Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Strategic R&D Hub ใช้ AI และวิทยาศาสตร์ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Strategic R&D Hub ใช้ AI และวิทยาศาสตร์ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

ยูนิลีเวอร์ ชูบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับภูมิภาค (Regional R&D & Innovation Hub) ใช้ศักยภาพศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) และโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) พัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และแนวคิดความยั่งยืน เพื่อขยายผลนวัตกรรมจากประเทศไทยสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก

วิเวกอนันต์ ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชีย และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยและพัฒนาประจำภูมิภาคของยูนิลีเวอร์จากทั้งหมด 11 แห่งทั่วโลก โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และขีดความสามารถการผลิตระดับอุตสาหกรรม การดำเนินงานอยู่ภายใต้กรอบแนวคิด “SASSY” และกลยุทธ์ “Desire at Scale” เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งาน มีรูปลักษณ์สวยงาม และสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคในไทย เอเชีย และต่อยอดสู่ระดับโลก

สำหรับกรอบแนวคิด SASSY ประกอบด้วย 5 มิติ ได้แก่ Science (วิทยาศาสตร์), Aesthetics (สุนทรียศาสตร์), Sensorials (ประสาทสัมผัส), Shared by Others (การบอกต่อ) และ Young Spirited (จิตวิญญาณคนรุ่นใหม่) ตัวอย่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้แก่ บรีส สูตรซักด่วน (Breeze Quick Wash) ที่ใช้เทคโนโลยี Pro-S ทำความสะอาดและลดกลิ่นอับในผ้าและเครื่องซักผ้าภายใน 15 นาที

ยูนิลีเวอร์ประเทศไทยในฐานะ Strategic R&D Hub ของภูมิภาค

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเป็น Strategic R&D Hub คือ โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ที่เชื่อมการวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตจริง ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่

  1. การเร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต บูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยในทุกขั้นตอนของการพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาในการวิจัย และเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สามารถทดสอบและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้อย่างละเอียด ให้ตอบโจทย์มาตรฐานระดับสากล พร้อมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันด้านนวัตกรรม
  2. ความยั่งยืนตลอดกระบวนการพัฒนา (Sustainability) สอดแทรกแนวคิดการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนการทดลองในโรงงานต้นแบบ ทั้งการประหยัดพลังงาน การลดการใช้ทรัพยากร และการลดของเสีย
  3. การขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการนำผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่สายการผลิตเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษามาตรฐานคุณภาพสากล พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของตลาดในภูมิภาคและตลาดโลก

ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์มีศูนย์วิจัย Global Innovation Center 6 แห่งทั่วโลก มีนักวิจัยกว่า 4,500 คน สิทธิบัตรกว่า 16,500 ฉบับ และงบลงทุนด้าน R&D ปีที่ผ่านมางบประมาณ 836 ล้านยูโร โดยนำเครือข่ายองค์ความรู้ระดับโลกมาผสานกับข้อมูลผู้บริโภคในแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ยังประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เช่น Digital Simulation & Modelling และ Digital Twins ในการวิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบสูตร และจำลองผลลัพธ์ก่อนการทดลองจริง เพื่อลดระยะเวลาการพัฒนา โดยมีผู้เชี่ยวชาญกำกับมาตรฐานตามแนวทาง AI-Driven, People-Led

การทำงานของทีม R&D ในไทยปรับเปลี่ยนจากการปรับสูตรตามท้องถิ่น (Local Adaptation) สู่การร่วมพัฒนานวัตกรรมระดับสากล (Co-developing Innovations) เช่น วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) ที่พัฒนาโลชั่นเนื้อเซรั่มบางเบาสำหรับสภาพอากาศร้อนชื้นจนประสบความสำเร็จในหลายประเทศ และ คนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ที่ใช้เทคโนโลยี Encapsulation กักเก็บกลิ่นและรสชาติของมะนาว

ด้านความยั่งยืน ยูนิลีเวอร์บูรณาการหลักคิดตั้งแต่ขั้นตอนวิจัยจนถึงกระบวนการผลิต ทั้งการพัฒนาสูตรประหยัดทรัพยากร การเลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัย การลดพลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) การเพิ่มพลาสติกรีไซเคิล (PCR) และการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในระดับโลกต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ยูนิลีเวอร์กับเกมใหม่ FMCG ใช้ Data อ่านใจผู้บริโภค ปั้นไทยเป็นฮับนวัตกรรมโลก

Water Smart Community สร้างอย่างไรให้เกิดได้ทุกจังหวัด

Transition Finance ปลดล็อกเงินทุน พาอุตสาหกรรมไทยสู่การเปลี่ยนผ่าน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar