TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Columnist ‘จีน’ มหาอำนาจรายใหม่ เตรียมชิงชัยเป็นเบอร์ 1 ของโลก

‘จีน’ มหาอำนาจรายใหม่ เตรียมชิงชัยเป็นเบอร์ 1 ของโลก

Centre for Economics and Business Research (CEBR) คาดการณ์ไว้ ว่า…จีนจะเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกปี 2571 เร็วขึ้น 5 ปีจากมุมมองที่เคยคาดการณ์ไว้

CEBR จากสหราชอาณาจักร บอกอีกว่า GDP ของจีนจะเติบโตปีละ 5.7% จนถึงปี 2568 และเหลือ 4.5% ต่อปี ช่วง 2569-2573

ประเทศที่จีนกำลังจะล้มแชมป์ คือ สหรัฐฯ โดย CEBR รายงานว่า GDP สหรัฐฯ จะโตเพียง 1.9% ช่วงปี 2565-2567 และเหลือ 1.6% หลังจากนั้น

หากยกตัวเลขเศรษฐกิจ ปี 2563 แบบเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด ระหว่างสหรัฐฯ และจีน พบว่า มูลค่า GDP ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 20.93 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจจีนอยู่ที่ 14.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

จีนตามหลังสหรัฐฯแบบหายใจรดต้นคอเพียงแค่ 6.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

แต่ถ้าวัดกันที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ แน่นอนว่าจีนนำมาและมีโอกาสจะแซงสหรัฐฯได้ไม่ยากเหนือสิ่งอื่นใด…จีนยังมีปัจจัยพื้นฐานหลายด้าน ที่เอื้อให้มูลค่าเศรษฐกิจขยายตัวไปได้อีกไกล  

บทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จัก ‘จีน’ ใน 2 แง่มุม คือ เศรษฐกิจและตลาดหุ้น เพื่อให้คุณเห็นศักยภาพของจีน ที่กำลังจะเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และนี่อาจจะเป็นโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญในอนาคต

‘จีน’ เติบใหญ่แค่ไหน

ความจริงที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก คือ จีนมีความใหญ่ด้วยขนาดและจำนวนประชากรและความยิ่งใหญ่นี้เอง จีนจะปั้นตัวเองพัฒนาประเทศให้เติบโตไปทิศทางไหนก็ได้

ด้วยการเมืองแบบคอมมิวนิสต์พรรคเดียวของจีน เพิ่งเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจ กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นี่คือ 3 เหตุผลที่ส่งให้จีนกลายเป็นประเทศเกิดใหม่ และกำลังเป็นคู่แข่งอันน่ากลัวของบรรดากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

  1. ประชากรกว่า 1,400 ล้านคนตลาดบริโภคขนาดใหญ่

จีนมีประชากรมากที่สุดในโลก แม้ปัจจุบันอัตราการเกิดจะลดลง เนื่องจากโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป แต่ด้วยจำนวนประชากรขนาดนี้ยังสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกมาก

ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2563 ระบุว่า สัดส่วนการบริโภคภาคประชาชนคิดเป็น 54.3% ต่อ GDP จีน ลดลงจากสัดส่วน 57.8% ในปี 2562 ชะลอตัวเนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19

เมื่อดูสัดส่วนการบริโภคย้อนหลัง 10 ปีพบว่า อยู่เฉลี่ย 50-55% มาโดยตลอด เนื่องจากความแตกต่างด้านรายได้ระหว่างประชากรที่อยู่ในเมืองใหญ่กับชนบท

รายงานจาก China-Britain Business Focus พบว่า รายได้เฉลี่ยประชาชนในชนบทยังต่ำกว่าคนที่อยู่ในเมืองมากถึง 61% ในปี 2563 และ 40% ของประชากรจีนยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท คิดเป็นสัดส่วน 22% ของการบริโภคภาคประชาชน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การบริโภคภาคประชาชนยังต่ำ ขณะที่ช่องว่างรายได้ระหว่างคนเมืองกับชนบทยังแตกต่างกันมาก

ภาพใหญ่เหล่านี้สะท้อนอะไรบ้าง…

  • เป้าหมายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คือ ต้องการนำพาประชาชนหลุดพ้นความยากจน โดย Li Keqiang นายกรัฐมนตรี บอกว่า จีนยังคงมีประชาชน 600 ล้านคนที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 1,000 หยวนซึ่งรายได้ระดับนั้นไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่าห้องในเมืองได้ 
  • กลุ่ม 600 ล้านคนนี้เอง คือ ความท้าทายของรัฐบาลจีนและการใช้นโยบายต่างๆ เพื่อผลักดันให้พวกเขาหลุดพ้นความยากจนในอนาคตได้ 
  • ถ้าจีนสามารถลดช่องว่างรายได้ระหว่างคนเมืองกับชนบท ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ว่า จะหลุดพ้นความยากจนและเป็นประเทศรายได้สูง เมื่อถึงเวลานั้นสัดส่วนภาคการบริโภคต่อ GDP จะสูงขึ้นมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมากขึ้น
  1. พรรคการเมืองเดียวผลักดันนโยบายต่อเนื่อง

ปัจจุบันจีนเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 14 (2564-2568) เป็นแผนที่ทำทุก ๆ 5 ปี จีนเริ่มใช้แผนฉบับที่ 1 เมื่อปี 2496 จากนั้นก็เดินหน้าจัดทำแผนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับแผนฉบับที่ 14 มีจุดเด่นเรื่องยุทธศาสตร์วงจรคู่ (Dual Circulation) เป็นการเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการจ้างงาน ปฏิรูปอุปทานในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากนอกประเทศ เช่น การส่งออก

ที่มาของแผนปัจจุบัน คือ จีนกำลังถูกสหรัฐฯและผู้นำโลกคว่ำบาตรดังนั้นการพัฒนาประเทศเพื่อให้ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง เป็นทางออกที่จีนจะรักษาจุดแข็งและความเป็นมหาอำนาจของตัวเองไว้ได้

นอกจากนี้ จีนจะเน้นการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้มีนวัตกรรมทัดเทียมและล้ำหน้ากว่าผู้นำโลก และพัฒนาภาคการเกษตรเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชนบท โดยจีนมีเป้าหมาย คือ การทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี ในช่วงระยะเวลา 5 ปี

ด้วยนโยบายที่หนุนให้เกิดการเติบโตภายในประเทศ เน้นสร้างงาน สร้างรายได้ คงต้องมาดูกันว่า จบแผนฉบับที่ 14 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้หรือไม่

จุดที่น่าสนใจ คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเดินหน้าผลักดันประเทศมาต่อเนื่อง 100 ปีแล้ว และกำลังจะก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 2 ดังนั้นเสถียรภาพทางการเมืองจีนมีสูงมากเป็นเครื่องยืนยันว่าการผลักดันนโยบายใดๆไม่ขาดตอนแน่นอน 

  1. กลยุทธ์ Soft Power เน้นผูกมิตรมากกว่าสร้างศัตรู

จีนเดินหน้ากลยุทธ์ Soft Power มาโดยตลอด เช่น การเข้าไปให้ช่วยเหลือให้เงินกู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา

แน่นอนว่า การเข้าไปของจีนย่อมต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนกลับมา อาจจะเป็นการเปิดบริษัทจีนเข้าไปลงทุน หรือนำเข้าสินค้าจากจีน 

ตัวอย่างล่าสุด คือ การส่งออกวัคซีนป้องกัน Covid-19 ให้นานาประเทศมีทั้งบริจาคและเสียเงินเป็นการพลิกบทบาทเป็นผู้ให้ใช้แนวทางการทูตวัคซีน ส่งผลให้นานาประเทศมองจีนเป็นมิตรมากขึ้น เช่น ไทย ลาว และกัมพูชา

บางครั้งการใช้ท่าทีการทูตแบบแข็งกร้าว กรณีเสริมกำลังทหารและอำนาจเหนือทะเลจีนใต้ อาจจะทำให้นานาประเทศแสดงท่าทีไม่พอใจและไม่ต้อนรับจีนได้ 

ดังนั้นกลยุทธ์ Soft Power ด้วยวัคซีน และแนวทางอื่น ๆ ในอนาคต จะเป็นการส่งเสริมให้การขยายอิทธิพลของจีน อย่างยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) ที่ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา เป็นไปได้ง่ายขึ้น

‘ตลาดหุ้นจีน’ น่าลงทุนอย่างไร

‘ตลาดหุ้นจีน’ บนแผ่นดินใหญ่มี 2 แห่ง คือ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange: SSE) กับเซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange: SZSE) 

เนื่องจากเป็นประเทศใหญ่ มีสกุลเงินหลัก คือ หยวน แต่ยังมีตลาดหุ้นอื่น ๆ นอกแผ่นดินใหญ่ เช่น ฮ่องกงและไต้หวัน ที่เปรียบเสมือนเขตการปกครองพิเศษ ต่างมีสกุลเงินเป็นของตัวเอง 

ดังนั้น ตลาดหุ้นจีนจึงมีหุ้นหลายกลุ่มและดัชนีอ้างอิงมากมาย รวมทั้งซื้อขายกันหลายสกุลเงินอีกด้วย เช่น A-share (บริษัทจีน ใช้สกุลเงินหยวน) B-share (บริษัทจีน ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) H-share (บริษัทจีน ซื้อขายและใช้สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกง) และ US-ADR (บริษัทจีน ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ) 

Red-chip บริษัทจัดตั้งบริษัทนอกประเทศจีน โดยรัฐบาลจีนจะเป็นผู้ถือหุ้น ส่วน P-chip จัดตั้งบริษัทนอกประเทศจีน แต่เป็นบริษัทเอกชนของจีน ทั้ง 2 กลุ่มนี้ซื้อขายที่ตลาดหุ้นฮ่องกง (HKEX)

  1. มาร์เก็ตแคปเล็กเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจ

อย่างที่เราได้พูดถึงตอนต้น มูลค่าเศรษฐกิจจีนยังตามสหรัฐฯ สำหรับตลาดเงินตลาดทุน มาร์เก็ตแคป ‘ตลาดหุ้นจีน’ เป็นแบบนั้นด้วยเช่นกัน

สหรัฐฯ ยังครองแชมป์โลก ด้วยมาร์เก็ตแคป 40.74 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ้นปี 2563 

ความน่าสนใจอยู่ที่ตลาดหุ้นจีน เพราะไต่มาร์เก็ตแคปจนแซงหน้าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (Developed Market) ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฮ่องกง สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมัน และแคนาดา และมาอยู่ที่อันดับ 2 ในฐานะตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market)

สิ้นปี 2563 ตลาดหุ้นจีนมีมาร์เก็ตแคป 12.22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราวๆ 28.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อมองภาพใหญ่มูลค่าเศรษฐกิจจีนสามารถแซงหน้าสหรัฐฯ ได้ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากขับเคลื่อนด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่าหลายเท่า แต่สำหรับมาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นจีน…ยังตามสหรัฐฯ อีกเกือบ 3 เท่า แม้จะเป็นเบอร์ 2 ของโลกก็ตาม

ด้วยช่องว่างที่ห่างกันมากกลับเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน…สะท้อนว่า ยังมีหุ้นจีนอีกหลายร้อยตัวที่น่าสนใจ ราคายังต่ำกว่าพื้นฐาน ทำให้มาร์เก็ตแคปยังเล็กมาก  เมื่อเทียบกับคุณภาพกิจการที่กำลังโตไปตาม GDP ของประเทศ

ตลาดหุ้นจีนที่ประกอบด้วย SSE และ SZSE มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 4,154 บริษัท ณ สิ้นปี 2563

  1. สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยน้อย

ตลาดหุ้นจีนมีนักลงทุนรายย่อย 177.77 ล้านบัญชีสิ้นปี 2563 เพิ่มขึ้นประมาณ 11.28% จากปีก่อนหน้า 

จำนวนบัญชีนักลงทุนรายย่อยคิดเป็นสัดส่วนราว ๆ 22% ของมาร์เก็ตแคป สิ้นปี 2563 แต่อีกมากกว่า 70% เป็นบัญชีนักลงทุนสถาบันในประเทศ และน้อยกว่า 10% เป็นบัญชีนักลงทุนต่างชาติ

แต่นักลงทุนรายย่อยยังคงมีสัดส่วนประมาณ 80% ของปริมาณการซื้อขายทั้ง SSE และ SZSE เรียกได้ว่า ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนต่อตลาดหุ้นจีน

จำนวนบัญชีนักลงทุนรายย่อยของจีนคิดเป็น 12.35% จำนวนประชากรทั้งหมด ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นจีน  

  1. ราคาหุ้นถูกเป็นจังหวะที่ดี

ดูความถูกแพงของหุ้นอย่างง่าย…ก็วัดกันที่ค่า Price-to-earnings (P/E) Ratio แบ่งเป็น Trailing P/E Ratio วัดความถูกแพงจากกำไรที่เกิดขึ้นในอดีต ส่วน Forward P/E Ratio วัดความถูกแพงจากกำไรในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

สิ้นปี 2563 ตลาดหุ้นจีนมี Trailing P/E Ratio อยู่ที่ 16.39 เท่า ส่วน Forward P/E Ratio อยู่ที่ 13.26 เท่า

นั่นหมายความว่า ปัจจุบันราคาหุ้นจีนก็ไม่ได้แพงมาก ถ้าจะลงทุนระยะยาว ในอนาคตบริษัทจดทะเบียนในจีนมีศักยภาพทำกำไรให้เติบโตได้ดังนั้นราคาหุ้นจีนที่ลงทุนอยู่ปัจจุบันมีแนวโน้มคุ้มค่ามากขึ้นในอนาคต

และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน หุ้นจีนยังถูกกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว หรือเทียบกับตลาดหุ้นอินเดียที่อยู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่เหมือนกัน ราคาหุ้นจีนก็ยังถูกกว่า

  • สหรัฐฯ Trailing P/E Ratio อยู่ที่ 35.59 เท่า และ Forward P/E Ratio อยู่ที่ 22.40 เท่า
  • ญี่ปุ่น Trailing P/E Ratio อยู่ที่ 22.53 เท่า และ Forward P/E Ratio อยู่ที่ 18.17 เท่า
  • แคนาดา Trailing P/E Ratio อยู่ที่ 26.80 เท่า และ Forward P/E Ratio อยู่ที่ 16.18 เท่า
  • สหราชอาณาจักร Trailing P/E Ratio อยู่ที่ 17.55 เท่า และ Forward P/E Ratio อยู่ที่ 14.09 เท่า
  • อินเดีย Trailing P/E Ratio อยู่ที่ 38.45 เท่า และ Forward P/E Ratio อยู่ที่ 23.90 เท่า

สำหรับ Trailing P/E Ratio สิ้นปี 2563 ตลาดหุ้นทั่วโลก อยู่ที่ 27.03 เท่า ตลาดหุ้นพัฒนาแล้วอยู่ที่ 28.86 เท่า และตลาดหุ้นเกิดใหม่อยู่ที่ 21.26 เท่า

ตลาดหุ้นจีนก็ยังถูกกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นทั่วโลก… 

เมื่อดูจากค่า P/E Ratio แล้ว สรุปได้ว่า บริษัทจีนมีโอกาสที่จะทำกำไรได้เพิ่มขึ้นจากพื้นฐานปัจจุบันนั่นเองถ้าจะเข้าลงทุนราคาหุ้นก็ยังไม่แพงยิ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ก็ทำให้คุณมีโอกาสได้หุ้นราคาถูกไว้ในมือ รอให้เติบโตในอนาคต

นี่คือ 2 แง่มุมใหญ่ๆ ที่ฉายภาพความแข็งแกร่งของ ‘จีน’ พร้อมชี้ให้เห็นว่า หากคุณเป็นนักลงทุนสาย VI (Value Investing) และอยากจัดพอร์ตลงทุนระยะยาวในประเทศที่มีศักยภาพและมีอนาคตไกล จีน…อาจจะเป็นคำตอบให้คุณ

เกี่ยวกับ Jitta Wealth

Jitta Wealth คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นสตาร์ตอัพ WealthTech แห่งแรกของไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง กำกับโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01

ปัจจุบัน Jitta Wealth บริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล 3 นโยบาย คือ 

  • Jitta Ranking ลงทุน ‘หุ้นดีราคาถูก’ ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐฯ เวียดนาม และจีน รวมทั้งหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ
  • Global ETF ลงทุน ETF ในพันธบัตรและหุ้นจากทุกมุมโลก ผ่าน 3 แผน 3 ความเสี่ยง ได้แก่ พอเพียง สมดุล และเติบโต
  • Thematic ลงทุน ETF ในธีมการลงทุนต่างๆ และตลาดหุ้นอนาคตไกล ปัจจุบันมี 16 ธีม และจะเพิ่มธีมการลงทุนอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง

คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://jittawealth.com/ 

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

ทรู ดิจิทัล ส่ง True Farm เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ พลิกวงการเกษตรไทย

ทรู ดิจิทัล ร่วมทรานส์ฟอร์มอุตสาหกรรมการเกษตร เปิดตัวโซลูชัน “ทรู ฟาร์ม” เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะครบวงจร ดึงศักยภาพเครือข่าย 5G และเทคโนโลยี IoT, Blockchain และ Cybersecurity

JNFT เปิดตัวโปรเจกต์ “Portraits by Sakwut” ครั้งแรกกับการวาดภาพเหมือนในรูปแบบดิจิทัล

บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด และ PixelPaint เดินหน้าสร้างประสบการณ์ NFT มิติใหม่ จับมือศิลปินร่วมสมัยแถวหน้าของเมืองไทย “ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี” เปิดตัวโปรเจกต์ “Portraits by Sakwut”

กทม. หารือ Google เตรียมจัดทำ “ห้องเรียนต้นแบบ” ใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษา

กรุงเทพมหานคร โดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พร้อมด้วย ศานนท์ หวังสร้างบุญ และผู้เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกับบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อหารือความร่วมมือและการสนับสนุนด้านการศึกษา

เริ่มแล้ววันนี้! Acer Day 2022 แคมเปญประจำปีระดับภูมิภาค ร่วมสนุก ลุ้นรับโน้ตบุ๊กรักษ์โลก พร้อมโปรโมชันมากมาย

เอเซอร์จัดแคมเปญประจำปี Acer Day พบโปรโมชัน และกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้ธีม ‘Make Your Green Mark’ เน้นย้ำถึงความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เทเลนอร์-ซีพี ทุ่ม 7.3 พันล้าน หนุนสตาร์ตอัพ สร้างประโยชน์เพื่อผู้บริโภคชาวไทย

หนึ่งในภารกิจการการสร้าง Telecoms-tech company ระหว่างกลุ่มเทเลนอร์และเครือเจริญโภคภัณฑ์คือ การตั้งกองทุน Venture Capital (VC) ขนาด 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.3 พันล้านบาท

กสิกรไทยเปิดตัว “K PAY LATER” สินเชื่อบุคคล ผ่อนชำระ เริ่มต้นเพียงเดือนละ 11 บาท

ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวบริการ “K PAY LATER” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช้อปตอนนี้จ่ายตอนนู้น” ช่วยคนตัวเล็กที่ช็อตให้มีวงเงินสำรองในการซื้อสินค้าและอุปโภคบริโภคเพื่อการดำรงชีวิต

บางกอกแลนด์ ทุ่ม 4,000 ล้าน เซ็นสัญญาโครงการ “รถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี”

บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ลงนามเซ็นสัญญากับ บริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด ใน “โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี” ด้วยเม็ดเงินลงทุนจำนวน 4,000 ล้านบาท

Spark Ignite 2022 ผลักดันผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนสู่ระดับภูมิภาค

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับดีป้า, เอ็นไอเอ, บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป และบริษัท แสนรู้ จำกัด เปิดโครงการการแข่งขัน “Spark Ignite 2022 - Thailand Startup Competition” ประจำปี พ.ศ. 2565

ทรูมันนี่ เปิดจองซื้อหุ้นกู้ CPF, CPALL และ TRUE ผ่านทรูวอลเล็ท เริ่ม 5 ส.ค. นี้

ทรูมันนี่ ขยายบริการทางการเงินตอบโจทย์การลงทุนในยุคดิจิทัล โดยเตรียมเปิดให้นักลงทุนสามารถจองซื้อหุ้นกู้ในเครือเจริญโภคภัณฑ์

โซนี่ไทย เปิดตัว “โซนี่ สโตร์ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต” โชว์รูมแห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด Gadgets Community

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เดินหน้าขยายตลาดบริเวณโซนเหนือของกรุงเทพมหานคร ด้วยการเปิดตัว “โซนี่ สโตร์ ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต” นับเป็นโชว์รูมโซนี่สโตร์สาขาที่ 6 ในประเทศไทย

MUST READ

เอสซีจี เซรามิกส์ ครึ่งปี 65 ยังเติบโตแข็งแกร่งเตรียมผลักดัน สินค้านวัตกรรม และพลังงานทางเลือก

เอสซีจี เซรามิกส์ แถลงผลประกอบการ ครึ่งปีแรก 2565 กำไรเติบโตร้อยละ 4 ยอดขายเติบโตร้อยละ 17 ด้านไตรมาส 2 ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เจอราคาพลังงานและวัตถุดิบหั่นกำไรลดลง มั่นใจกลุ่มลูกค้าหลักในประเทศและต่างประเทศโตได้

KAKAO WEBTOON โชว์สถิติความปังเว็บตูนไทยเรื่องแรก ‘บุพเพสันนิวาส’ ติด Top 5 เทรนด์ทวิตเตอร์

‘คาเคา เว็บตูน ไทยแลนด์’ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคอนเทนต์และเคเว็บตูนชั้นนำของเกาหลี โชว์สถิติสุดร้อนแรงบนโลกโซเชียลของเว็บตูนสุดฮอตแห่งปี ‘บุพเพสันนิวาส’ หลังเปิดตัวกระแสเปรี้ยงพุ่งติด Top 5 เทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย

GWM xEV Charity Drive ที่ มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ บางเลน

กิจกรรม GWM xEV Charity Drive คาราวานยานยนต์ไฟฟ้าการกุศล ด้วยการทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า GWM ไป-กลับ ทำกิจกรรมสร้างกรงให้น้องหมา และคอนโดให้น้องเหมียว รวมถึงนำอาหารสัตว์เลี้ยงไปมอบให้มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (บางเลน)

KBTG ปักหมุด ปี 68 ขึ้นแท่น องค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

KBTG เปิดประตูสู่ยุคทองแห่ง Human First, Universe of Technology สร้างสรรค์อนาคตแห่งการเงินเพื่อสร้างประโยชน์และเพิ่มอำนาจให้กับสังคม

GWM จับมือ สอศ. และ ม. เทคโนโลยีมหานคร สร้างบุคลากรขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพและการเรียนรู้ของเยาวชนไทย จับมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ลงนามบันทึกความร่วมมือ ศึกษา ออกแบบ ตลอดจนสร้างอุปกรณ์ชุดฝึกยานยนต์สมัยใหม่จากรถยนต์จริง
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น