ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการพลังงานอย่าง “เชลล์” (Shell) ตัดสินใจขยายอาณาจักรธุรกิจแบบข้ามอุตสาหกรรม (Cross-Industry Innovation) ครั้งสำคัญในประเทศไทย ด้วยการกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ Personal Care และผลิตภัณฑ์ความงามอย่างเต็มตัว การเดินหมากครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้าใหม่ แต่เป็นการนำ “Core Technology” ที่ตนเองเชี่ยวชาญที่สุดอย่าง Gas-to-Liquids (GTL) มาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม สู่ส่วนผสมเกรดพรีเมียมที่ตลาดโลกกำลังถวิลหา
จากบ่อพลังงาน สู่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง

กมลพัทธ์ พหลโยธิน กรรมการบริหารธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด แม่ทัพใหญ่ในดีลนี้ ระบุชัดเจนว่า เชลล์จะไม่หยุดอยู่แค่ความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันหล่อลื่น (ซึ่งครองแชมป์โลกมา 19 ปีซ้อน) แต่กำลังมองหา “น่านน้ำใหม่” โดยการเปิดตัว “Shell Silk Alkane” ถือเป็นก้าวแรกในไทยที่นำเทคโนโลยี GTL มาต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมความงาม
“การเข้าสู่ตลาด Personal Care คือการขยายบทบาทข้ามอุตสาหกรรม เรามุ่งเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้ตลาดความงามไทยก้าวสู่ระดับสากล” คุณกมลพัทธ์ กล่าว
เจาะลึก “Shell Silk Alkane” ทำไมวงการบิวตี้ต้องจับตามอง?
จุดแข็งของ Shell Silk Alkane คือการแก้ Pain Point ของผู้ผลิตเครื่องสำอางยุคใหม่ที่ต้องการหนีจากสารเคมีดั้งเดิม สินค้านี้มีจุดขายระดับ “Killer Features” ดังนี้:
- ความบริสุทธิ์สูง: มาตรฐานระดับเภสัชกรรม (Pharmaceutical Grade) ไร้สี ไร้กลิ่น
- Clean Beauty Friendly: ปราศจากซิลิโคน น้ำมันแร่ และโลหะหนัก ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักษ์โลก
- Vegan & Eco: ผ่านการรับรอง Vegan Verification (Chem-MAP) ว่าปราศจากการปนเปื้อนของสัตว์ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (OECD 301B)
- ประสิทธิภาพ: เป็นทั้ง Key Emollient (สารให้ความชุ่มชื้น), Condition Agents (ปรับสภาพผิว) และตัวช่วยกระจายสาร (Solubilises) ให้เนื้อสัมผัสนุ่มลื่น ไม่เหนอะหนะ ลดผมชี้ฟู
ผนึกพันธมิตร “เจ๊บเซ่น แอนด์ เจ๊สเซ่น” ปูพรมกระจายสินค้า
ในเชิงยุทธศาสตร์การจัดจำหน่าย เชลล์เลือกจับมือกับ บริษัท เจ๊บเซ่น แอนด์ เจ๊สเซ่น อินกรีเดียนส์ (ที) จำกัด หรือ JJIT แต่งตั้งให้เป็นผู้จัดจำหน่ายรายแรกอย่างเป็นทางการ
ทรงสิน สังขเวทัย กรรมการผู้จัดการ JJIT มองว่า ดีลนี้คือการผสานจุดแข็ง (Synergy) ระหว่าง “เทคโนโลยีระดับโลกของเชลล์” กับ “เครือข่ายลูกค้าที่แข็งแกร่งของ JJIT” ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาสูตร (Formulators) ในไทยเข้าถึงวัตถุดิบพรีเมียมได้ง่ายขึ้น ลดระยะเวลาในการพัฒนาสินค้า (Speed-to-market) และเพิ่มขีดความสามารถด้าน R&D ให้กับแบรนด์ไทย
โชว์เคส “สูตรต้นแบบ” พร้อมรบในตลาด
เพื่อพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริง เชลล์และ JJIT ได้พัฒนา Formulations Guide หรือสูตรต้นแบบสินค้าที่พร้อมผลิตขายจริง ครอบคลุมตั้งแต่:
- สกินแคร์: ครีมบำรุงเข้มข้น (Butter Melt), คลีนซิ่งบาล์ม, สครับเจล
- แฮร์แคร์: สเปรย์ปกป้องเส้นผม (Bi-Phase Spray)
- อื่น ๆ: น้ำยาบ้วนปาก 2-Phase, มาสก์ชาร์โคลแบบสติ๊ก
ทิศทางตลาด: โอกาสที่รออยู่ข้างหน้า
ข้อมูลจาก Custom Market Insights ชี้ให้เห็นว่า ตลาดความงามและสกินแคร์ของไทยในช่วงปี 2025–2034 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ถึง 5.45% ตัวเลขนี้ยืนยันได้ว่า เชลล์กระโดดเข้ามาถูกจังหวะและถูกเวลา ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ความสวยงาม แต่ต้องปลอดภัยและยั่งยืน
การขยับตัวของเชลล์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการขายสารเคมี แต่เป็นการประกาศศักดาว่า เทคโนโลยีพลังงานสามารถแปลงร่างเป็นนวัตกรรมความงามที่รักษ์โลกได้ และนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Supply Chain ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ปั้นนวัตกรรมไทย: ก้าวข้าม ‘กับดัก’ ดิจิทัล สู่เศรษฐกิจอนาคต
บางกอกเคเบิ้ล เปิดตัว ‘แผ่นพื้นพลังงานจลน์’ เปลี่ยนทุกย่างก้าวเป็นไฟฟ้า





