Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

รู้เท่าทัน AI: เมื่อข้อมูลคืออาวุธและทางรอดของมนุษย์ในยุคสงครามไซเบอร์

รู้เท่าทัน AI: เมื่อข้อมูลคืออาวุธและทางรอดของมนุษย์ในยุคสงครามไซเบอร์

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ ดร.ปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท ไซเบอร์ตรอน จำกัด ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Privacy Secured: Better Together รู้เท่าทัน AI ด้วยเทรนด์เทคโนโลยีอนาคต Digital Trust” ภายใน งานเสวนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์และทิศทางสื่อปี 2569 โดยสะท้อนมุมมองจากประสบการณ์จริงในต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ของการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างยุโรปและไทย พร้อมทั้งเตือนให้ระวังภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับความอัจฉริยะของ AI

มาตรฐานที่แตกต่าง: บทเรียนจากยุโรปสู่ไทย

ดร.ปริญญา เริ่มต้นด้วยการสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในทวีปยุโรป ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) ที่เข้มงวด โดยระบุว่าเมื่อผู้ใช้งานในยุโรปเข้าสู่เว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ ระบบจะมีการแจ้งเตือนและขอความยินยอม (Consent) อย่างละเอียดและชัดเจนในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล (Google) หรือสำนักข่าวต่าง ๆ ผู้ใช้มีสิทธิเลือกที่จะ “ยอมรับ” (Accept) หรือ “ปฏิเสธ” (Reject) การติดตามข้อมูลได้อย่างอิสระ หรือเลือกอนุญาตเฉพาะส่วนที่จำเป็น ซึ่งแตกต่างจากบริบทของไทยที่แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้งานมักถูกกระตุ้นให้กด “ยอมรับทั้งหมด” เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว โดยอาจไม่ทันตระหนักว่าข้อมูลส่วนตัวใดบ้างที่ถูกดึงออกไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

ความน่ากังวลยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการเก็บข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ดร.ปริญญา ได้ยกตัวอย่างงานวิจัยจากสถาบันบราวน์ (Brown Institute) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) สหรัฐอเมริกา ในโครงการ Mapping Data Flow ที่เผยให้เห็นว่าแอปพลิเคชันส่วนใหญ่มักมีนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ขอเข้าถึงข้อมูลในอุปกรณ์ของผู้ใช้แทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นกล้อง ไมโครโฟน หรือพิกัดตำแหน่ง กรณีที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดคือแอปพลิเคชันสนทนายอดนิยมอย่าง LINE ที่เมื่อผู้ใช้งานต้องการแชร์รายชื่อผู้ติดต่อ (Contact) ให้เพื่อนเพียงคนเดียว ระบบกลับขอสิทธิ์ในการเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดในโทรศัพท์ที่มีอยู่นับหมื่นรายชื่อ ซึ่งในมุมมองของมาตรฐานสากลถือเป็นการขอข้อมูลที่เกินความจำเป็นและขาดมารยาท แต่ผู้ใช้งานในไทยกลับต้องแบกรับภาระในการเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (Privacy Settings) ด้วยตนเองเพื่อจำกัดวงข้อมูลเหล่านี้ มิฉะนั้นข้อมูลมหาศาลจะไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มโดยที่เราไม่สามารถเรียกคืนได้

เมื่อข้อมูลหลุดมือ: จาก Data Sovereignty สู่กับดัก AI Sovereignty

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ปริญญา เน้นย้ำคือเรื่องของ “อธิปไตยทางข้อมูล” (Data Sovereignty) ซึ่งหมายถึงสิทธิ์ในการควบคุมข้อมูลของเราเอง ตราบใดที่ข้อมูลยังอยู่กับเรา เรายังมีอำนาจควบคุมและเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง แต่ทันทีที่ข้อมูลถูกอัปโหลดขึ้นสู่แพลตฟอร์มคลาวด์หรือป้อนเข้าสู่ระบบปัญญาประดิษฐ์ อำนาจนั้นจะเปลี่ยนมือไปสู่ “อธิปไตยของ AI” (AI Sovereignty) ทันที ซึ่งเป็นจุดที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีกต่อไป เปรียบเสมือนการเสียดินแดนในยุคดิจิทัล ดร.ปริญญา ได้เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัย ร.ศ. 112 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ที่สยามต้องเสียดินแดนเพื่อแลกกับเอกราช แต่ในศตวรรษที่ 21 นี้ เรากำลังเผชิญกับการเสีย “ดินแดนทางข้อมูล” ให้กับแพลตฟอร์มข้ามชาติโดยที่เราอาจไม่รู้ตัวและยินยอมพร้อมใจมอบให้เอง

การใช้งานปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ (Generative AI) อย่าง ChatGPT หรือ Gemini แม้จะดูเหมือนเป็นบริการฟรีที่ช่วยอำนวยความสะดวก แต่แท้จริงแล้วมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยข้อมูลส่วนบุคคล บทสนทนาที่ผู้ใช้พิมพ์โต้ตอบ หรือไฟล์งานที่อัปโหลดขึ้นไปเพื่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ อาจถูกระบบนำไปใช้เรียนรู้และประมวลผลต่อ AI เหล่านี้มีความสามารถในการ “อ่าน” และ “วิเคราะห์” ข้อมูลเชิงลึกได้มากกว่าที่มนุษย์คาดคิด เช่น การอ่านอีเมลทั้งหมดใน Gmail เพื่อนำไปพัฒนาโมเดล AI หรือการวิเคราะห์ประวัติการสนทนาเพื่อระบุปัญหาสุขภาพของผู้ใช้ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงหากข้อมูลเหล่านั้นเป็นความลับทางธุรกิจ ดังกรณีตัวอย่างของบริษัท Samsung ที่พนักงานรู้เท่าไม่ถึงการณ์นำข้อมูลลับของบริษัท (ไฟล์สีเขียว) ไปปรึกษา AI ซึ่งระบบไม่เพียงแค่ตอบคำถาม แต่ยังมีการโต้ตอบเชิงจิตวิทยาด้วยคำชมเชยเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ป้อนข้อมูลมากขึ้น ทำให้ข้อมูลความลับรั่วไหลออกไปสู่สาธารณะโดยไม่สามารถเรียกคืนได้

เทรนด์อนาคต 2025: ยุคแห่ง Agentic AI และความเสี่ยงผ่านAPI

ดร.ปริญญา กล่าวถึงเทรนด์เทคโนโลยีในปี 2568 (2025) ว่าจะเป็นยุคที่ AI ก้าวขึ้นมามีบทบาทอย่างเต็มรูปแบบ หรือ “Rising of AI” โดยเฉพาะการมาถึงของ “Agentic AI” ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเป็นตัวแทนอัตโนมัติ สามารถเชื่อมโยงและทำงานต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร (Automate) หน้าที่ของ Agentic AI จะครอบคลุมไปถึงการเฝ้าระวังความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) การมอนิเตอร์ว่ามีใครกำลังโจมตีองค์กร หรือแม้แต่การตรวจสอบการโจมตีทางชื่อเสียง (Reputation Attack) เช่น การปล่อยข่าวลวง หรือข่าวปลอม (Fake News) เพื่อปกป้ององค์กรจากการถูกบิดเบือนข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายจากการเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวล โดยเฉพาะการโจมตีผ่าน “ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์” (API) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ความเสี่ยงสำคัญ ดร.ปริญญา อธิบายว่า การที่เราดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและอนุญาตให้มีการเชื่อมต่อข้อมูลกันไปมา (Link) อาจทำให้ความเป็นส่วนตัวรั่วไหลได้โดยไม่รู้ตัว มิจฉาชีพสามารถอาศัยช่องโหว่นี้ในการดูดข้อมูล หรือแม้กระทั่งการเจาะระบบเพื่อขโมย “แต้มสะสม” (Loyalty Points) จากแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ผู้ใช้สะสมไว้ แล้วทำการแปลงแต้มเหล่านั้นออกมาเป็นเงินสดได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงและสามารถทำความเสียหายได้รุนแรง ดังนั้น องค์กรต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบระบบ (Audit) API ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้ข้อมูลไหลออกไปสู่มือของผู้ไม่หวังดี

Deepfake และสงครามข้อมูล: ภัยคุกคามที่ตามไม่ทัน

ความน่ากลัวของเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่การดึงข้อมูลไปใช้ประโยชน์ แต่ยังรวมถึงการสร้างตัวตนปลอม (Deepfake) ที่พัฒนาไปไกลกว่าแค่คลิปวิดีโอ ดร.ปริญญา ได้หยิบยกกรณีศึกษา “การประชุมผี” ในฮ่องกง ที่มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี Deepfake ปลอมตัวเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) และผู้บริหารระดับสูงครบองค์ประชุม โดยในห้องประชุมออนไลน์นั้น “ทุกคนเป็นตัวปลอมหมด” มีเพียงเหยื่อคนเดียวที่เป็นตัวจริง ผลลัพธ์คือความเสียหายจากการโอนเงินออกไปถึง 700 ล้านบาท นอกจากนี้ เทคโนโลยียังสามารถสร้างภาพลวงตาที่ซับซ้อน เช่น การปลอมตัวนั่งบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่ดูไบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิงและเปลี่ยนหน้าตาไปมาได้แบบเรียลไทม์ (Deepfake Switching) ซึ่งหากเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว เช่น การปลอมเสียงและหน้าลูกหลานโทรมาขอเงิน ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจับผิดด้วยตาเปล่า ดร.ปริญญา จึงแนะนำวิธีรับมือแบบ “Old School” ที่ได้ผลชะงัด คือการกำหนด “รหัสลับครอบครัว” (Family Code) เช่น ตั้งรหัสคำว่า “Avatar” หรือคำเฉพาะที่รู้กันภายในบ้าน เพื่อใช้ยืนยันตัวตนเมื่อเกิดสถานการณ์น่าสงสัย

ในระดับที่กว้างกว่าเรื่องส่วนบุคคล โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “สงครามข้อมูลข่าวสารรูปแบบใหม่” (Information Advantage: IA) ตามหลักนิยม ADP 3-13 ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งยกระดับจากปฏิบัติการข่าวสาร (IO) แบบเดิม มาสู่การช่วงชิงความได้เปรียบในการควบคุมข้อมูล ดร.ปริญญา ชี้ว่าปัจจุบันเราอยู่ในภาวะ “สงครามลูกผสม” (Hybrid Warfare) ที่ผสมผสานทั้งสงครามข้อมูล สงครามไซเบอร์ และสงครามกายภาพเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า “Grey Zone Warfare” กลยุทธ์ที่น่ากลัวคือ “Source Hacking” หรือการเจาะต้นตอข่าว โดยการโคลนเว็บไซต์สำนักข่าวระดับโลกอย่าง CNN หรือ BBC ขึ้นมา แล้วใส่เนื้อหาข่าวปลอมลงไปเพื่อให้สื่อหลักหลงเชื่อและนำไปเผยแพร่ต่อ กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนคือสงครามอิสราเอล-ฮามาส ที่มีการใช้ข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับเหตุระเบิดโรงพยาบาล สร้างความสับสนว่าใครเป็นผู้กระทำผิด จนนำไปสู่ความเกลียดชังและความแตกแยก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากสมาร์ทโฟนสามารถ “จี้” (Hijack) ความคิดของเราได้ ก็เท่ากับเราพ่ายแพ้ในสมรภูมินี้แล้ว

ภัยเงียบทางสังคม: Filter Bubble และความแตกแยกทางความคิด

นอกเหนือจากภัยทางการเงิน ดร.ปริญญา ยังได้เตือนถึง “ความเสี่ยงทางสังคม” (Societal Risk) ที่เกิดจากอัลกอริทึมของ AI โดยเฉพาะปรากฏการณ์ “Political Polarization” หรือความแตกแยกทางความคิดที่ทำให้ผู้คนแบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจน สาเหตุสำคัญมาจากสิ่งที่เรียกว่า “Filter Bubble” หรือการที่ระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มคัดกรองเฉพาะเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจหรือความเชื่อเดิมของผู้ใช้งานแต่ละคนมานำเสนอ

ดร.ปริญญา ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่น่าตกใจในครอบครัว เช่น ในวันเลือกตั้ง พ่อ แม่ และลูก อาจเดินเข้าคูหาไปเลือกตั้งพร้อมกัน แต่กลับลงคะแนนให้คนละพรรคอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงเพราะความเห็นต่างตามวัย แต่เป็นเพราะ “แพลตฟอร์ม”ส่งข้อมูลให้ลูกเห็นแบบหนึ่ง ในขณะที่พ่อแม่เห็นข้อมูลอีกแบบหนึ่ง โดยที่คนในครอบครัวอาจ “ไม่ทันเอะใจ” ว่าพวกเขากำลังรับรู้ความจริงคนละชุดกัน สิ่งนี้สร้างความไม่เข้าใจกันในครอบครัวและขยายวงกว้างไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

รัฐประสานเสียงพร้อมบังคับใช้ PDPA อย่างผ่อนปรน เอกชนขานรับ วอนขอความชัดเจนและแรงสนับสนุน

นอกจากนี้ ดร.ปริญญา ยังได้อ้างถึงแนวคิดที่ว่า ในขณะที่เทคโนโลยีได้รับการอัปเกรดให้สูงขึ้น (Technology Upgrade) แต่มนุษย์กลับถูกลดทอนศักยภาพลง (Human Downgrade) เราตามเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มไม่ทัน จนถึงขั้นที่แพลตฟอร์มสามารถ “ล้างสมอง” เราได้หากเราไม่มีการป้องกันความเป็นส่วนตัวที่ดีพอ จนเกิดคำถามสำคัญว่า “สมาร์ทโฟนกำลังจี้ (Hijack) จิตใจของคุณอยู่ใช่หรือไม่” ซึ่งคำตอบในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญคือ “ใช่” หากเราไม่รู้เท่าทัน เราก็จะถูกเทคโนโลยีครอบงำความคิดและจิตใจโดยไม่รู้ตัว

สมรภูมิใหม่: การช่วงชิงความได้เปรียบทางข้อมูล (Information Advantage)

ดร.ปริญญา ได้ขยายความให้เห็นภาพของโลกปัจจุบันที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ 5 ของวิวัฒนาการ หรือที่เรียกว่า “Cyber Domain” ซึ่งสมรภูมิการรบไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นดิน น้ำ หรืออากาศอีกต่อไป แต่ได้ขยายเข้าสู่โลกไซเบอร์และพื้นที่ทางความคิด ภายใต้หลักนิยมใหม่ของกองทัพสหรัฐฯ ADP 3-13 ที่เปลี่ยนผ่านจากแนวคิด “ปฏิบัติการข่าวสาร” (Information Operation: IO) แบบเดิม มาสู่ยุทธศาสตร์ “ความได้เปรียบทางข้อมูลข่าวสาร” (Information Advantage: IA) เพื่อมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) และการควบคุมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้เหนือกว่าคู่แข่ง

ในสมรภูมินี้ เรากำลังเผชิญกับ “สงครามลูกผสม” (Hybrid Warfare) และ “สงครามพื้นที่สีเทา” (Grey Zone Warfare) ที่เส้นแบ่งระหว่างภาวะสงครามและภาวะปกติเลือนลางลง การโจมตีไม่ได้มุ่งเป้าทำลายชีวิตด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งเป้าไปที่ 3 มิติหลัก คือ มิติทางกายภาพ (Physical Dimension), มิติทางข้อมูล (Information Dimension) และที่สำคัญที่สุดคือ “มิติทางมนุษย์” (Human Dimension) กลยุทธ์ที่น่ากลัวในยุคนี้คือ “Source Hacking” หรือการเจาะที่ต้นตอของข่าวสาร โดยการสร้างเว็บไซต์โคลนนิ่งที่เลียนแบบสำนักข่าวระดับโลกอย่าง CNN หรือ BBC อย่างแนบเนียน เพื่อสอดแทรกข่าวลวงและบิดเบือนข้อเท็จจริง (Disinformation) หากสื่อมวลชนหรือประชาชนขาดความรู้เท่าทัน (Media Literacy) และนำข้อมูลเหล่านี้ไปเผยแพร่ต่อ ก็เท่ากับตกเป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูลโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจส่งผลให้เราพ่ายแพ้ในสงครามไซเบอร์และความคิด แม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มการรบทางกายภาพก็ตาม

‘ปริญญา หอมเอนก’ แนะเพิ่มภูมิคุ้มกันดิจิทัล ลดความเสี่ยงที่มากับดิจิทัล-เพิ่มความเท่าเทียม

นอกจากนี้ ดร.ปริญญา ยังได้หยิบยกแนวคิดที่น่าฉุกคิดว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ “เทคโนโลยีได้รับการอัปเกรด แต่ศักยภาพของมนุษย์กำลังถูกดาวน์เกรด” (Technology Upgrade but Human Downgrade) เพราะสมองของมนุษย์วิวัฒนาการไม่ทันอัลกอริทึมของ AI และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “จี้ใจ” (Hijack) และดึงดูดความสนใจของเราตลอดเวลา ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์และตกเป็นเหยื่อของการครอบงำทางความคิดได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นความพ่ายแพ้ที่รุนแรงกว่าการเสียดินแดน เพราะเป็นการสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

ทางรอดของมนุษย์: ทักษะที่ AI เลียนแบบไม่ได้

ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าการเข้ามาของ AI จะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ดร.ปริญญา ได้ฉายภาพความเป็นจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า อาชีพประมาณร้อยละ 20 มีแนวโน้มที่จะสูญหายไป โดยเฉพาะกลุ่มงานที่ต้องทำหน้าที่ประจำหน้าเคาน์เตอร์ หรือการให้บริการในรูปแบบเดิมที่เริ่มถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบของธนาคารไปสู่ “ธนาคารเสมือนจริง” (Virtual Bank) และการลดจำนวนสาขาลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพนักงานที่ทำงานในระบบเดิม แต่ในวิกฤตินี้ยังมีโอกาสสำหรับผู้ที่ปรับตัวทัน โดยงานในกลุ่ม “วิทยาศาสตร์ข้อมูล” (Data Science) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) จะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร.ปริญญา ย้ำว่า มนุษย์ยังมีข้อได้เปรียบที่จักรกลไม่สามารถเลียนแบบได้ นั่นคือ “ทักษะทางสังคม” (Soft Skills) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความอยู่รอดในโลกอนาคต แม้เราจะพัฒนา “ทักษะทางเทคนิค” (Hard Skills) ได้ดีเพียงใด แต่สิ่งเหล่านั้น AI ก็สามารถเรียนรู้และทำได้เช่นกัน สิ่งที่ AI ยังขาดคือความลุ่มลึกของจิตใจมนุษย์ ดังนั้น ทักษะที่ต้องเร่งปลูกฝังให้กับเยาวชนและคนทำงานรุ่นใหม่คือ “การคิดเชิงวิเคราะห์” (Analytic Thinking) และ “การคิดเชิงวิพากษ์” (Critical Thinking) เพื่อให้สามารถไตร่ตรองข้อมูลข่าวสารที่ซับซ้อนได้ นอกจากนี้ ทักษะด้าน “ความเป็นผู้นำ” (Leadership) และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ ดร.ปริญญา เน้นย้ำว่าเป็นไม้ตายของมนุษย์คือ “ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น” (Empathy) ซึ่งเป็นโมดูลที่ AI ไม่มีทางมีได้ การเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ด้วยกันเป็นสิ่งที่ทำให้เรายังคงความเหนือกว่าในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาผ่าน “ความรู้เท่าทันสื่อ” (Media Literacy), “ความรู้เท่าทันสารสนเทศ” (Information Literacy), “ความรู้เท่าทันดิจิทัล” (Digital Literacy) และที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ “ความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์” (AI Literacy) เพื่อให้เราเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมเรา

ความรู้เท่าทันและการกำกับดูแลคือเกราะป้องกัน

ในช่วงท้าย ดร.ปริญญา ได้สรุปความสำคัญของการมี “ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์” (AI Governance) ว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยควบคุมและกำกับดูแลการใช้งาน AI ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและปลอดภัย การที่เราจะอยู่รอดในยุคดิจิทัลโดยไม่ถูกแพลตฟอร์มต่างชาติครอบงำนั้น เราจำเป็นต้องรักษา “อธิปไตยทางดิจิทัล” (Digital Sovereignty) และ “อธิปไตยทาง AI” (AI Sovereignty) ไว้ให้มั่นคง หากเราขาดสิ่งเหล่านี้ เราอาจตกอยู่ในสถานะที่ถูกควบคุมโดยเทคโนโลยีของต่างชาติโดยสมบูรณ์

ในทางปฏิบัติ การสร้างความเชื่อมั่นและการกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรมนั้น องค์กรและภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐาน ISO 42001 ซึ่งเป็นมาตรฐานระบบการจัดการปัญญาประดิษฐ์ (AI Management System) ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ดร.ปริญญา ได้ระบุว่าองค์กรชั้นนำของไทยกำลังเร่งดำเนินการเพื่อขอรับรองมาตรฐานนี้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้าน AI (AI Risk Management) อย่างเป็นระบบ

นอกจากมาตรฐานสากลแล้ว หน่วยงานภายในประเทศอย่าง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยังได้จัดทำคู่มือและเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับ AI Governance และการบริหารจัดการความเสี่ยง (AI Risk Management) เพื่อให้องค์กรและประชาชนได้ศึกษาเป็นแนวทาง ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ควรทำความเข้าใจก่อนที่จะมีกฎระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ทยอยประกาศใช้อย่างชัดเจนในช่วงกลางปีหน้า

สุดท้าย ดร.ปริญญา ฝากข้อคิดทิ้งท้ายถึงความจำเป็นในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องผ่านการสอบใบรับรอง (Certification) ทางด้านไอทีและไซเบอร์ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทำงานในสายเทคโนโลยี เพื่อยืนยันความรู้ความสามารถและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การมีทั้งความรู้เท่าทัน (Literacy) และการกำกับดูแล (Governance) ที่เข้มแข็ง จึงจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้เราสามารถก้าวข้ามทุกความท้าทายในโลกยุค AI ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AIS ผนึก อว. – จุฬาฯ เปิดคอร์ส AI Literacy เรียนฟรี – เทียบหน่วยกิตได้ เริ่มก.พ. 69

SCBX กางแผนรับมือ ‘ควอนตัม’ จุดเปลี่ยนความปลอดภัยโลกการเงิน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar