Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

แกะรอยวิธีคิด และมรดกทางปัญญา ของ ‘อัมมาร สยามวาลา’

แกะรอยวิธีคิด และมรดกทางปัญญาของ 'อัมมาร สยามวาลา'

ในแวดวงเศรษฐศาสตร์ไทย หากจะเอ่ยถึงนามของบุคคลผู้เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรม และมีความคมคายทางปัญญาในการชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้กับสังคม ชื่อของ ศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา ย่อมปรากฏขึ้นเป็นลำดับต้น ๆ ท่านไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในทฤษฎี แต่คือ “ปัญญาชน” ผู้ทำหน้าที่เสมือน “เกลือที่รักษาความเค็ม” ให้แก่แผ่นดิน ด้วยการยึดถือความจริงและข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นที่ตั้ง

จากการเสวนาในหัวข้อ “อัมมาร สยามวาลา กับบทบาทต่อนโยบายสาธารณะของไทย” โดยมี ดร.สมเกียรติตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้สะท้อนให้เห็นถึงมรดกทางความคิดที่กว้างขวางผ่านมุมมองของนักวิชาการชั้นนำ 4 ท่าน ดังนี้

สถาปนิกผู้สร้าง “ธรรมาภิบาล” แห่งเสถียรภาพการเงิน

แม้สังคมไทยจะจดจำบทบาทของอาจารย์อัมมารในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 เรื่อง “สามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้” (The Impossible Trinity) แต่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ขยายความให้เห็นลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า คุณูปการที่ยิ่งใหญ่กว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์คือการเป็น “สถาปนิกทางความคิด” (Conceptual Architect) ผู้วางรากฐาน “ธรรมาภิบาลของธนาคารกลาง” (Central Bank Governance) ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ดร.ประสาร เล่าว่า อาจารย์อัมมารไม่ได้มองแค่วิกฤติค่าเงิน แต่ตั้งคำถามที่ลึกลงไปถึง “ระบบการตัดสินใจ” ว่าเหตุใดองค์กรที่เต็มไปด้วยคนเก่งระดับหัวกะทิและดร.จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จึงตัดสินใจผิดพลาดจนเกิดวิกฤต ท่านได้ฝากข้อสังเกตที่แสบสันต์และแหลมคมไว้ว่า “คนเก่ง ๆ เหล่านี้เมื่ออยู่เดี่ยว ๆ นั้นฉลาดมาก แต่พอมารวมกลุ่มกันตัดสินใจ กลับฉลาดน้อยลง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ระบบการตัดสินใจในขณะนั้นอาจรวมศูนย์หรือขาดการถ่วงดุลที่ดีพอ

เพื่อแก้ปัญหานี้ อาจารย์อัมมารจึงเสนอแนวทางปฏิรูปที่เปลี่ยนโฉมหน้าธนาคารแห่งประเทศไทยไปตลอดกาล โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ผู้ว่าการฯ เพียงคนเดียว มาเป็น “การตัดสินใจแบบคณะบุคคล” (Collegiate Decision Making) นำมาสู่การจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการเงิน” (กนง.) เพื่อให้เกิดการระดมสมองและรอบคอบ พร้อมทั้งวางหลักการสำคัญคือ ความเป็นอิสระ จากการแทรกแซงทางการเมือง ควบคู่ไปกับ ความรับผิดชอบ (Accountability) และ ความโปร่งใส ที่ต้องเปิดเผยรายงานและอธิบายต่อสาธารณะได้หากดำเนินการไม่บรรลุเป้าหมาย

นักเศรษฐศาสตร์ “สหวิทยาการ” ผู้มองเห็นคนตัวเล็ก

ในมุมมองด้านการเกษตร รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ ได้สะท้อนภาพอาจารย์อัมมารในฐานะ “นักเศรษฐศาสตร์ข้ามศาสตร์” (Transdisciplinary Economist) ผู้ไม่ได้มองปัญหาปากท้องด้วยแว่นตาเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่บูรณาการความรู้จากทั้งรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน

ดร.นิพนธ์ เล่าถึงบทบาทสำคัญของอาจารย์อัมมารในการต่อสู้เพื่อชาวนา โดยการคัดค้านนโยบายรัฐที่บิดเบือนกลไกตลาดอย่างหัวชนฝา เช่น การเรียกร้องให้ยกเลิก “พรีเมียมข้าว” เพื่อเปิดเสรีการค้า ซึ่งในยุคแรกสร้างศัตรูในวงราชการมากมาย แต่ท้ายที่สุดข้อมูลเชิงประจักษ์ก็ได้พิสูจน์ความจริงจนศัตรูกลายเป็นมิตร

ท่านยังต่อต้านรัฐราชการที่ทำตัวเสมือน “คุณพ่อรู้ดี” (Father Knows Best) ที่มักกำหนดชีวิตเกษตรกรจากห้องแอร์ ตัวอย่างสุดคลาสสิกที่ ดร.นิพนธ์ หยิบยกมาคือโครงการ “วัวพลาสติก” ที่รัฐส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงวัวพันธุ์ต่างประเทศที่นำเข้าแต่กลับไม่ออกลูกในสภาพแวดล้อมไทย จนเกษตรกรเป็นหนี้สินและต้องประท้วงด้วยการตัดหูวัว หรือโครงการมะม่วงหิมพานต์ที่ล้มเหลว อาจารย์อัมมารเชื่อมั่นเสมอว่า “เกษตรกรฉลาด” และรู้ดีที่สุดว่าอะไรคือผลประโยชน์ของตนเอง รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงจนเกิดความเสียหาย

นอกจากนี้ ผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง “ประมวลความรู้เรื่องข้าว” ยังสะท้อนความรอบรู้ที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่โรงสี ผู้ส่งออก ไปจนถึงวิถีชีวิตชาวนา กลายเป็นตำราอ้างอิงที่ “ขึ้นหิ้ง” ของวงการ ความสนใจของท่านยังขยายไปถึงเรื่อง “ทุนทางสังคม” (Social Capital) และ “ระบบอุปถัมภ์” โดยท่านมักแลกเปลี่ยนความรู้กับปราชญ์ต่างสาขาอย่าง อาจารย์เสน่ห์ จามริก และ อาจารย์อคิน รพีพัฒน์ เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างสังคมไทยให้ลึกซึ้งกว่าแค่ตัวเลขจีดีพี

ที่สำคัญ ดร.นิพนธ์ ได้เปิดเผยถึงความกล้าหาญทางวิชาการของอาจารย์อัมมาร ที่มองเห็นสัญญาณอันตรายของฟองสบู่เศรษฐกิจก่อนปี 2540 แต่ด้วยความแหลมคมของประเด็น ท่านจึงเลือกใช้ นามปากกา “Ivory Tower” (หอคอยงาช้าง) เขียนบทความเตือนสติเรื่องวิกฤตค่าเงินบาทลงหนังสือพิมพ์ เพื่อหลีกเลี่ยงกระแสโจมตี (หรือ “ทัวร์ลง” ในภาษาปัจจุบัน) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า แม้จะถูกมองว่าอยู่บนหอคอย แต่สายตาของท่านกลับมองเห็นความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคนข้างล่างได้อย่างแม่นยำที่สุด

จากหลักประกันสุขภาพสู่จริยธรรมในยุคเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องของระบบสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ได้เปิดเผยบทบาท “ปิดทองหลังพระ” ของอาจารย์อัมมารว่า ท่านคือประธานคณะทำงานร่างข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรุ่นบุกเบิก ก่อนที่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจะเกิดขึ้นจริงเสียอีก โดยอาจารย์อัมมารไม่ได้บูชาตลาดเสรีแบบสุดโต่ง แต่กลับสนับสนุนแนวคิดการใช้ภาษีอากรมาดูแลสวัสดิการประชาชน (คล้ายระบบอังกฤษที่ท่านคุ้นเคย) พร้อมกับฝากวลีอมตะที่สะท้อนหัวใจความเป็นมนุษย์ไว้ว่า “คนมันจะเจ็บจะตาย… ให้มันเท่ากันซะหน่อยไม่ได้เหรอ”

สิ่งที่ท่านเน้นย้ำควบคู่ไปกับความเท่าเทียมคือ “วินัยทางการคลัง” อาจารย์อัมมารเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเจรจากับสำนักงบประมาณให้ยอมอนุมัติงบรายหัว (Capitation) ที่ “เพียงพอ” ต่อการรักษาจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขลอย ๆ นอกจากนี้ ท่านยังพยายามผลักดันให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูลของทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) เพื่อให้เห็นภาพรวมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท่านฝากไว้ให้คนรุ่นหลังสานต่อ

นอกจากเรื่องปากท้องและสุขภาพ นพ.สมศักดิ์ ยังเล่าถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของอาจารย์อัมมารในโครงการ ELSI (Ethical, Legal, and Social Implications) ซึ่งศึกษาผลกระทบทางจริยธรรมของเทคโนโลยีจีโนมมนุษย์ ในยุคที่สังคมกังวลว่ารัฐจะใช้อำนาจมิชอบกับพันธุกรรม อาจารย์อัมมารกลับเตือนสติด้วยมุมมองที่เฉียบคมว่า “เราควรกลัวธุรกิจมากกว่ากลัวรัฐบาล”เพราะในโลกทุนนิยมที่เทคโนโลยีชีวภาพก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภาคธุรกิจอาจมีอิทธิพลเหนือรัฐและจริยธรรม ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่ที่สังคมต้องเท่าทัน

จากนักเศรษฐศาสตร์สู่ นักสถาบันนิยมเชิงประวัติศาสตร์

อีกหนึ่งเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจและถือเป็น “จุดเปลี่ยน” (Turn) ทางความคิดครั้งสำคัญของอาจารย์อัมมาร ถูกถ่ายทอดโดย รศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ประกาศเจตจำนงที่จะ “แปะป้าย” ให้อาจารย์อัมมารใหม่ว่า ท่านไม่ใช่แค่นักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยม (Neoclassical Free Marketeer) อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือ “นักสถาบันนิยมเชิงประวัติศาสตร์” (Historical Institutionalist)

ดร.อภิชาต วิเคราะห์ว่าในช่วงทศวรรษ 1990 อาจารย์อัมมารเริ่มตระหนักว่า “ตลาด” ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยวตามทฤษฎี แต่ “ฝังตัว” (Embedded) อยู่ในโครงสร้างสถาบัน ซึ่งประกอบด้วย “กฎกติกา” (Rules of the game) และ “องค์กร” (Organizations) โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์คืองานเขียนชิ้นสำคัญอย่าง “Anatomy of the Crisis” และงานวิจัยร่วมกับ Christian Seng เรื่อง “Institutional Underpinnings of Growth”

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของนโยบายการเปิดเสรีทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความล้มเหลวของสถาบัน” (Institutional Failure) เพราะการนำนโยบายเสรีนิยมมาใช้โดยขาด “เงื่อนไขเบื้องต้นทางสถาบัน” (Institutional Prerequisites) ที่แข็งแรงพอ เช่น กฎหมายล้มละลายที่ล้าหลัง (ไม่มี Chapter 11), กระบวนการบังคับหนี้ที่กินเวลานาน 5-7 ปี และนิยามหนี้เสีย (NPL) ที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังไม่พร้อม การเปิดเสรีจึงกลายเป็นการเปิดประตูหายนะ

มรดกทางความคิดที่สำคัญที่สุดในด้านนี้ที่อาจารย์อัมมารทิ้งไว้ คือคาถาสองบทสำหรับนักวิจัยรุ่นหลัง คือ

“Institutions Matter” (สถาบันมีความสำคัญ): นโยบายสาธารณะจะดีหรือเลว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวนโยบายเพียว ๆ แต่ขึ้นอยู่กับสถาบันที่รายล้อมมันอยู่ การออกแบบนโยบายจึงต้องคำนึงถึงความพร้อมของกฎกติกาและองค์กรเสมอ

และ “Historical Consciousness” (สำนึกทางประวัติศาสตร์): สถาบันต่าง ๆ ล้วนมีประวัติศาสตร์และ “เส้นทางที่ถูกกำหนดไว้อดีต” (Path Dependence) การจะเข้าใจปัญหาปัจจุบัน (เช่น นโยบายจำนำข้าว หรือ ระบบสาธารณสุข) เราไม่สามารถตัดตอนดูแค่ปลายทาง แต่ต้องย้อนกลับไปดู “ต้นทาง” ว่าสถาบันเหล่านั้นถูกหล่อหลอมมาอย่างไรตามกาลเวลา

ดร.อภิชาต ทิ้งท้ายว่า แนวคิดนี้คือการเตือนสติไม่ให้นักวิชาการด่วนกระโดดไปสู่ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” (Policy Implication) โดยละเลยที่จะทำความเข้าใจ “เหตุแห่งปัญหา” ที่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างสถาบันและประวัติศาสตร์เสียก่อน

หอคอยงาช้างที่มองเห็นความจริง

ท้ายที่สุด ดร.สมเกียรติ ได้สรุปบทบาทของอาจารย์อัมมารไว้ว่า ท่านคือปราชญ์ผู้สามารถเปลี่ยนคำดูแคลนอย่าง “หอคอยงาช้าง” (Ivory Tower) ให้กลายเป็นจุดยืนที่สง่างาม อาจารย์อัมมารเคยกล่าวกับคนใกล้ชิดด้วยความภาคภูมิใจในความเป็น “หอคอย” เพราะการอยู่บนที่สูงทำให้สามารถมองเห็นปัญหาของสังคมได้กว้างไกล (Bird’s-eye view) และเห็นภาพรวมที่ชัดเจนกว่าการคลุกฝุ่นอยู่ในสมรภูมิเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม หอคอยของอาจารย์อัมมารไม่ใช่หอคอยที่ปิดตาย แต่เป็นหอคอยที่เปิดรับความจริงจากทุกทิศทาง ท่านไม่ได้ยึดติดกับทฤษฎีในตำรา แต่แสวงหาความรู้จาก “หลักฐานเชิงประจักษ์” (Evidence-based) ไม่ว่าจะมาจากการเดินเดินภาคสนาม การสัมภาษณ์ผู้คน หรือการถกเถียงกับเพื่อนร่วมงาน ทำให้ข้อเสนอแนะของท่านมีความสมดุลระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจริง

ดร.สมเกียรติ ยังชี้ให้เห็น “ความกล้าหาญทางวิชาการ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของท่าน อาจารย์อัมมารกล้าที่จะ “พูดความจริงต่อผู้มีอำนาจ” (Speak Truth to Power) โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายประชานิยมที่สร้างความเสียหาย หรือการทักท้วงผู้มีอำนาจทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกัน ท่านกลับมีความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humble) อย่างยิ่งต่อผู้น้อยและเพื่อนร่วมงาน พร้อมรับฟังคำโต้แย้งโดยไม่ถือตัว

บทส่งท้ายที่เปี่ยมความหมายที่สุด คือการเปรียบเปรยอาจารย์อัมมารเป็นดั่ง “เกลือที่รักษาความเค็ม” ตามคำสอนของท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครูใหญ่ทางความคิดของท่าน ที่กล่าวไว้ว่า รางวัลที่แท้จริงของนักวิชาการไม่ใช่ลาภยศ เงินทอง หรือตำแหน่งทางการเมือง แต่คือ “ความพอใจภายในที่ได้แสวงหาความจริง ได้ทำงานอย่างซื่อสัตย์ทางวิชาการ และได้ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม” ซึ่งชีวิตและการทำงานของ ศาสตราจารย์ ดร.อัมมาร สยามวาลา คือประจักษ์พยานที่สมบูรณ์ที่สุดของถ้อยคำนี้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SCBX กางแผนรับมือ ‘ควอนตัม’ จุดเปลี่ยนความปลอดภัยโลกการเงิน

10 องค์กรรัฐ-เอกชนเปิดผลงานเด่น คว้ารางวัล ASOCIO Awards 2025

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar