Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Priceza ชี้อีคอมเมิร์ซ 2569 สู่ยุค ‘Commerce OS’ ดันตลาด 1.15 ล้านล้าน

Priceza ชี้อีคอมเมิร์ซ 2569 สู่ยุค 'Commerce OS' ดันตลาด 1.15 ล้านล้าน

ไพรซ์ซ่า (Priceza) ชี้ทิศทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2569 ก้าวสู่ยุค “Commerce OS” ที่ต้องหลอมรวมทุกช่องทางเป็นหนึ่งเดียว คาดมูลค่าตลาดทะยานแตะ 1.15 ล้านล้านบาท แนะผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์รับมือพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยความสนุก (Shoppertainment) และความรวดเร็ว (Instant Commerce) พร้อมเตรียมความพร้อมสู้ศึกสินค้าจีนระลอกใหม่และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์การค้าปลีกทั้งระบบ

ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ได้เผยถึง “Thailand E-commerce Trend 2026” และภาพรวมความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ว่าบริบทของอีคอมเมิร์ซได้เปลี่ยนสถานะจากการเป็นเพียงช่องทางหารายได้เสริม มาสู่กลไกหลักทางธุรกิจที่ต้องอาศัยการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภค การวางกลยุทธ์แพลตฟอร์ม การทำความเข้าใจระบบอัลกอริทึม และการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อสร้างผลกำไรและการเติบโตทางธุรกิจ

ส่องตลาดค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซปี 2569

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินสถานการณ์ตลาดค้าปลีกของไทยในปี 2569 ว่าจะยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปในอัตราที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ซึ่งมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยผู้ซื้อจะเลือกจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพเป็นหลัก ได้แก่ กลุ่มอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงสินค้าในกลุ่มสุขภาพและความงาม (Health and Beauty)

อย่างไรก็ตาม นัยสำคัญอยู่ที่มูลค่าตลาดค้าปลีกรวมของไทยที่มีขนาดใหญ่ถึง 4 ล้านล้านบาท พบว่ามีสัดส่วนของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ครองส่วนแบ่งอยู่ประมาณร้อยละ 30 ซึ่งถือเป็นมูลค่าในระดับล้านล้านบาท โดยสถิติในปี 2568 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าแตะระดับ 1.08 ล้านล้านบาท และมีการคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 1.15 ล้านล้านบาทในปี 2569 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 7 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้กำลังซื้อในภาพรวมอาจชะลอตัว แต่ผู้บริโภคชาวไทยยังคงให้ความนิยมและเปลี่ยนผ่านสู่การช้อปปิ้งออนไลน์ เนื่องจากตอบโจทย์ในเรื่องความสะดวกสบาย (Convenience) และความคุ้มค่าจากส่วนลดต่าง ๆ

กลยุทธ์ 5D และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

คุณธนาวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของผู้บริโภคชาวไทยตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา โดยสรุปเป็นโมเดล “5D” ที่สะท้อนวิวัฒนาการของตลาด เริ่มต้นจากปัจจัยด้าน ราคา (Price)ซึ่งนับเป็นยุคแรกเริ่มที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานด้วยการแจกโค้ดส่วนลดและแข่งขันกันทำสงครามราคาเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้า ต่อมาเมื่อตลาดเริ่มมีความซับซ้อนขึ้น ปัจจัยเรื่องราคาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ นำมาสู่ความต้องการด้าน ความหลากหลาย (Variety) ที่ผู้บริโภคมองหาความครบครันของสินค้า หากค้นหาแล้วไม่พบสินค้าที่ต้องการหรือไม่ครบถ้วน ผู้ซื้อพร้อมที่จะเปลี่ยนใจไปใช้บริการแพลตฟอร์มอื่นในทันที

เมื่อการซื้อขายออนไลน์ขยายตัว ความกังวลเรื่องสินค้าลอกเลียนแบบได้ผลักดันให้เกิดปัจจัยด้าน คุณภาพ (Quality) ซึ่งส่งผลให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องปรับตัวด้วยการเปิดพื้นที่สำหรับร้านค้าทางการ (Official Shop) อาทิ Shopee Mall หรือ LazMall เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ นอกจากนี้ ความคาดหวังเรื่องระยะเวลาการได้รับสินค้าได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ปัจจัยด้าน การจัดส่ง (Delivery) โดยมาตรฐานความพอใจของผู้บริโภคขยับจากการจัดส่งในวันถัดไป (Next Day) มาสู่ความต้องการจัดส่งภายในวันเดียว (Same Day) หรือภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นแรงกดดันให้แพลตฟอร์มแบบออนดีมานด์ (On-demand) เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดมากขึ้น

สำหรับปัจจัยสุดท้ายที่กำลังเป็นกระแสหลักในปัจจุบันคือ ความสนุก (Fun) ซึ่งเปลี่ยนนิยามการช้อปปิ้งให้เป็นเรื่องของความบันเทิง หรือ Shoppertainment ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok Shop ที่ใช้วิดีโอสั้นเป็นเครื่องมือกระตุ้นสารเคมีในสมองอย่างโดปามีน (Dopamine) ทำให้ผู้ซื้อเกิดความรู้สึกเพลิดเพลินและต้องการซื้อสินค้าในขณะที่กำลังรับชมคอนเทนต์ สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์การขายในยุคใหม่จำเป็นต้องผสมผสานความบันเทิงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การซื้ออย่างกลมกลืน

การปรับตัวของแพลตฟอร์ม และกระแส Video Commerce

ภูมิทัศน์ของแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเพียงตลาดกลาง (Marketplace) ไปสู่การขยายขอบเขตบริการให้ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำในรูปแบบของแพลตฟอร์มคอนเทนต์ (Content Platform) เชื่อมโยงไปจนถึงปลายน้ำอย่างระบบการชำระเงิน (Payment) และระบบโลจิสติกส์ (Logistics) อย่างครบวงจร ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและวิดีโออย่าง TikTok ก็ได้รุกคืบเข้าสู่สมรภูมิอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว ซึ่งปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัต (Dynamic) และการปรับตัวอย่างรวดเร็วของผู้ให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริโภค

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการเติบโตของวิดีโอพาณิชย์ (Video Commerce) ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างตลาด โดยปัจจุบันครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25 หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยทั้งหมด ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญในสมรภูมินี้คือกลุ่มผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Creator) ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างความต้องการซื้อ (Demand Generation) ให้กับกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้กลยุทธ์ของแบรนด์ที่ต้องการประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับเหล่าครีเอเตอร์ เพื่อเปลี่ยนเนื้อหาให้กลายเป็นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ หรือที่เรียกว่า Creator Commerce ซึ่งเป็นการยกระดับจากการทำคอนเทนต์ทั่วไปสู่การสร้างรายได้ที่จับต้องได้จริง

เทรนด์ Instant Commerce และภูมิทัศน์โลจิสติกส์

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือการขยายตัวของ “พาณิชย์แบบเร่งด่วน (Instant Commerce)” ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าในทันที

คุณธนาวัฒน์ได้ยกตัวอย่างสินค้าที่มีความต้องการเร่งด่วนอย่างคาดไม่ถึงคือ “สายฉีดชำระ” เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่มักเกิดความเสียหายกะทันหันและจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที พฤติกรรมเช่นนี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้แพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร (Food Delivery) รายใหญ่ อาทิ แกร็บ (Grab) หรือ ไลน์แมน (LINE MAN) ต้องขยายขอบเขตการให้บริการจากการส่งอาหารเพียงอย่างเดียว มาสู่การจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่เน้นความเร็วในระดับรายชั่วโมง

ในส่วนของภูมิทัศน์ด้านการขนส่งด่วน (Express Delivery) พบว่าอัตราค่าบริการจัดส่งพัสดุในประเทศไทยปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 50 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และตลาดเริ่มเห็นผู้ชนะที่ชัดเจน โดยส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 60 ตกเป็นของ 2 ผู้เล่นรายใหญ่ ได้แก่ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) และ เอสเอฟ เอ็กซ์เพรส (SF Express) ซึ่งได้เข้าถือหุ้นในเคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) ความร่วมมือระหว่างผู้เล่นระดับโลกเหล่านี้ โดยเฉพาะระหว่าง J&T และ SF Holding จะยิ่งส่งเสริมให้สินค้าจากประเทศจีนสามารถกระจายเข้าสู่ตลาดโลกได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ถึงเวลาหรือยัง ที่ไทยจะมี Marketplace เป็นของตัวเอง?

ประเด็นที่ต้องจับตามองต่อเนื่องคือคลื่นสินค้าจากจีนระลอกใหม่ แม้หลายประเทศรวมถึงไทยและสหรัฐฯ จะเริ่มมีมาตรการกำแพงภาษีหรือการยกเลิกข้อยกเว้นภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ (De Minimis) แต่ผู้ประกอบการจีนได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการเน้นส่งออกสินค้าไร้แบรนด์ราคาถูก ไปสู่การสร้างแบรนด์ที่มีคุณภาพ (Branded) และมีความเป็นสากลมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือร้านค้าปลีกไลฟ์สไตล์อย่าง เคเควี (KKV) หรือแบรนด์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง แองเคอร์ (Anker) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในสนามการค้าปี 2026 ผู้ประกอบการไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันกับสินค้าจีนที่มีทั้งคุณภาพมาตรฐานและภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง

บทบาท AI และโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต

แม้กระแสของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือ มูลค่าตลาดกว่าร้อยละ 70 ยังคงหมุนเวียนอยู่ในช่องทางออฟไลน์ (Offline) ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองของกลุ่มทุนค้าปลีกขนาดใหญ่ (Big Corporate) อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่การเลือกระหว่างออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่คือการผสานช่องทาง (Omnichannel) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าร้อยละ 40 ของยอดขายที่เกิดขึ้นหน้าร้านได้รับอิทธิพลมาจากการสืบค้นข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงไม่ควรบริหารจัดการแบบแยกส่วน แต่ควรใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมยอดขายหน้าร้าน

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทในการพลิกโฉมวงการค้าปลีกครั้งสำคัญ จากข้อมูลในงาน NRF ที่มหานครนิวยอร์ก ระบุถึงแนวโน้มที่ AI จะเปลี่ยนสถานะจากเพียงเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูล มาสู่การเป็น “ตัวแทน (Agent)” ที่มีความสามารถในการทำธุรกรรมช้อปปิ้งแทนมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถของ แชทจีพีที (ChatGPT) หรือ เจมิไน (Gemini) ที่สามารถทำหน้าที่ตั้งแต่ค้นหา คัดเลือกสินค้า ไปจนถึงจัดการขั้นตอนการสั่งซื้อที่ซับซ้อนแทนผู้บริโภค ซึ่งนวัตกรรมนี้จะส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

สำหรับทิศทางโมเดลธุรกิจในปี 2569 จะมุ่งสู่รูปแบบการขายตรงสู่ผู้บริโภค (Direct to Consumer – DTC) หรือการเป็นเจ้าของช่องทางเอง (First Party) มากยิ่งขึ้น แบรนด์ต่าง ๆ จะหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มของตนเอง (Brand.com) เพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มตลาดกลาง (Marketplace) และที่สำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าให้เป็นสินทรัพย์ขององค์กร

คุณธนาวัฒน์ได้สรุปภาพรวมของปี 2569 ไว้ว่าจะเป็นยุคของ “ระบบปฏิบัติการทางการค้า (Commerce OS)” ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ธุรกิจต้องหลอมรวมทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลาง หน้าร้าน โซเชียลมีเดีย ระบบพันธมิตร (Affiliate) หรือวิดีโอพาณิชย์ เข้าด้วยกัน และบริหารจัดการทั้งหมดภายใต้ระบบปฏิบัติการเดียวโดยไม่ทำงานแยกส่วน (Silo) เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘STILL Sukhumvit 20’: ความหรูหราที่ไม่ต้องตะโกนจาก SC Asset

ทิศทางสื่อปี 2569: ยุค GEO ครองตลาด แนะชู ‘ตัวตนมนุษย์’ สร้างมูลค่าเพิ่มเหนือ ‘AI Slop’

ทางรอด SME ไทย: เลิกรับจ้างสร้างแบรนด์ ผนึกกำลังฝ่าวิกฤติ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar