TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Highlight TDRI ค้านควบรวม True-dtac ชี้เสี่ยงผูกขาด ขั้นอันตราย จี้กสทช.ทำหน้าที่

TDRI ค้านควบรวม True-dtac ชี้เสี่ยงผูกขาด ขั้นอันตราย จี้กสทช.ทำหน้าที่

ทีดีอาร์ไอ ออกโรงแสดงความเห็นต่อกรณีการประกาศเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอย่างเท่าเทียม (equal partnership) ระหว่าง บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (dtac) กับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (True) โดยระบุชัดว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ “การควบรวมกิจการ” ที่จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดตลาดอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย

จากเดิมที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยที่มีโครงสร้างกึ่งผูกขาดเพราะจำนวนผู้ให้บริการสัญญาณที่มีน้อยรายอยู่แล้ว (3 ราย) กลายเป็นการผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะค่อนข้างเป็นอันตรายและสร้างความเสียหายต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว 

ฟันธงผูกขาดทั้งในเชิงโครงสร้างและพฤติกรรม

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานมูลนิธิวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า การควบรวมของทรูกับดีแทคจะทำให้เกิดการผูกขาดในระดับอันตราย โดยเมื่อพูดถึงการผูกขาดแล้ว จะมีทั้งการผูกขาดแบบเชิงโครงสร้างและการผูกขาดเชิงพฤติกรรม ซึ่งในกรณีนี้ถือได้ว่าเป็นการผูกขาดเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน 

ทั้งนี้ เมื่อทรูกับดีแทครวมกันจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น 52% ขึ้นแท่นกลายเป็นเจ้าตลาดทันที แต่หากใช้มุมของวิชาการมาอธิบาย ดร.สมเกียรติ ระบุว่า ในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจะมีเครื่องมือวัดความผูกขาดเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า ดัชนีการกระจุกตัว หรือ Herfindahl-Hirschman Index ( HHI) ซึ่งค่าสูงสุดที่ 10,000 จะหมายความว่าอุตสาหกรรมหรือตลาดนั้น ๆ มีการผูกขาดรายเดียว 

สำหรับการควบรวมระหว่างทรูกับดีแทคที่เกิดขึ้นนี้ ดร.สมเกียรติ ชี้ว่า ทำให้ดัชนี HHI ของธุรกิจโทรคมนาคมไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,012 จาก 3,659 หรือเพิ่มขึ้น 1,353 ถือเป็นการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จนเกิดการกระจุกตัวในระดับอันตราย กระทั่งเป็นปัญหาใหญ่ไม่ออกมาท้วงติงไม่ได้

Google ชี้ ASEAN เตรียมพร้อมเข้าสู่ “ทศวรรษแห่งดิจิทัล” คาดมูลค่าเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030

2 ซีอีโอ ย้ำความร่วมมือ True – dtac เพิ่มมูลค่าบริการเทคโนโลยีรับโลกยุคดิจิทัล

ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีผู้เล่นน้อยราย มีการผูกขาดทำให้อำนาจต่อรองของรัฐในฐานะเจ้าของคลื่นสัญญาณลดลง โดยดร.สมเกียรติได้ยกตัวอย่างบทเรียนในอดีตกรณีประมูลคลื่น 3G ที่มีผู้เข้าร่วมประมูล 3 ค่าย จนสามารถประมูลได้ในราคาที่ถูก และเมื่อทางหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขอร้องให้ผู้ประมูลคลื่นทั้ง 3 รายลดราคาให้บริการ กลับไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร  

ใครได้ประโยชน์ – ใครเสียประโยชน์ 

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงผลได้ผลเสีย ดร.สมเกียรติ ชี้ชัดว่า คนที่ได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ คือบรรดาผู้ถือหุ้นของทรู ดีแทค และเอไอเอส เนื่องจากการควบรวมที่ทำให้จำนวนผู้ให้บริการลดลง ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาแข่งขันกันเอง ส่งผลให้สามารถกำหนดราคา และหาช่องทางเพิ่มรายได้อย่างเต็มที่ 

ขณะที่ในส่วนของผู้ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากการควบรวมกิจการครั้งนี้ดูจะมีมากกว่าและครอบคลุมสังคมในวงกว้าง ไล่เรียงตั้งแต่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคทั่วไป และธุรกิจต่าง ๆ ที่มีทางเลือกลดลง บรรดาคู่ค้าของบริษัทโทรคมนาคม ร้านค้าและเหล่าสตาร์ทอัพทั้งหลาย รัฐบาลและผู้เสียภาษี ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจของไทยโดยรวม 

ทั้งนี้ ดร.สมเกียรติ อธิบายว่า ด้วยการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมโลกที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้โทรคมนาคม เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างมากของเทคโนโลยีดิจิทัล เพราะมีบทบาทต่อการพัฒนาและการเข้าถึง โดยที่การดำเนินชีวิต การทำกิจกรรม และการทำธุรกิจล้วนพึ่งพาระบบออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ การปล่อยให้มีการผูกขาดโดยกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจึงกระทบต่อคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง 

กรณีประชาชนทั่วไป คือไร้ทางเลือก กรณีของร้านค้า คือการจำกัดหนทางของการกระจายรายได้ กรณีของสตาร์ตอัพคือ การลดความเป็นไปได้ของการพัฒนานวัตกรรม กรณีของภาครัฐ คือโอกาสในเก็บภาษีนำรายได้เข้าประเทศที่ลดลง เช่น รายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ (6G) ลดลง จนต้องไปขูดเอากับผู้เสียภาษีเพื่อชะลอหนี้สาธารณะ 

และสุดท้ายกรณีของเศรษฐกิจไทยก็คือโครงสร้างการแข่งขันอย่างเสรีของตลาดโดยรวม เนื่องจากผลของการควบรวมกิจการจะทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีต้นทุนสูงขึ้น การประกอบอาชีพ การค้าขายออนไลน์ การเรียนออนไลน์ ฯลฯ จะได้รับผลกระทบทั้งหมด ทำให้ไทยตกขบวนในการก้าวกระโดนไปสู่ประเทศแนวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล 

ในส่วนของเหตุผลที่ทรูกับดีแทคระบุว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ไทยไปแข่งขันในเวทีโลก ดร.สมเกียรติ เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เนื่องจากที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัท ไม่ได้มีการคิดค้นพัฒนาในส่วนที่เป็นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมอย่างจริงจัง เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ระดับโลกอื่น ๆ เช่น หัวเว่ยของจีน  

“ดังนั้น ส่วนที่ผู้ประกอบการประกาศว่าการรวมกันจะทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ขอมองย้อนไปดูว่า ผู้ประกอบการทั้งสองรายยังไม่ได้ทำให้เกิดเทคโนโลยีอะไรใหม่ ๆ แต่เป็นการเพิ่มอำนาจให้เกิดการผูกขาดมากกว่า”

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ในท้ายที่สุดหากการควบรวมกิจการเกิดขึ้นจริง จะทำให้ตลาดโทรศัพท์มือถือหวนกลับไปเหมือนในอดีตเมื่อ 15 ปีที่แล้ว หรือในช่วงปี พ.ศ.2547 ที่มีผู้ประกอบการเพียง 2 ราย ทำให้ราคาค่าบริการอาจปรับตัวสูงขึ้น หรือเกิดแพคเกจที่ไม่เป็นมิตรกับผู้บริโภค เช่น การล็อก IMEI เครื่องโทรศัพท์ทำให้เกิดการบังคับขายพ่วง และยิ่งจะกระทบกับการทำธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจในปัจจุบันมีความจำเป็นต้องพึ่งพาโทรศัพท์มือถือและบริการไร้สายอย่างมาก ดังนั้น ถ้าบริการโทรคมนาคมเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่แค่ 2 ราย ย่อมมีผลกระทบอย่างมากกับผู้บริโภค 

ดร.สมเกียรติ ยังชี้ให้เห็นอีกว่า การควบรวมกิจการของสองยักษ์ใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคมครั้งนี้เข้าข่ายอันตราย และแตกต่างจากการควบรวมกิจการธุรกิจโรงภาพยนตร์หรือเคเบิลทีวีที่ผู้บริโภคสามารถเลือกที่จะไม่ใช้บริการได้ เพราะมีทางเลือกอย่างบริการสตรีมมิงเข้ามาแทน ก่อนอธิบายว่าการควบรวมครั้งนี้จะเข้าข่ายใกล้เคียงกับการควบรวมธุรกิจของเครือโรงพยาบาลเอกชน ที่ประชาชนซึ่งไม่อาจหวังพึ่งบริการโรงพยาบาลรัฐ จนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการเอกชนที่เหลือเพียงไม่กี่ราย 

ทั้งนี้ ประธานทีดีอาร์ไอ ย้ำชัดว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะพัฒนาได้ภายใต้โครงสร้างตลาดที่เปิดเสรีและมีการแข่งขัน พร้อมยกตัวอย่างกรณีของสิงคโปร์ เพื่อนบ้านของไทย ซึ่งมีขนาดและจำนวนประชากรน้อยกว่าไทย แต่กลับมีผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลายสิบราย ทั้งรายใหญ่และรายเล็ก ทั้งการแข่งขันก็ช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อไปได้ 

กสทช.- กขค. มีสิทธิแทรกแซงโดยชอบธรรม

ถามว่ามีหนทางใดบ้างที่จะสามารถจัดการแก้ไขหรือขัดขวางการควบรวมในครั้งนี้ได้หรือไม่ ดร.สมเกียรติ ย้ำชัดว่ามี ทางดำเนินการด้วยการผ่านองค์กรอิสระในสังกัดของรัฐอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีหน้าที่ต้องเพิ่มการแข่งขันในตลาด และลดการผูกขาด และสำนักการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งมีหน้าที่ในการกลั่นกรองการควบรวมอย่างเข้มงวด 

ดังนั้น เหตุผลที่อ้างว่า กสทช.ไม่มีสิทธิหรือมีอำนาจในการแทรกแซงก้าวก่ายการควบรวมกิจการระห่างทรูกับดีแทคที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จึงไม่สมเหตุสมผล

“กสทช. มีหน้าที่ในการดูแลไม่ให้เกิดการผูกขาด จึงควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเรียกว่าอะไร ผลที่ได้เหมือนกัน คือทำให้เหลือผู้ประกอบการน้อยรายลง การที่กสทช.จะมาบอกว่าไม่มีอำนาจในการควบคุมไม่ให้เกิดการควบรวมกิจการ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เป็นแค่ข้ออ้าง ทั้งนี้ ถ้ากสทช.จะเน้นไปที่บทบาทการกำกับดูแลการให้บริการเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอาจจะทำได้ยาก หากไม่มีข้อมูลเช่นเดียวกับผู้ให้บริการ ซึ่งในกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมมีกฎหมายเกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ กฎหมายการประกอบกิจการโทรคมนาคม และกฎหมายแข่งขันทางการค้า กสทช. มีอำนาจในการกำหนดมาตรการป้องกันการการควบรวมกิจการได้”

อย่างไรก็ดี ถ้ากสทช. ยังยืนกรานว่าไม่มีอำนาจ ประเทศไทยก็ยังมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดการแข่งขันทางการค้า โดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สามารถเข้ามามีอำนาจในการกลั่นกรองและดูแลแทนได้

ขณะเดียวกัน ดร.สมเกียรติ กล่าวย้ำว่า แม้คณะกรรมการกสทช.ชุดปัจจุบันจะเป็นชุดรักษาการ แต่ก็ยังสามารถและยังคงต้องทำงานเพื่อปูทางเตรียมไว้รอให้คณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาดำเนินการ เพื่อให้ทันการณ์ โดยหากถึงเวลาผู้ประกอบการมายื่นเอกสารขอควบรวมกิจการโดยที่ กสทช. ไม่มีมาตรการรองรับก็จะเป็นกรณีที่ไม่มีความพยายามบังคับใช้กฎหมายที่ตัวเองมีอำนาจอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่ค่อนข้างเร่งรัด สิ่งที่กสทช.ควรเร่งทำเวลานี้ คือ การออกกฎหมายลูกให้รัดกุมเพียงพอ เพื่อตรวจสอบการควบรวมกิจการให้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ภาครัฐเองก็สามารถเข้ามามีบทบาทช่วยส่งเสริมสนับสนุนการทำงานของกสทช.ได้ ผ่านการออกนโยบายกำกับต่าง ๆ 

“ที่ผ่านมา การปรับแก้กฎหมายทำให้การกำหนดนโยบายไปอยู่ที่กระทรวงเศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนการกำกับดูแลมาอยู่ที่ กสทช. เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลเห็นว่าตลาดมีแข่งขันไม่พอ รัฐบาลสามารถดำเนินการได้หลายอย่าง อย่างแรกคือการแก้กฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคมที่บอกว่าห้ามต่างชาติถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ปลดล็อกตัวนี้ มีนโยบายกำหนดออกมาให้กสทช. มีการประมูลคลื่นที่จัดนโยบายให้เกิดรายใหม่ เป็นต้น” ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้าย

STAY CONNECTED

6,910แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

ก.พลังงาน เตรียมจัดงาน Future Mobility Asia 2022 ปูทางไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชีย

งานนิทรรศการครั้งแรกที่จัดแสดงแนวคิด นวัตกรรม เทคโนโลยี และโซลูชันด้านยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างครอบคลุม

ซิปโซ่ท้อปปิคอลดริ๊ง เปิดตัว ‘ซิปโซ่’ ข้าวต้มข้าวกล้องหอมมะลิ พร้อมจำหน่ายใน 7-11

ชูจุดขายใช้นวัตกรรม ช่วยคงความหอมและคุณประโยชน์ทางโภชนาการ

เสือลำบาก “เศรษฐกิจแย่-การเมืองยุ่ง”

ขณะที่เรากำลังเผชิญภาวะราคาสินค้าหลายๆตัวขยับเพิ่มสูงขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกพุ่งกระฉูด

MG เปิดเกมรุก สร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจร พร้อมดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทัดเทียมตลาดโลก

เอ็มจี ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำสัญชาติจีนเปิดเกมรุกเตรียมสร้างระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไทยแบบครบวงจร ไล่เรียงตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แบตเตอร์รี ไปจนถึงปลายน้ำ

แอร์บัส – NTT DOCOMO – SKY Perfect JSAT ร่วมกันศึกษาบริการการเชื่อมต่อไร้สายทั่วโลกบนอวกาศ

ความร่วมมือในการเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมใช้งานบริการเชื่อมต่อจากเทคโนโลยี High-Altitude Platform Stations (HAPS) แห่งอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเชื่อมต่อไร้สายบนอวกาศในอนาคต

วีโร่ ลงนามปฏิญญา Clean Creatives

ประกาศจุดยืนร่วมต่อต้านการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

Amazon Global Selling หนุน SME ไทยโตตลาดโลก

งานประชุม Amazon Global Selling Thailand Seller Conference ในรูปแบบสัมมนาออนไลน์ของ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ผ่านไปด้วยความสำเร็จ โดยมี SME ไทยกว่า 5,000 รายให้ความสนใจและเข้าร่วมงาน

foodpanda เปิดตัวหมี “เปาเปา” ส่งแคมเปญออนไลน์ เจาะกลุ่มผู้ใช้งานทั่วประเทศ

ฟู้ดแพนด้า ฉลองครบรอบ 10 ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เปิดตัว “เปาเปา”

แชฟฟ์เลอร์ – ม.บูรพา ขับเคลื่อน EEC Automation Park ผ่านศูนย์การเรียนรู้/ฝึกอบรมอุตสาหกรรม 4.0 และ 5G

แชฟฟ์เลอร์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาคธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับมหาวิทยาลัยบูรพา ขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ อีอีซี ออโตเมชั่น พาร์ค (EEC Automation Park)

เมื่อขาใหญ่ Binance จับมือ GULF บุกตลาดคริปโทฯ ในไทย

ข่าวการประกาศความร่วมมือระหว่าง GULF กับ Binance บริษัทซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างแรงกระเพื่อมอีกครั้งสำหรับวงการการเงินดิจิทัลของไทย

MUST READ

7 เทรนด์ที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัย และการยืนยันตัวตน ปี 2565

HID Global ได้วิเคราะห์ว่า 7 หัวข้อต่อไปนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศความสำเร็จปี 2564 โชว์ยอดขายทั่วโลกทะลุ 1.28 ล้านคัน

ปักธงผู้นำด้าน xEV ในไทยด้วยยอดขาย 3,702 คัน ปลุกกระแสรถยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่ในวงการยานยนต์ไทย

แอร์บัส – NTT DOCOMO – SKY Perfect JSAT ร่วมกันศึกษาบริการการเชื่อมต่อไร้สายทั่วโลกบนอวกาศ

ความร่วมมือในการเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมใช้งานบริการเชื่อมต่อจากเทคโนโลยี High-Altitude Platform Stations (HAPS) แห่งอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเชื่อมต่อไร้สายบนอวกาศในอนาคต

Amazon Global Selling หนุน SME ไทยโตตลาดโลก

งานประชุม Amazon Global Selling Thailand Seller Conference ในรูปแบบสัมมนาออนไลน์ของ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ผ่านไปด้วยความสำเร็จ โดยมี SME ไทยกว่า 5,000 รายให้ความสนใจและเข้าร่วมงาน
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น