเพื่อสุขภาพได้โดยง่าย เป็นการตัดวงจรพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมในนาทีสุดท้าย และส่งเสริมการเรียนรู้ว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดน้อยลง

Food for Good: ปฏิวัติรสชาติเพื่อสุขภาพที่จับต้องได้

ในมิติของการสร้างสรรค์อาหาร มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Chef Cares วิสัยทัศน์แห่ง “Food for Good” ได้ถ่ายทอดจุดเริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อครั้งเดินทางกลับจากฮ่องกงและพบว่าคนใกล้ชิดจำนวนมากเผชิญกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสาเหตุหลักมิได้เกิดจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ติดรสหวาน มัน เค็ม และของทอด จึงได้นำเสนอแนวคิด “Gastronomy with Compassion” หรืออาหารแห่งความเอื้ออาทร เพื่อปฏิวัติมุมมองว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพต้องมาพร้อมรสชาติที่เลิศรสและความใส่ใจ

คุณมาริษาเปรียบเปรยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใหญ่ว่าเป็นเรื่องยากดั่ง “ไม้แก่ดัดยาก” การปลูกฝังโภชนาการที่ถูกต้องจึงควรเริ่มต้นที่เด็กซึ่งเปรียบเสมือน “ไม้อ่อน” ที่พร้อมเรียนรู้และเติบโต มูลนิธิเชฟแคร์สจึงผนึกกำลังกับเชฟระดับโลกพัฒนา “อาหารพร้อมทาน” (Ready-to-eat) ที่ยกระดับมาตรฐานโภชนาการด้วยการควบคุมปริมาณโซเดียม น้ำตาล และไขมัน ปราศจากผงชูรส แต่ยังคงรสชาติความอร่อยระดับภัตตาคาร โดยวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่าย (49-69 บาท) เพื่อทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดีได้ในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนอาหารให้เป็น “ยา” ที่ป้องกันโรคภัยและสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาพให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือ: ทางออกที่ยั่งยืนเพื่อเด็กทุกคน

การแก้ไขวิกฤติทุพโภชนาการมิใช่ภารกิจที่โดดเดี่ยว แต่เป็นวาระที่ต้องอาศัย “ระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ” โภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ความท้าทายอยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ซึ่งต้องอาศัยสามประสาน ได้แก่ ภาคเอกชนที่เป็นผู้สร้างการเข้าถึง เชฟและนักโภชนาการผู้แปลงวัตถุดิบเป็นรสชาติที่เปี่ยมคุณค่า และครอบครัวที่เป็นปราการด่านสุดท้ายในการตัดสินใจ

อาหารคือสื่อกลางที่ทรงพลังที่สุดในการเชื่อมโยงมนุษย์เข้าด้วยกัน ท่ามกลางโลกที่สับสนวุ่นวาย ความเอื้ออาทรผ่านมื้ออาหารคือสิ่งที่สังคมโหยหา แคมเปญ “กินดีอยู่ดี” (Hungry for Hope) จึงมิใช่เพียงโครงการระดมทุนชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานแห่งอนาคต เพราะหากเด็ก ๆ ยังต้องเผชิญกับความหิวโหยหรือขาดสารอาหาร โลกใบนี้ย่อมไร้ซึ่งอนาคต การผนึกกำลังในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการส่งต่อไม้ผลัดแห่งความหวัง เพื่อให้เด็กทุกคนได้เติบโตและวิ่งไปสู่เส้นชัยแห่งศักยภาพสูงสุดของตนเองได้อย่างงดงาม

นวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟประเทศไทย
นวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟประเทศไทย

นวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ซึ่งเป็นแคมเปญฮีโร่ของ กินไรดี #HungryforHope กล่าวว่า “เราหวังว่างานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับอาหารและโภชนาการของเด็กมากขึ้น พร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ การขาดสารอาหารไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อความมั่นใจ การเรียนรู้ และโอกาสในชีวิต นี่คือเหตุผลที่ปัญหาทุพโภชนาการต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทรัพยากรบุคคลคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ แป้งขอชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนยูนิเซฟและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโภชนาการที่ดีให้เด็กทุกคน”

แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” มุ่งส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ดูแล และเยาวชนหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันนโยบายที่ปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รายได้จากงานกาล่าจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการและโครงการอื่น ๆ ของยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้เติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดี และพร้อมก้าวสู่อนาคตที่สดใส

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

5 เชฟมิชลิน x UNICEF Blue Star Gala: พลังอาหารสร้างรากฐานเด็ก

กทม. เปิดโครงการนำร่องคัดแยกขยะ 10 คอนโดฯ หนุน ‘ไม่เทรวม’ ลดค่าธรรมเนียม-ชูโมเดลเดนมาร์ก

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar