บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี (BJC) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (DHL Supply Chain) ลงนามสัญญาร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อดำเนินธุรกิจด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าสำหรับเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากลและรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการแพทย์ในไทยและภูมิภาค
อัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า BJC มีรากฐานวัฒนธรรมองค์กรแบบเยอรมัน (German DNA) จึงมีความเข้ากันได้ดีกับ DHL การจับมือครั้งนี้ไม่เพียงแค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับคนไทย
“เราต้องการยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ทางการแพทย์ของไทยให้ทัดเทียมสากล เพื่อดึงดูดบริษัทยาและเครื่องมือแพทย์ชั้นนำของโลกให้เข้ามาลงทุน สิ่งสำคัญคือการรองรับเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เช่น Cell and Gene Therapy หรือ CAR-T Cell ที่ต้องใช้การขนส่งที่มีความซับซ้อนและมาตรฐานสูง ซึ่งความร่วมมือนี้จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น”
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)เสริมว่า หัวใจสำคัญของความแข็งแกร่งในธุรกิจ Healthcare คือระบบโลจิสติกส์ที่มีมาตรฐานสูงและสอดคล้องกับกฎระเบียบต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด แม้ทาง BJC จะมีหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ดำเนินการอยู่เดิม แต่ความร่วมมือนี้จะช่วยส่งเสริมศักยภาพให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพื่อตอบรับโอกาสการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของประเทศไทย
“ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการผสานจุดแข็งระหว่าง ความเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (Global Expert) ของ DHL ที่มีความพร้อมด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ากับ ความเชี่ยวชาญในท้องถิ่น (Local Player) ของ BJC ที่มีความชำนาญในธุรกิจเวชภัณฑ์ และมีทีมบริการที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดย BJC และ DHL มีความสัมพันธ์อันดีทางธุรกิจมายาวนานกว่า 20 ปี ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Healthcare ของเราก็ดำเนินงานมากว่า 60 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับความเป็นมืออาชีพของ DHL ในระดับโลก”
กางแผน 5 ปี ดันรายได้กลุ่ม Healthcare แตะ 28,000 ล้านบาท
ธีรวรรณ ศรีสุข รองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์ บีเจซี กล่าวถึงภาพรวมรายได้ว่า ปัจจุบันรายได้รวมของ BJC อยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่ม Healthcare ประมาณ 8,000 ล้านบาท
“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) ที่จะสร้างการเติบโตก้าวกระโดดให้กับกลุ่ม Healthcare โดยเราตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ย 36% ต่อปี คาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า รายได้ของกลุ่ม Healthcare จะเติบโตขึ้น 4 เท่า หรือแตะระดับ 28,000 ล้านบาท”
สำหรับโครงสร้างธุรกิจ Healthcare ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1. กลุ่มธุรกิจยาและเวชสำอาง (Pharmaceuticals & Cosmetics) สัดส่วนรายได้ 60% ประกอบด้วยสินค้าอย่าง Nabota, โบท็อกซ์ และกลุ่ม OTC และ 2. กลุ่มเครื่องมือแพทย์ (Medical Devices) สัดส่วนรายได้ 40% ซึ่งบริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องมือวินิจฉัยโรค (Imaging) เช่น CT Scan, MRI นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
ในด้าน เครือข่ายการกระจายสินค้า (Corporate Distribution) บริษัทมีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ประกอบด้วยโรงพยาบาล 1,200 แห่ง คลินิก 2,600 แห่ง และร้านขายยา 4,600 แห่ง ทำให้ปัจจุบัน BJC Healthcare ก้าวขึ้นเป็น Top Tier Healthcare Distributor ของประเทศ
โมเดลการให้บริการแบบ One Stop Service และการลงทุนใหม่
คุณธีรวรรณ กล่าวต่อว่า รูปแบบการดำเนินธุรกิจจะเป็นลักษณะ One Stop Service ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน (Registration) การนำเข้า การตลาดและการขาย ไปจนถึงบริการหลังการขาย (After Sales Service) และการบริหารจัดการการเก็บเงิน (Cash Collection) ซึ่งแม้เดิมบริษัทจะบริหารจัดการเอง แต่ปัจจุบันได้ผนึกกำลังกับ DHL เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับบริษัทร่วมทุนใหม่นี้ เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 100 ล้านบาท และมีแผนการลงทุนต่อเนื่องปีละ 1,000 – 1,500 ล้านบาท เพื่อขยายคลังสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวก โดย DHL จะเข้ามาช่วยเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับโลก ทั้งบริษัทข้ามชาติ (MNCs) และแบรนด์ชั้นนำ เพื่อนำสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาดในไทย
แนวโน้มตลาดสุขภาพปี 2569-2573
จากการวิจัยพบว่ามี 5 กลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น ซึ่ง BJC มุ่งเน้นใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- โรคติดเชื้อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Infectious & Chronic Diseases) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง
- กลุ่มความงามและศัลยกรรมตกแต่ง (Beauty & Aesthetics) คาดว่าจะเติบโตสูงถึงร้อยละ 40 ภายใน 5 ปี
- กลุ่มป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ (Preventive & Wellness) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
ยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล
อาทิตย์ สุวรรณวรบุญ Head of Operation บริษัทร่วมทุนฯ กล่าวว่า ทิศทางตลาดให้ความสำคัญกับ 2 ประเด็นหลัก คือ ระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Network) และ การแพทย์แม่นยำ (Personalized Medicine) ที่ต้องรองรับการรักษาแบบ Telemedicine หรือการส่งสินค้าตรงถึงผู้ป่วย (Direct to Patient)
เพื่อตอบโจทย์นี้ บริษัทได้นำเทคโนโลยี ‘My Supply Chain Track and Trace’ เข้ามาใช้ เพื่อให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะสินค้าได้แบบเรียลไทม์ (Full Visibility) โดยนำองค์ความรู้และมาตรฐานความเป็นเลิศ (Operation Excellence) จาก DHL มาปรับใช้ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรโดยส่งพนักงานไปฝึกอบรมในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลียและสิงคโปร์
“ด้านความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก บริษัทดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน ISO 13485, GMP และ GDP รองรับการจัดเก็บสินค้าทุกช่วงอุณหภูมิ ตั้งแต่ยาทั่วไป วัคซีน ไปจนถึงระดับ Ultra-low Temperature (-196 องศาเซลเซียส) พร้อมนำนวัตกรรม Platinum Packaging Solution จากออสเตรเลียมาใช้เพื่อรักษาอุณหภูมิและลดต้นทุนโลจิสติกส์”
พันธกิจหนุนระบบสาธารณสุขไทย

เคนนี่ ไท (Kenny Thai) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุน กล่าวปิดท้ายว่า บริษัทมีเป้าหมายสร้างการเติบโตของรายได้เป็น 2 เท่าจากเป้าหมายเดิมภายใน 5 ปี แต่เหนือกว่านั้นคือพันธกิจในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society)
บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทานเพื่อช่วยลดต้นทุน ทำให้ประชาชนกว่า 75% ที่อยู่นอกเขตกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้อย่างทั่วถึง โดยกลยุทธ์การดำเนินงานจะขับเคลื่อนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย AI และระบบอัตโนมัติ ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานคุณภาพ (Quality Culture) ที่เข้มงวดที่สุด เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Salesforce เปิดตัว ‘Agentforce’ ภาษาไทย พลิกโฉมธุรกิจสู่ยุค Agentic Enterprise
CEO Vision 2569: ‘ผ่าทางตัน’ ปั้นเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ พลิกฟื้นไทย
เจาะลึกทิศทางการลงทุนปี 2569: ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่โอกาสใน ‘ทองคำ-คริปโทฯ-หุ้น’



