ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงในปี 2026 งานสัมมนาใหญ่แห่งปี “ครอบครัวข่าว 3 Forum 2026: ทิศทางโลก ทิศทางไทย (Global Dynamics and Thailand’s Future)” วงเสวนาเจาะลึกเทรนด์การลงทุนภายใต้หัวข้อ “Golden Compass: เข็มทิศทองคำ” ได้สะท้อนภาพทิศทางการลงทุนที่สำคัญผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ 3 ท่าน ได้แก่ นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold), นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ และ กฤษณ์ ประพฤทธิ์วงศ์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Assistant Vice President Wealth & Private Bank ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงสินทรัพย์หลักอย่าง ทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี และตลาดหุ้น ในวันที่โลกเผชิญกับพายุแห่งความไม่แน่นอน
ทองคำและโลหะมีค่า: สัญญาณ De-dollarization และดาวรุ่งดวงใหม่

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ทองคำในปี 2026 ว่ายังคงเป็น “ปีทอง” ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า โดยราคาทองคำโลกได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองคำไทยพุ่งเหนือ 67,900 บาท ปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงเป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้าง ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งใหม่ในเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์
ประเด็นเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือสัญญาณการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) ของธนาคารกลางทั่วโลก โดยสถิติชี้ว่าธนาคารกลางได้ลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรดอลลาร์จากเดิม 60-70% ลงมาเหลือ 56-57% และหันมาสะสมทองคำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1,000 ตันต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
นอกจากทองคำแล้ว นพ.กฤชรัตน์ ยังชี้ให้เห็นถึง “สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม” อย่างกลุ่มโลหะมีค่าอื่นๆ (Precious Metals) ที่สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า โดยเฉพาะ แพลทินัม (Platinum) และพาลาเดียม (Palladium) ซึ่งในปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นสูงถึง 148% รวมถึงแร่เงิน (Silver) ที่นักลงทุนไทยเริ่มหันมาสะสมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับเป้าหมายราคา นพ.กฤชรัตน์ มองสอดคล้องกับสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง JP Morgan และ Goldman Sachs ว่าราคาทองคำมีโอกาสแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในครึ่งปีแรกของปี 2026 พร้อมทั้งเผยถึงแนวทางลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท ซึ่งเกิดจากมูลค่าการซื้อขายทองคำในไทยที่สูงกว่า 10 ล้านล้านบาทต่อปี โดยภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐในการผลักดันแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์ (USD) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อค่าเงินบาทได้ถึง 70%
คริปโทเคอร์เรนซี: โครงสร้างตลาดที่เหนือกว่าและความแข็งแกร่งยามสงคราม
ด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล คุณนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ ชี้ว่า คริปโทเคอร์เรนซีในปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Mass Adoption” อย่างแท้จริง โดยปัจจัยบวกไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรรายย่อย แต่มาจากเม็ดเงินของนักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) อาทิ กองทุนบริหารเงินของมหาวิทยาลัย (Endowment Fund) อย่าง Harvard ที่เริ่มจัดสรรเงินลงทุนใน Bitcoin ประมาณ 4% รวมถึงรัฐบาลลักเซมเบิร์กที่เริ่มลงทุนผ่าน Sovereign Wealth Fund
คุณนิรันดร์ได้เปรียบเทียบเชิงโครงสร้างว่า สินทรัพย์ดิจิทัลมีประสิทธิภาพเหนือกว่าตลาดทุนดั้งเดิมด้วยระบบการซื้อขายแบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน (24/7 Trading) ไร้ข้อจำกัดเรื่องเวลาทำการเหมือนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เทรดได้เพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของราคา Bitcoin ในภาวะสงคราม โดยสถิติย้อนหลัง 10 ปีชี้ว่า ปกติเมื่อเกิดสงคราม Bitcoin มักจะปรับตัวลดลง 10-15% ในช่วงแรก แต่ในวิกฤตการณ์ล่าสุด (เวเนซุเอลา) ราคากลับทรงตัวและไม่ปรับลดลง ซึ่งสะท้อนถึงสถานะ Safe Haven ที่แข็งแกร่งขึ้นและการแยกตัว (Decoupling) จากความตื่นตระหนกของตลาดแบบเดิม สำหรับกลยุทธ์ปีนี้ แนะนำให้นักลงทุนเน้นความระมัดระวัง ศึกษาข้อมูลเจาะลึกรายโปรเจกต์ (Research-based) และหลีกเลี่ยงการลงทุนตามกระแส (FOMO)
ตลาดหุ้น: เดิมพันกับผู้ชนะดอกเบี้ยขาลงและหุ้นความมั่นคง
ในส่วนของตลาดทุน คุณกฤษณ์ ประพฤทธิ์วงศ์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Assistant Vice President Wealth & Private Bank ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพธีมการลงทุนปี 2026 ที่ชัดเจนขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มโอกาสสำคัญ
- หุ้นสหรัฐฯ ขนาดกลางและเล็ก (US Small & Mid Cap): เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงของสหรัฐฯ เนื่องจากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจะส่งผลบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่
- หุ้นยุโรปกลุ่มความมั่นคง (European Defense): ยุโรปเป็นภูมิภาคที่มีการใช้นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) สูง โดยเฉพาะงบประมาณด้านยุทโธปกรณ์และการป้องกันประเทศ ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้
- หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI: ยังคงเป็นเมกะเทรนด์ โดยปีนี้จะเห็นการเปลี่ยนผ่านจากซอฟต์แวร์ (เช่น ChatGPT) ไปสู่ฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่มี Valuation น่าสนใจกว่าสหรัฐฯ
นอกจากนี้ เพื่อลดความผันผวนจากความไม่แน่นอนของตลาด คุณกฤษณ์แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนบางส่วนเข้าสู่ สินทรัพย์นอกตลาด (Private Equity) ซึ่งมีจุดเด่นคือราคาไม่ผันผวนตามอารมณ์ของตลาดรายวัน
สำหรับ หุ้นไทย แม้จะขาดปัจจัยหนุนด้านการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่มีจุดเด่นที่ “ผลตอบแทนจากเงินปันผล” (Dividend Yield) ที่สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยหุ้นกลุ่มธนาคารให้ปันผลระดับ 5% และหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลขยับขึ้นมาที่ 3-4% ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
บทสรุป: การจัดสรรสินทรัพย์คือกุญแจสำคัญ
บทสรุปจากเวที Golden Compass ในปี 2026 ชี้ให้เห็นจุดร่วมกันคือ “ความไม่แน่นอน” ของสถานการณ์โลก ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) อย่างสมดุล
- ทองคำ: ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) และรักษามูลค่าในยามที่สกุลเงินหลักเสื่อมค่า
- คริปโทเคอร์เรนซี: เป็นสินทรัพย์เพื่อการเติบโต (Growth) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับจากสถาบันการเงิน
- หุ้น: เน้นการเลือกรายตัว (Selective) ในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์เฉพาะทาง เช่น ดอกเบี้ยขาลง AI และความมั่นคง
ปี 2026 จึงไม่ใช่ปีของการ “ทุ่มหมดหน้าตัก” ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงและเฟ้นหา “ผู้ชนะ” ในแต่ละวัฏจักรเศรษฐกิจอย่างแม่นยำ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Reinvent Thailand: ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤติ Perfect Storm
จุดหักเหอุตสาหกรรมไทย: ยกเครื่องสู่ Smart Nation ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ทุน



