TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Business สวพส. เปิดจำหน่ายเมล็ดกัญชง สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่

สวพส. เปิดจำหน่ายเมล็ดกัญชง สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. แจงขั้นตอนและเงื่อนไขวิธีการจำหน่ายเมล็ดกัญชง (Hemp) ที่จะจำหน่ายในปี พ.ศ.2564 จำนวน 2 พันธุ์ คือ RPF1 และ RPF3 จำนวนประมาณ 5,600 กิโลกรัม ประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์รับรองสำหรับปลูกและเมล็ดสำหรับบริโภค พร้อมเผยราคาจำหน่าย ซึ่งอยู่ระหว่าง 250-750 บาท/กก. มีเป้าหมายจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมของโครงการหลวงและสวพส. หน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนที่ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสวพส. หน่วยงานของรัฐ และบุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคล

ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หลังจากที่กฏหมายได้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองกัญชงได้ โดยจะเปิดรับการสั่งซื้อระหว่างวันที่ 26 เม.ย. 64 – วันที่ 5 พ.ค.64 ซึ่งผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ของ สวพส. ได้ที่ : https://www.hrdi.or.th/

-กัญชง … จะเป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต ยังขึ้นกับหลายเงื่อนไข
-กัญชา/กัญชง มีอะไรมากกว่าที่คิด

วิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ร่วมกับ มูลนิธิโครงการหลวง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วิจัยและพัฒนากัญชง (Hemp) เพื่อให้เป็นพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการพัฒนาพันธุ์กัญชงจำนวน 4 พันธุ์ คือ RPF1, RPF2, RPF3 และ RPF4 สำหรับการปลูกเพื่อผลิตเส้นใย โดยทุกพันธุ์ ที่มีปริมาณสารเสพติด (THC) 0.2% ซึ่งต่ำกว่าที่กฏหมายกำหนด มีเปอร์เซ็นต์เส้นใย 12-14.7% และมีปริมาณสารที่เป็นประโยชน์ (CBD) 0.8-1.2% และได้ขึ้นทะเบียนพันธุ์กับกรมวิชาการเกษตร ในปี พ.ศ. 2554 และพันธุ์ดังกล่าวจัดเป็นเมล็ดพันธุ์รับรองตามกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 เฉพาะเฮมพ์ พ.ศ.2559

เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศ “กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp) พ.ศ.2563” และ “ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2563” มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองกัญชงได้ โดยส่วนของกัญชงที่ไม่จัดเป็นยาเสพติด ได้แก่ ใบ เมล็ด (seed และ grain) ราก ลำต้น และสารสกัด CBD ที่มี THC ต่ำกว่า 0.2% เป็นผลให้ความสนใจในการทดลองปลูก และศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกัญชง เพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่ยังไม่มีการผลิตเมล็ดกัญชงไว้ล่วงหน้า

ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนากัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ สวพส. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่ศึกษาและวิจัยกัญชงอยู่ในปัจจุบัน จึงได้จัดสรรเมล็ดกัญชงที่ผลิตไว้สำหรับการศึกษาและวิจัยของสวพส. นำมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมของโครงการหลวงและสวพส. หน่วยงานของรัฐหรือภาคเอกชนที่ดำเนินโครงการวิจัยร่วมกับสวพส. หน่วยงานของรัฐ และบุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคลที่สนใจ จำนวนรวม 5,600 กิโลกรัม

และได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางการควบคุม การจำหน่าย การกำหนดราคาเมล็ดพันธุ์ ส่วนประกอบและผลิตภัณฑ์ของเฮมพ์ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ผู้แทนมูลนิธิโครงการหลวง, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), ผู้แทนสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม, ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ผู้แทนองค์การเภสัชกรรม เพื่อร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางการจำหน่ายและราคาเมล็ดกัญชง ที่เหมาะสมสำหรับการสนับสนุนและผลักดันให้กัญชงเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยมีเมล็ดกัญชงที่จะจำหน่าย 2 พันธุ์ คือ RPF1 ที่เหมาะสำหรับปลูกบนพื้นที่สูงมากกว่า 1,000 เมตร และพันธุ์ RPF3 ที่เหมาะสำหรับปลูกบนพื้นที่สูงระดับ 500-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งประกอบด้วย

1.เมล็ดพันธุ์รับรอง (Certified seed) จำนวน 3,000 กิโลกรัม โดยจำหน่ายสำหรับเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ราคา 300 บาท/กก. หน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ราคา 400 บาท/กก. และสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 520 บาท/กก.

2.เมล็ดบริโภค (Grain) จำนวน 2,600 กิโลกรัม โดยจำหน่ายสำหรับหน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ราคา 250 บาท/กก. และสำหรับบุคคลทั่วไป ราคา 750 บาท/กก.

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการวิจัย พัฒนา และการทดลองปลูก ได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สวพส. ได้พิจารณาและกำหนดปริมาณเมล็ดที่จะจำหน่ายให้แก่ผู้ขอซื้อแต่ละราย ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ ดังนี้

1.เมล็ดพันธุ์รับรอง (Certified seed) : สำหรับเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ไม่เกิน 20 กก./ราย หน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ไม่เกิน 30 กก./ราย และสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่เกิน 20 กก./ราย

2.เมล็ดบริโภค (Grain) : สำหรับหน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ ไม่เกิน 50 กก./ราย และสำหรับบุคคลทั่วไป ไม่เกิน 20 กก./ราย (R&D)

โดยผู้ขอซื้อทั้งเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงและโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง หน่วยงานภาคีร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนา (Partnership) หรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลทั่วไปหรือนิติบุคคล สามารถแจ้งความประสงค์ขอซื้อ ผ่านทางเว็บไซต์ของ สวพส. https://www.hrdi.or.th/PublicService/HempInfo หรือยื่นเอกสารด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม https://www.hrdi.or.th/public/files/PublicService/HempInfo/HRDIPurchaseRequestForHemp.pdf ระหว่างวันที่ 26 เมษายน ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 โดยปฏิบัติตามข้อปฏิบัติที่กำหนด ซึ่งสามารถติดตามรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ : https://www.hrdi.or.th/ หรือ Facebook Fanpage : สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

“กัญชงกำลังจะก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ด้วยคุณค่าและประโยชน์ที่ได้ของทุกส่วน ทั้ง เมล็ด ช่อดอก ใบ ลำต้น เปลือก และเส้นใย ที่สามารถแปรรูปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดทางธุรกิจได้มากมาย การที่กฏหมายได้เปิดให้สามารถขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองได้นั้น นับเป็นโอกาสที่เกษตรกรและทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันพัฒนาและผลักดันกัญชงให้เป็นพืชเศรฐกิจได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธ์และเทคโนโลยีการปลูกให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายขึ้น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และการพัฒนาทางการตลาด และสวพส.ยินดีให้การสนับสนุนเพื่อต่อยอดการวิจัยและพัฒนาที่ได้ร่วมกับโครงการหลวง และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันบุกเบิกและดำเนินการมากว่า 15 ปี” วิรัตน์ กล่าวส่งท้าย

STAY CONNECTED

6,557แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

กว่าจะมาเป็นเสื้อแจ็คเก็ต โรบินฮู้ดไรเดอร์

บนท้องถนนจะเห็นเสื้อแจ็คเก็ตของฟู้ดเดลีเสรี่สีสันสดใสแตกต่างหลากหลายกันไป และเร็ว ๆ นี้ จะมีอีกเสื้ออีกสีเหลื่อนท้องถนนกรุงเทพฯ เมื่อ "โรบินฮู้ด" แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวรี่ของคนไทยประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มไรเดอร์อย่างเป็นทางการแล้ว

ต่อเวลา ‘ช้อป เรียก ยิ้ม’ จากดีแทค เน็ตทำกิน อาหารจากผู้ประกอบการหน้าใหม่

ดีแทค เน็ตทำกิน แนะนำสินค้าใหม่ ให้ทุกคนมาร่วม “ช้อป เรียก ยิ้ม” ตามแบบชีวิตวิถีใหม่ อยู่ที่ไหนก็กดช้อปได้ชิม โดยดีแทคขอแนะนำสินค้าประเภทอาหารที่คัดสรรมาจากแหล่งผลิตทั่วฟ้าเมืองไทย

เดอะมอลล์ ผนึก 6 ฟู้ดเดลิเวอรี่ อร่อยถึงบ้านสมาชิก M Card

M Card โดย บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผนึกกำลัง 6 พันธมิตรฟู้ดเดลิเวอรี่ชั้นนำ ช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร ขนกองทัพไรเดอร์พร้อมเสิร์ฟของอร่อยให้สายกินถึงหน้าบ้าน

ชาร์ป รุกตลาด B2B ส่ง ‘พลาสม่าคลัสเตอร์’ เพิ่มความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

ชาร์ป เปิดตัวนวัตกรรมฟอกอากาศ 'พลาสม่าคลัสเตอร์' สำหรับภาคธุรกิจ B2B เพื่อยกระดับมาตรฐานอากาศสะอาดสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการพื้นที่สาธารณะ

เอ็มเทค เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยี ‘เลี้ยงปลาหนาแน่นระบบน้ำไหลเวียนอัตโนมัติ’

ประเทศไทยมีสถิติการส่งออกสัตว์น้ำเป็นอาหารมากกว่าปีละร้อยล้านบาท แต่การทำประมงกลับยังไม่ใช่อาชีพที่มั่นคงสำหรับคนไทย เพราะชาวประมงส่วนใหญ่ยังทำประมงโดยพึ่งพิงแหล่งน้ำธรรมชาติ

“หนี้ทางเทคนิค” เป็นหนึ่งในภัยคุกคามใหญ่สุด ต่อการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต

OutSystems รายงานว่า 69% ของผู้นำด้านไอทีระบุว่าหนี้ทางเทคนิคจัดเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมในองค์กร ตามที่ระบุในรายงานล่าสุด "The Growing Threat of Technical Debt"

Pastel บุกตลาด Personal Care ส่ง คลิปหอมติดแมสก์ ครั้งแรกในไทย

X8 หรือ มัลติพลาย บาย เอท บุกตลาด Personal Care มุ่งสร้าง Consumer Trend จับประเด็นจากสถานการณ์ Covid-19 ที่ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

คิว ไบโอซายน์ ชี้ตลาดกลุ่มคัดกรองโควิดมีแนวโน้มเติบโต

บริษัท คิว ไบโอซายน์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ แนะนำ "COVID-19Solution" ( โควิด-19 โซลูชัน) นวัตกรรมทางการแพทย์

Nutanix และ HP Enterprise นำไฮบริด-มัลติคลาวด์ มาใช้กับบริการใหม่ Database as a Service

Nutanix และ HP Enterprise นำไฮบริด-มัลติคลาวด์ มาใช้กับบริการใหม่ Database as a Service

ไมโครซอฟท์ แนะโมเดลประเมินความพร้อม Zero Trust

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย มุ่งสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในโลกไซเบอร์ แนะแนวทางให้ทุกองค์กรวางรากฐานและมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีจากอาชญากรคอมพิวเตอร์ ผ่านการพัฒนา "Zero Trust Maturity Model"

MUST READ

อาลีเพย์ ขยายความร่วมมือกับ ยูฟ่า ครอบคลุมธุรกิจแอนท์เชน

ยูฟ่า และแอนท์เชน ประกาศความร่วมมือระดับโลกเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน สำหรับวงการฟุตบอล

ชาร์ป รุกตลาด B2B ส่ง ‘พลาสม่าคลัสเตอร์’ เพิ่มความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

ชาร์ป เปิดตัวนวัตกรรมฟอกอากาศ 'พลาสม่าคลัสเตอร์' สำหรับภาคธุรกิจ B2B เพื่อยกระดับมาตรฐานอากาศสะอาดสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการพื้นที่สาธารณะ

Real Estate-backed ICO เทคโนโลยี การลงทุนอสังหาฯ และกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน

เมื่อเทคโนโลยีด้านการเงินและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาบรรจบกัน โดยมีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเพียงพอเหมาะสม ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ไทยพาณิชย์ แนะเอสเอ็มอี ทำ Business Matching

ในยุคที่ธุรกิจแข่งขันกันอย่างดุเดือดอยู่แล้ว ยังต้องถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไม่รู้จบ และด้วยภาวะเศรษฐกิจดำดิ่งแบบนี้ การต่อสู้เพียงลำพังเพื่อพาธุรกิจให้อยู่รอดและไปต่อให้ได้ดูจะเป็นเรื่องยากลำบาก

Google ร่วมกับ WHO อัปเดตข้อมูล ผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19

Google ทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่ออัปเดตข้อมูลด้านสุขภาพเกี่ยวกับผลข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 โดยวันนี้บน Google Search ช่วยให้คนไทยสามารถค้นหาข้อมูลวัคซีนทั่วไป ด้วยการค้นหาคำว่า “วัคซีน โควิด” หรือ “ผลข้างเคียงของวัคซีน โควิด”
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดทก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น