TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกColumnistกิโยติน กฎหมายไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของชาติในอนาคต

กิโยติน กฎหมายไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของชาติในอนาคต

ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติเกือบ 1,400 ฉบับ และมีกฎหมายลำดับรองหลาย 100,000 ฉบับ และยังมีระเบียบ กฎเกณฑ์ อื่น ๆ  อีกมากมาย ซึ่งกฎหมายจำนวนมากเหล่านี้ บางฉบับมีการใช้งานมานานมากกว่า 80 ปี จนบัดนี้ยังคงใช้งาน ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น ทั้งที่กฎหมายบางฉบับเป็นภาระกับประชาชน ล้าสมัย เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจด้วย

ก่อนหน้านี้ พ.ศ.2561 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เสนอให้ทดลองโครงการนำร่อง Pilot Project ชื่อโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการ (Thailand’s Simple and Smart License) ด้วย Regulatory Guillotine เป็นการนำกฎหมายมาสังคายนา เพื่อปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ ลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยจ้างให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มารับผิดชอบบริหารโครงการ และให้ สก๊อต เจคอบ (Scott Jacobs) ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำ Regulatory Guillotine ให้กับรัฐบาลต่างประเทศ มากกว่า 10 ประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม โครเอเชีย เม็กซิโก และการปฏิรูปกฎเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (Foreign Exchange Regulation Reform) ให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาเป็นที่ปรึกษาโครงการ

ทดลองนำกฎหมายที่ศึกษาทั้งสิ้นมี 1,094 กระบวนงาน จาก 16 กระทรวง 47 กรม มีจำนวน 1,026 กระบวนงาน (ร้อยละ 85) เกิดจากกฎระเบียบ ที่ไม่จำเป็นหรือล้าสมัย ซึ่งหากภาครัฐยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายดังกล่าวตามข้อเสนอจากผลการศึกษา จะช่วยให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจประหยัดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายได้ถึง 133,816 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เท่ากับช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้

หนึ่งในที่ปรึกษาคณะทำงานด้านเศรษฐศาสตร์ ของโครงการนี้ คือ ดร. เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อดีตผู้อำนวยการวิจัย ด้านบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบัน TDRI  ได้กล่าวไว้ว่า “ เราเสนอให้มีการเปลี่ยนการ “อนุญาต” หลายฉบับเป็นการ “แจ้ง” ซึ่งจะส่งผลให้ภาคเอกชนและประชาชนประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทำให้ไม่มีการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการพิจารณาอนุญาตและภาครัฐก็สามารถประหยัดทรัพยากรในการพิจารณาคำขออนุญาตที่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้วได้มากขึ้น”

จากการทบทวนกฎหมายจากโครงการ ทำให้ทราบว่าประเทศไทย มีกฎหมายจำนวนมากที่ต้องยกเลิกการใช้งาน กฎหมายบางส่วนจำเป็นต้องมีการปรับปรุงใหม่ ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งยังต้องลดความทับซ้อนด้วยการเขียนใหม่รวบเอากฎหมายหลายข้อเข้าไว้ด้วยกัน มีจำนวนน้อยมากที่สามารถคงไว้เช่นเดิม

ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในฐานะหน่วยงานภาครัฐด้านตลาดทุน  เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ จึงกำหนดยุทธศาสตร์ที่ 4 Enabling regulatory framework & connectivity ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ ของ ก.ล.ต. (พ.ศ. 2564 – 2566) มีโครงการสำคัญคือปรับปรุงกฎเกณฑ์ (Regulatory Guillotine) เช่นกัน ด้วยการทบทวนกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันและมีเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นให้แก่ภาคธุรกิจ

ปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้ดำเนินโครงการ Regulatory Guillotine อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้นกว่า 80​​ โครงการย่อยที่ครอบคลุมทุกด้านของตลาดทุน ซึ่งจะทยอยดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงปี 2563 – 2565 และจากการประเมินในเบื้องต้นคาดว่า หากแล้วเสร็จครบทุกโครงการจะช่วยลดภาระและต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้มากกว่า 230 ล้านบาทต่อปี ลดระยะเวลาดำเนินการได้มากกว่า 1.68 แสนชั่วโมงต่อปี และลดจำนวนกระดาษได้มากกว่า 2 ล้านแผ่นต่อปี 

ในต่างประเทศ เช่น ประเทศเกาหลีใต้ ได้นำกฎหมาย ประเภทกฎ ระเบียบ ที่มีอยู่  11,125 ฉบับ มาทำการปฏิรูปกฎหมาย มีการยกเลิกกฎหมายไปทั้งสิ้น 48.8% และมีการนำกฎหมายมาปรับปรุงแก้ไข 21.7% สามารถลดกระบวนงาน 1,066,200 งานและลดต้นทุนได้มาก ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) บวกเพิ่ม 4.4%  

ประเทศเวียดนาม นำกฎหมายประมาณ 5,421 ฉบับ มาทำการปฏิรูปกฎหมาย โดยทำการยกเลิกกฎหมาย 8.8%  มีกฎหมายที่ปรับปรุง เพื่อทำให้ได้รับความสะดวกขึ้น 77%  หลังจากที่ปฏิรูป เวียดนามสามารถลดต้นทุนการทำธุรกิจได้ปีละ 1.4 พันล้านดอลล่าร์ 

ประเทศโครเอเชีย นำกฎหมายประเภทกฎ ระเบียบ การทำธุรกิจ  จำนวน 1,451 ฉบับมาทำการปฏิรูป มีกฎหมายถูกยกเลิก 15% และปรับปรุงกฎหมายให้มีความง่ายและสะดวก ขึ้น 10% ทำให้ประเทศสามารถลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจลงได้ 65.6 ล้านดอลล่าร์ต่อปี เท่ากับ 0.13% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP)

สำหรับประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้านเศรษกิจมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ไม่ว่ารัฐบาลออกหลายมาตรการเพื่อเยียวยาผลกระทบ แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจภาคเอกชนไม่อาจเพิ่มยอดขายได้ ทางออก คือ  การลดต้นทุนการประกอบการ

ต้นทุนสำคัญและลดได้ยาก คือ ต้นทุนจากกฎระเบียบ เกิดจากกฎระเบียบและใบอนุญาตที่ไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนและไม่เข้ากับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

ภาคธุรกิจและภาคประชาชนติดปัญหารับภาระต้นทุนต่อปี สูงมาก จากการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาครัฐเช่นกัน ดังนั้นการปฎิรูปกฎหมายจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น รวมทั้งยังเอื้อให้ต่างประเทศอยากเข้ามาลงทุนอีกด้วย

หากเรายังไม่ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย รังแต่จะทำให้ประเทศชาติไม่สามารถเพิ่มขึดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ไม่เท่าทันนวัตกรรมใหม่ ๆ และสังคมโลกได้

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ