Share on
×

Share

ยศชนัน ชู AI การแพทย์ไทย จากฐานวิจัยสู่ตลาดโลก

ยศชนัน ชู AI การแพทย์ไทย จากฐานวิจัยสู่ตลาดโลก

ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนา AI การแพทย์จากความเชี่ยวชาญด้านโรคเขตร้อน มะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมอง โดยนำข้อมูลจากโรงพยาบาลมาเชื่อมกับงานวิจัย เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลผู้ป่วยและต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมที่แข่งขันในตลาดโลกได้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำเสนอทิศทางดังกล่าวในงาน Global Medical AI Summit 2026 ภายใต้แนวคิด “The Global Gateway for Thailand’s Medical AI Innovation” พร้อมเสนอให้เชื่อมงานวิจัย ข้อมูลสุขภาพ การทดลองทางคลินิก และเงินทุน เพื่อผลักดันไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนานวัตกรรมการแพทย์ด้วยตนเอง

ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า ไทยควรเลือกพัฒนา AI ในสาขาที่มีความได้เปรียบเฉพาะ ทั้งข้อมูลทางคลินิก ลักษณะทางชีววิทยาของประชากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความเชี่ยวชาญของนักวิจัย โดยการลงทุนควรผ่านเกณฑ์สำคัญสามด้าน คือ ช่วยแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีคำตอบหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ ใช้จุดแข็งของประเทศไทย และสร้างผลลัพธ์ทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและอุตสาหกรรมที่แข่งขันในระดับสากลได้ บริษัทที่ต้องการขยายตลาดจึงต้องตอบให้ได้ว่าเทคโนโลยีของตนมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างไร และมีจุดเด่นเพียงพอสำหรับการแข่งขันในต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถเป็นแหล่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการนำไปพัฒนาต่อได้

ใช้ข้อมูลสุขภาพไทยสร้าง AI เฉพาะทาง

AI การแพทย์ในมุมมองของ ศ.ดร.ยศชนัน ครอบคลุมข้อมูลมากกว่าภาพถ่ายทางการแพทย์ โดยรวมถึงข้อมูลพันธุกรรม ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ข้อมูลยา และข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัด ซึ่งต้องนำมาศึกษาร่วมกันเพื่อเข้าใจโรคได้รอบด้าน ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างการเชื่อมข้อมูลสิ่งแวดล้อม สัตว์ และมนุษย์ ตลอดจนการค้นคว้ายาจากวัตถุดิบในประเทศที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตร ความรู้และทรัพยากรที่มีอยู่จึงสามารถนำมาใช้ตั้งโจทย์วิจัย และพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมการแพทย์ เกษตร และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะโจทย์ด้านเวชศาสตร์เขตร้อนที่ไทยมีประสบการณ์และข้อมูลสำหรับศึกษา

แนวทางหนึ่งที่นำเสนอคือการพัฒนาโมเดล AI พื้นฐานทางการแพทย์ที่เรียนรู้จากข้อมูลหลายประเภท ทั้งภาพ CT, MRI และอัลตราซาวด์ ตลอดจนรายงานทางการแพทย์และผลตรวจ เพื่อเป็นฐานสำหรับพัฒนาเครื่องมือวินิจฉัยและแพลตฟอร์มด้านรังสีวิทยา ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่าง NeuroVFM ประกอบการอธิบายถึงโอกาสของการเรียนรู้จากภาพสามมิติ และชี้ว่าข้อมูลประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนสำคัญที่ควรนำมาพัฒนาโมเดลให้เหมาะกับภูมิภาค ขณะเดียวกัน ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึง AlphaGenome และโอกาสศึกษาข้อมูลพันธุกรรมของประชากรกลุ่มอื่นเพิ่มเติม รวมถึงการพัฒนาวิธีฝึกโมเดลให้รวดเร็วและเข้าถึงข้อมูลจากโรงพยาบาลที่มีข้อกำหนดแตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม

มุ่ง AI มะเร็งและการฟื้นฟูผู้ป่วยสมอง

ด้านมะเร็ง แนวทางที่นำเสนอให้ความสำคัญกับการเชื่อมภาพเนื้อเยื่อเข้ากับข้อมูลชีววิทยาระดับโมเลกุล เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของข้อมูลและต่อยอดการแพทย์แม่นยำ โดย ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่าง PathGen และกล่าวถึงศักยภาพของภาพเนื้อเยื่อที่โรงพยาบาลเก็บสะสมมายาวนาน สไลด์ประกอบการบรรยายเสนอให้มุ่งศึกษาโรคที่เป็นภาระสำคัญของไทย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม ซึ่งอาจต่อยอดสู่แพลตฟอร์มพยาธิวิทยาดิจิทัล การค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ และซอฟต์แวร์ช่วยจัดกลุ่มผู้ป่วยในการทดลองทางคลินิก โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแพทย์ นักวิจัย ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ลงทุน

เทคโนโลยีสมองเป็นอีกด้านที่สามารถเชื่อมการวินิจฉัยกับการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง โดยแนวทางที่นำเสนอครอบคลุมการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง การคาดการณ์ภาวะสมองเสื่อมตั้งแต่ระยะแรก และระบบเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ป่วยอัมพาต ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีทั้งภาพสมอง สัญญาณไฟฟ้าสมอง ข้อมูลการทำงานของสมอง พฤติกรรมการรู้คิด ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ และข้อความทางการแพทย์ ซึ่งต้องนำมาศึกษาร่วมกัน ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงแบบจำลองมนุษย์ดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการเชื่อมนวัตกรรมโรคหลอดเลือดสมองเข้ากับการฟื้นฟู เพื่อเปิดทางสู่เครื่องมือประเมินการทำงานด้านการรู้คิด อุปกรณ์ช่วยเหลือ และหุ่นยนต์ฟื้นฟูผู้ป่วย

เชื่อม AI ค้นคว้ายากับห้องปฏิบัติการอัตโนมัติ

การใช้ AI ค้นคว้ายาต้องมีระบบทดลองรองรับ เพื่อทดสอบสิ่งที่ออกแบบหรือคาดการณ์ไว้ และนำผลกลับมาใช้พัฒนาการเรียนรู้ต่อ สไลด์ประกอบการบรรยายนำเสนอแนวทางเครือข่าย AI เพื่อการค้นพบทางชีววิทยาและห้องปฏิบัติการอัตโนมัติ โดยมุ่งที่โรคเขตร้อน เชื้อดื้อยา และความหลากหลายทางชีวภาพของไทย กระบวนการดังกล่าวเชื่อมตั้งแต่การสร้างแนวคิด การคาดการณ์ผล การทดสอบ และการเรียนรู้จากผลทดลอง โดยใช้ AI ร่วมกับระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ซึ่งอาจต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาด้านชีวเภสัชภัณฑ์ ยาโปรตีน และบริการค้นคว้ายาได้

โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทควบคู่กับการพัฒนาโมเดล AI ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เครื่องมือวิเคราะห์และทดสอบ ไปจนถึงระบบผลิตสำหรับงานวิจัยทางคลินิกและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ซินโครตรอน ซึ่งสามารถเชื่อมกับ AI เพื่อสนับสนุนการค้นพบใหม่ พร้อมเชิญชวนบริษัทเภสัชกรรมเข้ามาทำวิจัยและพัฒนาในประเทศ สำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคลและผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ว่าที่ตั้งยังมีความสำคัญ เพราะกระบวนการรักษาบางประเภทต้องรับตัวอย่างชีวภาพจากผู้ป่วยไปดำเนินการและส่งกลับมาใช้ในการรักษา

เชื่อมการทดลองทางคลินิก ลดขั้นตอนที่กระจัดกระจาย

การพัฒนาเทคโนโลยีให้เข้าสู่การใช้งานต้องมีระบบทดลองทางคลินิกที่ประสานงานกันได้ ศ.ดร.ยศชนัน เสนอแนวทางบริการแบบจุดเดียวเพื่อช่วยจับคู่ฐานข้อมูลกับโรงพยาบาลที่เหมาะสม ขณะที่สไลด์นำเสนอแนวคิด One Thailand Clinical Trial Gateway สำหรับเชื่อมการคัดเลือกสถานที่ทดลอง การประสานงานด้านจริยธรรม รูปแบบสัญญามาตรฐาน มาตรฐานข้อมูล และธนาคารชีวภาพ เพื่อลดความซับซ้อนจากการติดต่อหลายโรงพยาบาลซึ่งมีขั้นตอน สัญญา และระบบข้อมูลต่างกัน พร้อมนำ AI มาช่วยคัดเลือกเกณฑ์ผู้เข้าร่วม เลือกโรงพยาบาลให้ตรงกับประชากรผู้ป่วย และติดตามสัญญาณด้านความปลอดภัย โดยให้กระบวนการรวดเร็วขึ้นจากประสิทธิภาพของระบบและการประสานงาน

ออร์แกนอยด์หรือแบบจำลองเนื้อเยื่อและอวัยวะสามมิติขนาดเล็กเป็นอีกส่วนที่ ศ.ดร.ยศชนัน ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการศึกษาโรคมะเร็งในรายละเอียดและการเชื่อมต่อกับงานทดลองทางคลินิก ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่าได้เริ่มดำเนินงานด้านออร์แกนอยด์ในประเทศไทยแล้ว และเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วม โดยสไลด์ระบุหัวข้อนี้ในชื่อ Organoid Thailand นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโอกาสของสตาร์ตอัปที่พัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนการทดสอบ ทั้งการทดลองในสัตว์ ออร์แกนอยด์ และการทดลองทางคลินิกในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาเครื่องมือแพทย์และการรักษา ตั้งแต่การพิสูจน์แนวคิด การสร้างต้นแบบ การทดสอบ ไปจนถึงการขออนุญาตและนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

ใช้บริการสุขภาพต่อยอดงานวิจัย

ฐานบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยเป็นอีกโอกาสในการพัฒนางานวิจัย ศ.ดร.ยศชนัน อธิบายว่า ผู้ใช้บริการจากหลายประเทศนำมาซึ่งข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งลักษณะประชากร วัฒนธรรม และพฤติกรรม ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาข้อมูลของประชากรในประเทศเดียว หากนำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาบริการและต่อยอดองค์ความรู้จากข้อมูลเหล่านี้ ไทยจะมีโอกาสสร้างการค้นพบใหม่ควบคู่กับการให้บริการ โดย ศ.ดร.ยศชนัน ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพที่มีฐานวิทยาศาสตร์รองรับ หรือ Scientific Wellness และระบุว่าจะทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจสุขภาพ

ทิศทางดังกล่าวอยู่ภายใต้ภาพการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพที่เชื่อมตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ครอบคลุมสมุนไพร อาหารและโภชนาการ ยา เครื่องมือแพทย์ ชีววิทยาสังเคราะห์ การรักษาขั้นสูง การแพทย์แม่นยำ และการฟื้นฟู โดยมีโครงการ Siam Medica เป็นหนึ่งในโครงการหลักของกระทรวงฯ ร่วมกับ Siam Silica ด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และ Siam Terra ด้านเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมชีวภาพ ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า ความสามารถด้านการผลิต ชิป เซนเซอร์ และวัตถุดิบจากภาคเกษตรสามารถเชื่อมมาสนับสนุนการแพทย์ได้ ขณะที่ AI เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้แต่ละสาขาทำงานร่วมกัน

รวมทุนมหาวิทยาลัย หนุนงานวิจัยสู่ธุรกิจ

ด้านเงินทุน ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า เงินทุนภายในเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนายาและเทคโนโลยีการแพทย์ จึงเชิญชวนกองทุนร่วมลงทุนและนักลงทุนบุคคลให้ร่วมค้นหาเทคโนโลยีกับผู้ลงทุนไทย พร้อมใช้เครือข่ายบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย หรือ University Holding Company Consortium (UHC Consortium) เชื่อมงานวิจัย โรงพยาบาล และธุรกิจ เมื่อมหาวิทยาลัยหลายแห่งร่วมลงทุนในบริษัทเดียวกัน จะช่วยเปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเครือข่ายโรงพยาบาลเพื่อพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีได้สะดวกขึ้น โดยระบุว่าเครือข่ายเริ่มดำเนินการแล้ว และได้เชิญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเชื่อมโอกาสระหว่างงานวิจัย ผู้ลงทุน และบริษัทจดทะเบียน

เครือข่าย UHC Consortium มีกลไกสนับสนุนสามด้าน ได้แก่ UHC Synergy เพื่อรวมเงินทุน UHC Venture Builder เพื่อรวมความสามารถในการพัฒนาธุรกิจ และ UHC Innovation Catalyst เพื่อเชื่อมธุรกิจกับตลาดและโอกาสเติบโต พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าถึงห้องปฏิบัติการกลาง เครื่องมือ และขอใช้สิทธิในเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปพัฒนาต่อ ศ.ดร.ยศชนัน ยังสนับสนุนให้ภาครัฐ บริษัทขนาดใหญ่ และผู้ลงทุนร่วมกันจัดกิจกรรมค้นหาโจทย์ พัฒนาทีม และบ่มเพาะธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การลงทุน และการขยายตลาด

อีกแนวทางในการสนับสนุนธุรกิจคือการนำเทคโนโลยีพื้นฐานไปใช้ได้หลายอุตสาหกรรม ศ.ดร.ยศชนัน ยกตัวอย่างเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ที่อาจเชื่อมกับอุตสาหกรรมอวกาศและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทสร้างรายได้ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่ยังต้องผ่านขั้นตอนทดสอบและขออนุญาต ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า การพัฒนา AI การแพทย์ต้องอาศัยทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ผู้ประกอบการ และผู้ลงทุนที่พร้อมเรียนรู้ร่วมกัน โดยเปิดรับความร่วมมือจากต่างประเทศและสนับสนุนแนวทางวิทยาศาสตร์แบบเปิด เพื่อใช้ที่ตั้งและความเชื่อมโยงของไทยกับประเทศรอบข้างพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางวิจัยและนวัตกรรมการแพทย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ส.อ.ท. นำ 16 ผู้ประกอบการโชว์แอปพลิเคชัน AI ในงาน SWITCH สิงคโปร์

IamStrong แพลตฟอร์มหางานวัย 55+ ผ่าน LINE เชื่อมคนมีประสบการณ์กับนายจ้าง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar