TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Business NUSA ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ลดสัดส่วนอสังหาฯ มุ่งลงทุนด้านสุขภาพและพืชสีเขียว

NUSA ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ลดสัดส่วนอสังหาฯ มุ่งลงทุนด้านสุขภาพและพืชสีเขียว

NUSA (ณุศา) ประกาศคัมแบ็กปี 2565 เตรียมกลับมาสร้างรายได้ทำกำไรอีกครั้ง ด้วยการเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ก้าวสู่ “โฮลดิ้ง คอมพานี” ลดบทบาทสัดส่วนในภาคอสังหาริมทรัพย์ หันจับธุรกิจด้านสุขภาพและพืชสีเขียวเพื่อการแพทย์อย่างกัญชง-กัญชา พร้อมเตรียมขายแลนด์แบงค์ในธุรกิจอสังหาฯ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทและหุ้นใน “เลเจนด์ สยาม” เพื่อนำเงินมาลงทุนต่อยอดในธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างกำไรในอัตราสูง โดยตั้งเป้ารับรายได้กว่า 1,300 ล้านบาทภายในไตรมาส 2 ปีนี้

วิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน)  หรือ NUSA กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่เงียบหายไป ณุศาศิริ ไม่ได้ตกอยู่ในวิกฤติแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเตรียมการณ์เพื่อปรับโครงสร้าง เป็น “โฮลดิ้ง คอมพานี” (Holding Company) ซึ่งพร้อมดำเนินการในโอกาสครบรอบ 25 ปีของบริษัทภายในปี 2565

วิษณุ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างจะเป็นการพลิกโฉม (ทรานส์ฟอร์ม) บริษัทโดยมุ่งเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างกำไรในอัตราสูง ประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ๆ คือ 1. ธุรกิจด้านสุขภาพ (Wellness) 2. ธุรกิจด้านเกษตรอุตสาหกรรม (Agriculture-Industry) จำพวกสมุนไพร อย่างกัญชา-กัญชง 3. ธุรกิจพลังงาน (Energy) เน้นพลังงานทางเลือกเป็นหลัก 4. ธุรกิจเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม (Technology & Platform) และ 5. ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ซึ่งจะไม่ใช่ที่อยู่อาศัยเหมือนแต่ก่อน แต่เป็นอสังหาในส่วนที่จะต่อยอดพัฒนาหรือสนับสนุนธุรกิจเวลเนสได้อย่างมีศักยภาพ

เวลเนสส์เป็นธุรกิจที่เราให้น้ำหนักมากที่สุด โดยเราดำเนินการภายใต้บริษัทย่อยของเราคือ เวิล์ด เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (World Medical Alliance) ซึ่งนอกจากโรงพยาบาลที่ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ และเวชศาสตร์ชะลอวัย (anti-aging) ยังดูแลในเรื่องของการขายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยปีที่ผ่านมา โชคดีว่าเราประมูลขายเครื่องตรวจ ATK ได้ ทำให้มีรายได้เข้ามามหาศาล เฉพาะช่วง 4 เดือนที่ผ่านมารายได้จากเครื่องตรวจ ATK มากกว่า 1,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างครั้งนี้ ทางณุศา ระบุว่า บริษัทจะทยอยจำหน่ายแลนด์แบงค์ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาทออกไปภายในปี 2565 นี้ โดยปัจจุบันได้พิจารณาขายหุ้นใน “เลเจนด์ สยาม พัทยา” (Legend Siam Pattaya) ออกไปบางส่วน ซึ่งวิษณุบอกว่า ผู้ที่ซื้อไปคือ CSR กลุ่มทุนรายใหญ่จากจีนที่ตั้งใจจะเข้ามาปรับให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ในเบื้องต้นคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,300 ล้านบาท ที่สามารถรับรู้รายได้เข้ามาภายในไตรมาส 2 ปีนี้ 

และบริษัทจะมุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Medical Technology) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและบริการทางการแพทย์ครบวงจร พร้อมกันนี้บริษัทยังตั้งใจพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่องานวิจัยและเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทย ในชื่อ “หมอฮัลโหล” (MORHELLO) เป็นแพลตฟอร์มเพื่อสุขภาพและการแพทย์ที่ผู้บริโภคจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ไอทีต่าง ๆ

นอกจากนี้ ในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ทุ่มเทศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ซึ่งรวมถึงการร่วมลงทุนกับนักลงทุนชาวจีนในการทดลองปลูกพืชกัญชงหลากหลายสายพันธุ์ จนได้สายพันธุ์ที่สามารถให้สารสกัด CBD ในปริมาณสูง พร้อมกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจกัญชงครบวงจรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมผนึกพันธมิตรนานาชาติ อาทิ เยอรมัน อเมริกา ญี่ปุ่น และจีน พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย

วิษณุ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ณุศามีใบอนุญาตนำเข้าเมล็ดพันธ์กัญชงสายพันธุ์คุณภาพ ใบอนุญาตปลูกพืชกัญชงบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ และอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตโรงงานสกัดสารสำคัญจากพืชกัญชง โดยคาดว่าจะสามารถสกัดสารและจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ได้ภายในปี 2565 นี้

“บริษัทเริ่มศึกษาและมองหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อลงทุนในธุรกิจด้านสุขภาพอย่างจริงจังทั้ง จีน ญี่ปุ่น อเมริกา และเยอรมัน ตั้งแต่ปี 2562 รวมถึงได้ศึกษาและทดลองปลูกพืชกัญชงตั้งแต่ปี 2563 เพื่อหาสายพันธุ์ที่ให้สาร CBD ในปริมาณสูง ปัจจุบันนอกจากได้รับใบอนุญาตปลูกพืชกัญชงกว่า 60 ไร่แล้ว ณุศายังได้ก่อสร้างอาคาร และนำเข้าเครื่องสกัดเข้ามาเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะติดตั้ง ควบคู่กับการยื่นขอใบอนุญาตโรงงานสกัดสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะได้รับภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้”

ในส่วนของ เลเจนด์ สยาม พัทยา วิษณุ กล่าวว่า มีโครงการร่วมกับกลุ่มทุนที่ซื้อไปปรับโฉมให้เป็นเมืองมหัศจรรย์กัญชา โดยจะเป็นแหล่งผลิตที่เริ่มตั้งแต่การปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการสกัดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์และจำหน่าย ขณะเดียวกันก็ดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์กัญชา เพื่อให้เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้และแหล่งช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์กัญชงกัญชาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

“ความเคลื่อนไหวทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า เรื่องกัญชงเราเราไม่ได้เพิ่งมาเริ่มทำตอนที่มันเป็นกระแส แต่เราได้ซุ่มดำเนินการมาสักระยะหนึ่งแล้ว รวมถึงการหาตลาดรองรับไว้ทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว ” วิษณุกล่าว

สำหรับการรุกธุรกิจด้านพลังงาน วิษณุ กล่าวว่าจะเป็นไปในลักษณะของการเข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานทางเลือก ซึ่งที่ผ่านมา ณุศาเคยลงทุนด้วยการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ WEH ด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน (PP) ของบริษัทนั้น แต่เนื่องจากปัญหาภายในของวินด์ เอนเนอร์ยี่ ทำให้ระงับไป

อย่างไรก็ตาม ณุศามีความสนใจในธุรกิจพลังงานอย่างจริงจัง จึงยังคงมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในวินด์ เอนเนอร์ยี่ โดยได้เรียนเชิญผู้มีคุณวุฒิ และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจพลังงานเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการบริษัทถึง 2 ท่าน คือ มานพ ถนอมกิตติ ประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท อาร์ เอส เอส 2016 จำกัด และ ไพไรจน์  ศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์ เอส เอส 2016 จำกัด  ทั้งนี้บริษัทมีความสนใจธุรกิจที่มี P/E สูง ซึ่งธุรกิจพลังงานเป็น 1 ในธุรกิจที่ตอบโจทย์ดังกล่าว และ WEH ก็เป็นบริษัทที่มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่แล้ว การเข้าซื้อหุ้น WEH เข้ามาในครั้งนี้ก็สามารถรับรู้รายได้ได้ทันที

ศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน)  และ กรรมการบริหาร บริษัท เวิล์ด เมดิคอล อัลไลแอนซ์ ประเทศไทย จำกัด  (WMA) กล่าวว่า ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทได้ศึกษาแนวทางการดำเนินธุรกิจเวลเนส และมีรายได้จากธุรกิจเวลเนสนี้ประมาณ 800 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3-4 เดือน ส่งผลให้บริษัทได้รับความสนใจ ติดต่อขอทราบกลยุทธ์ และแนวทางการพัฒนาธุรกิจจากผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กว่า 7-8 ราย และตัดสินใจทยอยเข้าลงทุนในหุ้นของบริษัทมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา 

ดังนั้นในปี 2565 นี้จึงตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจเวลเนส ประมาณ 1,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.5% เมื่อเทียบจากปีที่แล้ว โดยจะเป็นรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ และ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ 100% โดยมีพันธมิตรจากเยอรมันเป็นผู้วิจัยและพัฒนาสูตรต่าง ๆ และมีการจำหน่ายชุดตรวจ ATK เพื่อคนไทยในราคามิตรภาพ ซึ่งมีแผนที่จะวางจำหน่ายชุดตรวจเอทีเคในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศในราคา 59 บาทในเดือนกุมภาพันธ์นี้

สำหรับปี 2565 ศิริญา กล่าวว่า บริษัทจะยังมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 51% ของรายได้รวมทั้งปี ขณะที่ 49% เป็นเวลเนสและการเกษตร เนื่องจากบริษัทจะทยอยรับรู้รายได้จากการขายทรัพย์สินในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และนำเงินเข้าลงทุนในธุรกิจที่มี P/E สูงกว่า เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มมีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และจะมีสัดส่วนสูงกว่าธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายในปี 2566 เป็นต้นไป จากนั้นก็จะย้ายหมวดการดำเนินธุรกิจ      

ทั้งนี้ การดำเนินงานแต่ละกลุ่มธุรกิจจะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมารับผิดชอบ มีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน โดยมีแผนที่จะนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Spin-off)

“เราคาดว่าจะปรับโครงสร้างภายในองค์กรเสร็จประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จากนั้นจะเดินสาย “โรดโชว์” อย่างเป็นทางการ เพื่อตอกย้ำศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งของบริษัท รายได้ที่จะเข้ามาจากกลุ่มธุรกิจ องค์ความรู้-ประสบการณ์-ความเชี่ยวชาญของพันธมิตรที่สร้างการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก และช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์ม ที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทั่วโลก” ศิริญา กล่าว

ด้านวิษณุ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทางณุศาคาดการณ์รับรู้รายได้ในปี 2565 รวมทั้งหมดกว่า 3,000 ล้านบาท โดยมาจากฝั่งอสังหาริมทรัพย์ 1,700 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการบนที่ดินในกรุงเทพฯ พัทยา และเขาใหญ่ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการต่อยอดโครงการที่มีอยู่ให้ตอบโจทย์เวลเนสเป็นหลัก ไม่มีการวางโครงการใหม่แต่อย่างใด ขณะที่อีก 1,300 ล้านเป็นส่วนของเวลเนส ซึ่งครอบคลุมโรงพยาบาลพานาซี และการเกษตรที่เน้นปลูกพืชสมุนไพร รวมถึงกัญชง-กัญชาในระดับคุณภาพเพื่อใช้ในการแพทย์ (medical grade)

นอกจากนี้ ในส่วนของแพลตฟอร์มเทคโนโลยี นอกจากแอปพลิเคชัน หมอเฮลโหล ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นอีคอมเมิร์ซสำหรับเป็นช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เวลเนส เวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ณุศา คิดค้น พัฒนาและนำเข้ามา แล้ว ณุศายังร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเตรียมออกแอปพลิเคชัน “เซฟที” (SafeT) โดยตัวที ย่อมาจาก ไทยแลนด์ เพื่อร่วมโปรโมทการท่องเที่ยวของไทย โดยชูจุดขายในฐานะฮับด้านสุขภาพของภูมิภาค ซึ่งตัวแอปฯนี้จะมีการเปิดตัวในเดือนภุมภาพันธ์

“ปีนี้ คือปีที่เราจะกลับมาอีกครั้ง เราพร้อมที่จะเติบโต ก้าวเข้าสู่โมเดลธุรกิจใหม่ สร้างรายได้ และแน่นอนว่าต่อยอดไปจนถึงกำไรภายในปีนี้แน่นอน”

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SBITO ตั้งเป้าปั้นเทรดเดอร์รุ่นใหม่ จับมือ ตลท. บ่มเพาะกลยุทธ์ลงทุนผ่านเกม

Kubix ประเดิมจับมือ GDH และบรอดคาซท์ฯ เตรียมเปิดตัว DESTINY Token

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉายภาพความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้า ฉายภาพความเป็นบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก

POCO เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง POCO F4 และ POCO X4 GT

POCO แบรนด์เทคโนโลยียอดนิยม ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดทั่วโลก POCO F4 มาพร้อมชิปเซ็ต Snapdragon กล้อง 64MP และ POCO X4 GT พร้อมชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8100 ตอบโจทย์คอเกมและเอนเตอร์เทนเมนท์ ในราคามิตรภาพ

TECNO เปิดตัวสมาร์ทโฟน CAMON 19 ซีรีส์ใหม่ สุดทันสมัย เตรียมเปิดตัวไทยเดือนกรกฎาคมนี้

เทคโน (TECNO) เปิดตัวสมาร์ทโฟน TECNO CAMON 19 ซีรีส์ใหม่ ผลิตภัณฑ์ระดับโลก ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แสดงก้าวสำคัญและกำหนดทิศทางของแบรนด์ TECNO สู่การเป็นแบรนด์พรีเมียมที่มีความสากล

แคนนอน เปิดตัวกล้องมิเรอร์เลส EOS R7 ราคาเริ่มต้น 49,900 บาท

แคนนอน (Canon) ตอกย้ำผู้นำตลาดกล้องมิเรอร์เลส เปิดตัวกล้อง Canon EOS R7 และ EOS R10 ที่ได้รับการส่งต่อเทคโนโลยีระบบโฟกัสจาก Canon EOS R3

TOD โคเปนเฮเกน กับการพัฒนาเส้นทางจักรยานอันดับหนึ่งของโลก

อะไรที่ทำให้ TOD ของเมืองโคเปนเฮเกน มุ่งเน้นการพัฒนาเส้นทางจักรยาน จนได้ชื่อว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งจักรยาน"

Aruba แนะโรงงานอุตสาหกรรมใช้ AIOps ผนวก IT กับ OT ให้เป็นหนึ่งเดียวฝ่าอุปสรรคหลังยุคโควิด

ยุคหลังการแพร่ระบาดโควิด โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะต้องปรับเปลี่ยนตนเองเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้เท่าทันหรือล้ำหน้าคู่แข่งทั่วโลก ด้วยการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและโซลูชันที่เหมาะสม

บลูบิค ส่งนวัตกรรม ‘LISMA’ ที่ใช้งาน SAP ผ่าน LINE App ได้เรียลไทม์

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK โปรโมตนวัตกรรม LISMA: LINE as SAP Mobile Application ที่เชื่อมต่อระบบ SAP เข้ากับแอปพลิเคชัน LINE

อนุรักษ์กระบือไทย ไม่ให้สูญพันธุ์

คำเปรียบเปรยที่ว่า “โง่เหมือนควาย” มาจากไหน? เพราะในความเป็นจริงแล้ว ควายฉลาดและสอนได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาควายจึงถูกใช้เป็นแรงงานหลักในการทำเกษตรกรรม  “ควาย” หรือ “กระบือ” สามารถทำงานได้ปีละประมาณ 4 เดือน ทำงานวันละ 5 ชั่วโมง กระบือตัวหนึ่งใช้งานไถนาเฉลี่ยปีละ 10 ไร่   ในภาพความทรงจำ ควาย คือ สัตว์เลี้ยงที่มีบุญคุณมานานนับปีที่สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวนา แต่ในปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจส่งผลให้การใช้แรงงานควาย หรือ กระบือลดน้อยลง แต่กลับเน้นในเรื่องของการบริโภค จึงต้องมีการอนุรักษ์กระบือไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการผลิตและการบริโภค

บี.กริม เพาเวอร์ ยกระดับอุตสาหกรรมพลังงานดิจิทัล ดันสตาร์ตอัพช่วยลดคาร์บอน

บี.กริม เพาเวอร์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้นำผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก เดินหน้าสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ร่วมสนับสนุนสตาร์ตอัพค้นหาโซลูชันช่วยอุตสาหกรรมไทยลดการปล่อยคาร์บอน

เจาะลึกเทรนด์ NFT กระแสโลกมาแรง ต่อยอดสู่การตลาดยุคใหม่

เมื่อเทรนด์ของสะสมในโลกดิจิทัลอย่าง NFT กำลังได้รับความนิยมจากคนทั้งโลกรวมถึงคนไทย นักการตลาดจากทั่วโลกเชื่อว่า NFT กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบการทำตลาดยุคดิจิทัลที่มาแรงมาก

MUST READ

DGA ร่วมกับ กทม. ผลักดันการเปิดเผยข้อมูล เน้นการมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA นำโดย ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และคณะผู้บริหาร DGA ให้การต้อนรับ รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ

แคมป์เด็กหัวการค้า ซีซั่น 8 โชว์ไอเดียสตาร์ตอัพสุดเจ๋ง ‘นำขยะแลกเหรียญคริปโท’ และ ‘นวัตกรรมชุดเกราะพยุงสันหลัง’

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดกิจกรรมแคมป์เด็กหัวการค้า ซีซั่น 8 ปีล่าสุด ในธีม Start Up Camp โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการปลุกปั้นที่สุดของผู้ประกอบการสตาร์ตอัพเน็กซ์เจน ชูคอนเซ็ปต์ Design Your Future, Follow Your Dreams

TOD โคเปนเฮเกน กับการพัฒนาเส้นทางจักรยานอันดับหนึ่งของโลก

อะไรที่ทำให้ TOD ของเมืองโคเปนเฮเกน มุ่งเน้นการพัฒนาเส้นทางจักรยาน จนได้ชื่อว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งจักรยาน"

อนุรักษ์กระบือไทย ไม่ให้สูญพันธุ์

คำเปรียบเปรยที่ว่า “โง่เหมือนควาย” มาจากไหน? เพราะในความเป็นจริงแล้ว ควายฉลาดและสอนได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาควายจึงถูกใช้เป็นแรงงานหลักในการทำเกษตรกรรม  “ควาย” หรือ “กระบือ” สามารถทำงานได้ปีละประมาณ 4 เดือน ทำงานวันละ 5 ชั่วโมง กระบือตัวหนึ่งใช้งานไถนาเฉลี่ยปีละ 10 ไร่   ในภาพความทรงจำ ควาย คือ สัตว์เลี้ยงที่มีบุญคุณมานานนับปีที่สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวนา แต่ในปัจจุบันกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจส่งผลให้การใช้แรงงานควาย หรือ กระบือลดน้อยลง แต่กลับเน้นในเรื่องของการบริโภค จึงต้องมีการอนุรักษ์กระบือไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการผลิตและการบริโภค

เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และมาม่า

น้ำมันแพงส่งผลให้ต้นทุนสินค้า บริการ รวมไปถึงต้นทุนในการดำรงชีวิตพุ่งพรวด และเป็นเหตุให้โรคเงินเฟ้อกลับมากำเริบและระบาดไปทั่วโลก
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น