ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง การยกระดับสินค้าเกษตรไทยด้วย “นวัตกรรม” กลายเป็นกุญแจสำคัญสู่ความอยู่รอด มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เปิดเวทีเสวนาเจาะลึกโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้งานแถลงข่าว “นวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” ชวนถอดรหัสความสำเร็จในหัวข้อ “จากของเหลือ สู่นวัตกรรมทำเงิน” (From Waste to Wealth) พบกับบทพิสูจน์ศักยภาพข้าวไทยผ่านวิสัยทัศน์ของ 2 องค์กรต้นแบบ จากภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน ที่กล้าฉีกกรอบเดิมด้วยการเปลี่ยน “ผลพลอยได้” ทางการเกษตรไร้มูลค่า ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดด้านราคาและคู่แข่งในตลาดโลก
ชุบชีวิต “รำข้าว” โลละ 7 บาท สู่เครื่องดื่มรับสังคมสูงวัย

ประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศปี 2568 จากผลงาน “เครื่องดื่มรำข้าวสำเร็จรูปชนิดผง” (Rice Bran Powder Drink) ได้เปิดเผยถึงโมเดลความสำเร็จในการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยระบุว่าจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมต้องเริ่มจากการมองเห็นปัญหา หรือ “จุดเจ็บปวด” (Pain Point) ภายในองค์กรอย่างทะลุปรุโปร่ง
โดยปัญหาสำคัญที่พบคือการมีของเหลือทิ้งมหาศาลกับราคาที่ต่ำเตี้ย ซึ่งบริษัทมีผลพลอยได้ (By-product) จากกระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว คือ “รำข้าวสกัดน้ำมัน” (Defatted Rice Bran) ในปริมาณสูงกว่า 300,000 ตันต่อปี จากภาพรวมทั้งอุตสาหกรรมที่มีอยู่กว่า 500,000 ตัน ซึ่งเดิมทีทรัพยากรเหล่านี้ถูกส่งขายเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในราคาเพียง 7-10 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นมูลค่าที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับคุณค่าทางโภชนาการที่หลงเหลืออยู่
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว บริษัทจึงตัดสินใจนำนวัตกรรมเข้ามาใช้โดยเลือกกลยุทธ์การผสาน 3 องค์ประกอบเข้าด้วยกัน ได้แก่ องค์ความรู้เดิมจากงานวิจัยที่รองรับคุณประโยชน์ของรำข้าว เทคโนโลยีการผลิตจากการแปรรูปอาหารสมัยใหม่ และเทรนด์ตลาดที่เกาะกระแสสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนกากย่อยสลายให้กลายเป็น “เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ” ที่มีมูลค่าสูงและตอบโจทย์กลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้สำเร็จ
ในด้านบทเรียนความสำเร็จหรือ Success Story นั้น คุณประทีป ได้ถอดบทเรียนจากอดีตโดยย้อนความถึงรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติปี 2549 จากผลงาน “น้ำมันรำข้าวที่มีโอริซานอลสูง” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ (Turning Point) ของวงการ เพราะก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวไทยอยู่ในสภาวะถดถอย (Dying Industry) จนผู้ผลิตลดจำนวนลงเหลือเพียง 2-3 ราย แต่ด้วยการใช้นวัตกรรมสร้างความแตกต่าง ทำให้อุตสาหกรรมนี้กลับมาเฟื่องฟูจนมีผู้เล่นในตลาดกว่า 20 แบรนด์ในปัจจุบัน
สำหรับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง (Continuous Innovation) บริษัทไม่ได้หยุดอยู่แค่เครื่องดื่มรำข้าว แต่ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง (Pipeline) เพื่อแก้ปัญหา Pain Point อื่น ๆ ในอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ เนยขาวจากน้ำมันรำข้าว (Rice Bran Shortening) เพื่อทดแทนไขมันทรานส์และน้ำมันปาล์ม ไรซ์บัตเตอร์ (Rice Butter) เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับวงการเบเกอรี่ และครีมเทียมจากน้ำมันรำข้าว (Rice Bran Non-Dairy Creamer) ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าแรกที่ผลิตเพื่อทดแทนครีมเทียมจากน้ำมันปาล์มที่ครองตลาดอยู่
คุณประทีป ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า บทเรียนสำคัญคือเมื่อเจอปัญหาอย่าหนี บางคนบอกว่าข้าวราคาไม่ดีก็ให้หนีไปปลูกพืชอื่น นั่นคือการหนีจากปัญหาหนึ่งไปเจออีกปัญหาหนึ่ง วิธีที่ถูกต้องคือต้องสู้กลับด้วยนวัตกรรม มองหา Pain Point ของตัวเองให้เจอ แล้วแก้ตรงนั้น เพราะอุตสาหกรรมข้าวเกี่ยวพันกับทั้งพลังงาน (แกลบ) การขนส่ง และการท่องเที่ยว การใช้นวัตกรรมจึงไม่ใช่แค่ทางรอดของบริษัท แต่คือความอยู่รอดของทั้ง Supply Chain
เสก “แป้งข้าวเจ้า” เป็นงานศิลป์ ลดต้นทุนนำเข้า 6 เท่า

ในขณะที่มุมมองจากภาคการศึกษาและวิสาหกิจชุมชน ผศ.ดร.จักรพันธ์ รูปงาม หัวหน้าสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ผู้พัฒนา “Thai Rice Clay” ดินปั้นงานหัตถกรรมจากแป้งข้าวเจ้า และเป็นผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศปี 2567 ประเภทวิสาหกิจชุมชน ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การเปลี่ยนวัตถุดิบก้นครัวให้กลายเป็นงานศิลปะมูลค่าสูง
Pain Point: ต้นทุนการเรียนที่สูงลิ่วจากวัสดุนำเข้า จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมนี้เกิดจากปัญหาหน้างานจริง (Real-world Problem) ในการเรียนการสอนวิชาประดิษฐ์ดอกไม้และงานหัตถกรรม ซึ่งเดิมทีจำเป็นต้องใช้วัสดุ “ดินปั้น” นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดินญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาสูงมาก เมื่อนักศึกษาต้องใช้ฝึกปฏิบัติในปริมาณมาก จึงกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณที่สิ้นเปลือง
Research & Development: จากทุ่งกุลาร้องไห้สู่ห้องแล็บ ผศ.ดร.จักรพันธ์ จึงเริ่มทำการวิจัยเพื่อหาวัสดุทดแทน โดยมองข้ามช็อตจากวัสดุทั่วไปอย่างแป้งข้าวโพดหรือดินขาว ไปสู่การใช้ “แป้งข้าวเจ้า” และ “แป้งข้าวเหนียว” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหาง่ายในประเทศ โดยได้เลือกใช้แป้งข้าวหอมมะลิคุณภาพดีจาก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ด มาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น
ความโดดเด่นของนวัตกรรมชิ้นนี้คือการผสานศาสตร์ด้านศิลปะเข้ากับวิทยาศาสตร์ (Art & Science) โดยได้ร่วมมือกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน วิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) ภายในคณะ เพื่อนำสูตรดินปั้นที่คิดค้นได้ไปทดสอบค่าทางกายภาพในห้องปฏิบัติการ (Laboratory) อย่างละเอียด ทั้งการวัดค่าความหนืด (Viscosity) และความเนียน เพื่อให้มั่นใจว่าดินปั้นจากข้าวมีคุณสมบัติเทียบเท่าดินเคมีนำเข้า
Outcome: ถูกกว่า ดีกว่า และสร้างความ “Wow” ผลลัพธ์ที่ได้คือดินปั้นที่มีเนื้อสัมผัสขาว เนียน นุ่ม มีความยืดหยุ่นสูง และที่สำคัญคือมีความปลอดภัย (Non-toxic) สามารถขึ้นรูปงานศิลปะที่มีความละเอียดซับซ้อนได้ไม่ต่างจากดินญี่ปุ่น แต่มี ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าถึง 5-6 เท่า
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการนำเข้า แต่ยังสร้างความ “Wow” ให้กับวงการ เพราะเดิมทีผู้คนมักติดภาพจำว่าผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวต้องเป็นของกินที่มีความกรอบร่วน แต่ Thai Rice Clay สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าวไทยสามารถแปรรูปเป็นวัสดุคงทนถาวรได้ ซึ่งรางวัลพระราชทานฯ ที่ได้รับเปรียบเสมือนเครื่องการันตีคุณภาพ (Guarantee) ที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้กลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชน OTOP ที่ผลิตงานหัตถกรรมดอกไม้ประดิษฐ์หันมาใช้วัตถุดิบนี้แทน สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชาวนาและชุมชนอย่างยั่งยืน
“แนวคิดสำคัญที่ได้จากการพัฒนาครั้งนี้คือ นวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ถอดด้าม (Invention) เสมอไป แต่สามารถเป็นการปรับปรุง (Improvement) จากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาและลดการนำเข้า ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง” ผศ.ดร.จักรพันธ์ กล่าวสรุป
“นวัตกรรม” คือทางรอดไม่ใช่แค่ทางเลือก
“นวัตกรรม” (Innovation) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่คือ “ทางรอด” (Survival) ของเศรษฐกิจไทย
นวัตกรรมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่มีพลังในการ “เปลี่ยนอนาคตของอุตสาหกรรม” ข้าวไทยไม่ได้จบอยู่แค่ในนาหรือโรงสี แต่เชื่อมโยงไปถึงภาคการขนส่ง พลังงานชีวมวล บรรจุภัณฑ์ และการท่องเที่ยว ดังนั้นการแก้ปัญหาข้าวจึงไม่ใช่การหนีไปปลูกพืชอื่น แต่คือการสู้กลับด้วยนวัตกรรมเพื่อแก้ไขจุดอ่อน (Pain Point) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ย้ำเตือนสติว่า ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI มนุษย์อาจได้รับความสะดวกสบาย แต่ AI ไม่สามารถทำให้เรา “อิ่มท้อง” หรือ “มีชีวิตรอด” ได้ในยามวิกฤต ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) จึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุด และการแปรรูปข้าวด้วยนวัตกรรมคือหนทางที่จะรักษาฐานทรัพยากรนี้ไว้ให้ยั่งยืน
เวทีการประกวด “นวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อชิงรางวัล แต่คือเวทีที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมกันค้นหาคำตอบใหม่ ๆ ให้กับข้าวไทย เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยความหวาดกลัว แต่รับมือด้วย “ปัญญา” และ “นวัตกรรม”
ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวดได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 19 มิถุนายน 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.thairice.org หรือช่องทางโซเชียลมีเดียของมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
กทม. ชู ‘Smart Enough City’ สู้ฝุ่น PM 2.5 ลดลงเกือบ 50%
ชู ‘นวัตกรรม’ พลิกโฉมข้าวไทย ทางรอดฝ่าคลื่น ‘ความเปลี่ยนแปลง’





