Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมไทยหลังเลือกตั้ง 2569: จี้รื้อ ‘คน-เงิน-กฎหมาย’ กู้วิกฤติ GDP 34%

ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมไทยหลังเลือกตั้ง 2569: จี้รื้อ 'คน-เงิน-กฎหมาย' กู้วิกฤติ GDP 34%

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในช่วงการเลือกตั้งปี 2569 นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่พรรคการเมืองต่างหยิบยกขึ้นมาหาเสียงเพื่อดึงดูดคะแนนนิยม ทว่าเบื้องหลังคำโฆษณาที่สวยหรูบนเวทีหาเสียง คำถามสำคัญที่ยังคงดังก้องอยู่ในใจของภาคประชาชนและนักวิชาการคือ “ความเป็นไปได้” (Feasibility) ในทางปฏิบัติ เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่โลกและไทยกำลังเผชิญอยู่นั้น ซับซ้อนและรุนแรงเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยเพียงวาทกรรมทางการเมือง

ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) สมาคมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Thai SCP Association) และ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) จึงได้ผนึกกำลังจัดเวทีเสวนา “อนาคตสิ่งแวดล้อมไทยหลังการเลือกตั้ง” ขึ้น เพื่อระดมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ ทั้งจากภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันวิเคราะห์เจาะลึกถึงฉากทัศน์ประเทศไทย และหาคำตอบว่านโยบายเหล่านี้จะถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติ (Action) เพื่อสร้างความยั่งยืนที่จับต้องได้จริงได้อย่างไร

การสร้าง “คน” และภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตราจารย์ดร.จำลอง โพธิ์บุญ ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) กล่าวถึงเกณฑ์การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะว่าต้องพิจารณาจาก 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชน ความครอบคลุมต่อสถานการณ์โลก ความชัดเจนของนโยบาย และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติทั้งด้านงบประมาณและทรัพยากร

สำหรับประเด็นเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องดำเนินการทันทีคือการจัดการภัยพิบัติและฝุ่นละออง PM2.5 ส่วนระยะยาวต้องครอบคลุมเรื่องป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเล น้ำ ขยะ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมเศรษฐกิจสีเขียวที่ดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดังเช่นตัวอย่างความสำเร็จของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและโซลาร์เซลล์

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.จำลอง ยังเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนว่าต้องเริ่มจากการสร้างคนและการปลูกฝังจิตสำนึก โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย แต่ยังไม่ปรากฏชัดเจนในนโยบายของพรรคการเมืองเท่าที่ควร การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะสำเร็จได้ต้องปลูกต้นไม้ในใจคนก่อน เมื่อคนมีความรู้และจิตสำนึกที่ดี การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติจะเกิดขึ้นตามมา

“ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดูแลสิ่งแวดล้อม ล้วนเริ่มต้นจากการสร้างคน สิ่งที่ยังขาดหายไปในนโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่คือ การสร้างจิตสำนึกและศักยภาพของคน และการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย การปลูกต้นไม้ในป่านั้นสำคัญ แต่การปลูกต้นไม้ในใจคนสำคัญยิ่งกว่า” ศาสตราจารย์ ดร.จำลอง กล่าวเน้นย้ำ

โมเดล 3G เพื่อสมดุลเศรษฐกิจและสังคม

ทางด้านมุมมองเชิงโครงสร้างและวิศวกรรม ศาสตราจารย์ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดี (ความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอแนวคิดความเชื่อมโยงระหว่างน้ำ พลังงาน และอาหาร (Water-Energy-Food Nexus) ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรความมั่นคงของประเทศที่ไม่สามารถแยกส่วนบริหารจัดการได้ หากขาดความสมดุลจะนำไปสู่ความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวจะยิ่งทวีความรุนแรงของปัญหา ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรและห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่เพียงข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและความอยู่รอดของธุรกิจ

ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ ชี้ว่าแม้หลายพรรคการเมืองจะกล่าวถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ในปี 2050 แต่ความท้าทายระยะสั้นที่สำคัญกว่าคือการบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC 3.0 ซึ่งต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 47 ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ดังนั้นประเทศไทยจึงควรยึดถือโมเดลการพัฒนาแบบ 3G ประกอบด้วย GDP Growth หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ GHG Reduction หรือการลดก๊าซเรือนกระจก และ Gini Coefficient หรือการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เพื่อป้องกันปัญหาการกระจุกตัวของความมั่งคั่งแต่ทิ้งคนกลุ่มใหญ่ไว้เบื้องหลัง การจะสร้างสมดุลของ 3G ให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมด้านการรับมือภัยพิบัติ (Climate Resilience) และการสร้างขีดความสามารถของคน (Capacity Building) ผ่านการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) บนพื้นฐานของข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและกลไกการเงินรูปแบบใหม่

พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย

ในมิติทางเศรษฐกิจและการเงิน พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะกรรมการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้ชี้ให้เห็นถึง “สามสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” (Impossible Trinity) ในการบริหารประเทศ ที่ต้องทำให้เป็นไปได้ คือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของจีดีพี การลดความเหลื่อมล้ำ และการลดก๊าซเรือนกระจก

พร้อมเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงทางเศรษฐกิจว่า หากปล่อยให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2.6 องศาเซลเซียส ภายในปี 2050 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยอาจเสียหายสูงถึงร้อยละ 34 ซึ่งนับว่ารุนแรงมหาศาลเมื่อเทียบกับวิกฤติโควิด-19 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัวเพียงร้อยละ 3.4 ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคเชิงระบบ (Systemic Obstacle) ของไทยคือความไม่แน่นอนของนโยบาย (Policy Uncertainty) และวัฏจักรทางการเมืองที่สั้นสวนทางกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้เวลาแก้ไขยาวนาน รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ภาครัฐมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีราว 3.8 ล้านล้านบาท แต่เป็นงบผูกพันไปแล้วกว่าร้อยละ 90 เหลือเม็ดเงินสำหรับลงทุนจริงเพียงประมาณ 3.8 แสนล้านบาท ในขณะที่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ต้องการเงินลงทุนใหม่สูงถึงปีละ 3.6 แสนล้านบาท ซึ่งหมายความว่าลำพังงบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้

คุณพิพิธ เสนอทางออกด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธรรมาภิบาล (Governance Structure) และรูปแบบการระดมทุน โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) แบบเดิมที่ต่างคนต่างทำ มาเป็นการระดมทุนเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างร่วมกัน ซึ่งจากการคำนวณพบว่าหากภาคเอกชนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อสังคม และรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณสมทบเพียง 55,000 ล้านบาท หรือเทียบเท่ากับโครงการคนละครึ่ง จะสามารถปิดช่องว่างทางการเงินที่ขาดอยู่ได้ โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างความโปร่งใสและการมีหน่วยงานตรวจสอบอิสระ (Independent Oversight) ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อดึงดูดเงินทุนจากกองทุนระดับโลก เช่น IFC หรือ World Bank ให้เข้ามามีส่วนร่วม การเปลี่ยนจาก “คำสัญญานโยบาย” (Policy Promises) สู่ “การเงินที่ปฏิบัติได้จริง” (Practical Financing) จะช่วยเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะกระทบต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารและเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ

ความยุติธรรมระหว่างรุ่นและการมีส่วนร่วมของเยาวชน

ขณะที่เสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ กานต์รวี ศรีแสงทรัพย์ จากเครือข่ายเยาวชนระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำประเทศไทย (GYBN Thailand) ได้นำเสนอผลสำรวจ “Children and Youth Environmental Survey” ที่ชี้ให้เห็นตัวเลขน่าตกใจว่า เยาวชนไทยกว่าร้อยละ 87.4 ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร้อยละ 74 รู้สึกกังวลต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ แต่ยังลุกลามไปถึงปัญหาสุขภาพ เศรษฐกิจ และสร้างความเหลื่อมล้ำทางโอกาสระหว่างเด็กในเมืองกับชนบทให้กว้างขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ต้องคำนึงถึงความยุติธรรมที่ไม่ผลักภาระไปสู่อนาคต

คุณกานต์รวี ได้ยกระดับข้อเสนอเรื่อง “การมีส่วนร่วมของเยาวชน” (Youth Participation) โดยเปรียบเทียบกับบันไดของการมีส่วนร่วมว่า เยาวชนไม่ต้องการหยุดอยู่เพียงแค่ระดับพิธีกรรม หรือรับรู้ข้อมูล (ระดับ 1-3) แต่ต้องการก้าวไปสู่ระดับที่ 6-8 คือการเป็นผู้ริเริ่มโครงการและการร่วมตัดสินใจกับผู้ใหญ่ในฐานะหุ้นส่วนทางนโยบาย (Partners) นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นบทบาทใหม่ของเยาวชนในฐานะ “ผู้สร้างข้อมูล” (Data Creators) ไม่ใช่เพียงผู้ใช้ข้อมูล โดยเสนอให้ภาครัฐพัฒนาระบบติดตามและตัวชี้วัด (Indicators) ที่สะท้อนผลกระทบต่อเยาวชนอย่างเจาะจง

ข้อเสนอสำคัญอีกประการคือการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ “การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง” (Transformative Education) ซึ่งต้องประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ Head (สติปัญญา), Hand (การลงมือทำ) และ Heart (แรงบันดาลใจและความผูกพัน) เพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนสังคม โดยทิ้งท้ายด้วยแนวคิดของ เจน กูโดลล์ (Jane Goodall) ว่าเมื่อเยาวชนได้รับข้อมูล อิสรภาพ และการสนับสนุน พวกเขาจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงโลกได้จริง การสนับสนุนเยาวชนจึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเงิน แต่คือการเปิดพื้นที่และให้โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและความรู้อย่างเท่าเทียม

การขับเคลื่อนด้วยกฎหมายและฐานข้อมูล

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวสรุปในภาพรวมว่า การขับเคลื่อนนโยบายและแผนงานต่าง ๆ ของไทย มักประสบปัญหาเป็นเพียง “เสือกระดาษ” หากปราศจากกฎหมายรองรับที่ชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันมีกฎหมายสำคัญที่ค้างการพิจารณาอยู่จำนวนมาก อาทิ พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ และกฎหมายความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งผลักดันให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ควบคู่ไปกับการจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) ของปัญหา โดยควรเลือกดำเนินการในประเด็นที่มี “ผลประโยชน์ร่วม” (Co-benefit) สูงก่อน เช่น การจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่จะช่วยแก้ปัญหาทั้งด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน

ดร.วิจารณ์ ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการจัดการขยะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะสมุยว่า ลำพังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณและการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง เพราะไทยขายความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสร้างรายได้ แต่กลับขาดการดูแลรักษาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคต จะเป็นตัวเร่งให้ไทยต้องมีระบบธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ที่โปร่งใส รัฐบาลจึงจำเป็นต้องลงทุนในระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อใช้ในการตัดสินใจและคาดการณ์ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 หรือแผนฉบับที่ 14 เป็นเพียงเอกสารที่ขาดการนำไปปฏิบัติจริง

ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญคือ “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” (Just Transition) ซึ่งพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร โดยเฉพาะการดูแลภาคเกษตรกรรม Smart Farming และภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและการผลิตไปสู่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การนำโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Model) มาสานต่อหรือปรับปรุงโดยใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นตัวนำ จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางโลกและบริบทของประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เจาะ 4 กลไก ‘The Boosters’ พลิกยุทธศาสตร์ความยั่งยืน สู่การปฏิบัติจริง

พลิกโจทย์พลังงานไทย ดันเทคโนโลยี CCS-SMR สร้างสมดุล ‘มั่นคง-ยั่งยืน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar