สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดบทสรุปสถานการณ์สิ่งแวดล้อมปี 2568 ชี้ไทยยังเปราะบางต่อ 3 วิกฤติโลก “โลกร้อน-สูญเสียระบบนิเวศ-มลพิษ” เผยสถานะ SDGs สอบตกด้านทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมระบุปี 2569 เป็นปีแห่งความท้าทายที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งผลักดัน “กฎหมายอากาศสะอาด” และปรับเป้าหมาย Net Zero สู่ปี 2050 ตามเจตนารมณ์ประชาคมโลก หลังผลสำรวจชี้ประชาชนหวั่นวิตกปัญหาฝุ่นพิษและภัยพิบัติรุนแรงสูงสุด
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้นำเสนอ “บทสรุปสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย ปี 2568” เพื่อสะท้อนภาพรวมปัญหาที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นสิ่งแวดล้อมจะเป็นโจทย์สำคัญที่พรรคการเมืองต้องเร่งสานต่อและแก้ไข
3 วิกฤติการณ์โลกและปัจจัยเสี่ยงใหม่
สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในระดับโลกและอนาคตยังคงวนเวียนอยู่กับ 3 วิกฤติหลัก หรือ Triple Planetary Crisis ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงและมีความถี่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) ซึ่งครอบคลุมทั้งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นและการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) และ ปัญหามลพิษ(Pollution) ที่เรื้อรังและสร้างผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศ
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ที่ประเมินความเสี่ยงระดับโลกแล้วพบว่าใน 10 อันดับแรก มีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมติดอันดับถึง 5 รายการ เริ่มจากอันดับ 1 คือ วิกฤติสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) ตามด้วยอันดับ 2 คือ ความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ อันดับ 6 คือ การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ และอันดับ 10 คือ ปัญหามลพิษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามิติด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นความเสี่ยงหลักทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก
นอกจากวิกฤติหลักดังกล่าว ยังมีปัจจัยเสี่ยงใหม่และประเด็นท้าทายที่ต้องจับตามองในปี 2026 เพิ่มเติม ได้แก่ ปัญหาความเป็นกรดของมหาสมุทร (Ocean Acidification) และความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและการทำการเกษตร รวมถึงประเด็นในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแฟชั่น (Fashion) ที่ก่อให้เกิดขยะปริมาณมหาศาลจากการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ที่รวดเร็วหรือ Fast Fashion ไปจนถึงปัญหาการทำประมงเกินขนาด (Overfishing) และการทำเหมืองแร่ (Mining)
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือจุดเปลี่ยนทางการเมืองโลกที่มีความไม่แน่นอนและส่งผลโดยตรงต่อทิศทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรณีการถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ของสหรัฐอเมริกาภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้มาตรการลดโลกร้อนสะดุดลง นอกจากนี้ยังมีบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งถูกจัดเป็นประเด็นที่ 14 ของโลก โดย AI เปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งเป็นเครื่องมือช่วยคาดการณ์และบริหารจัดการทรัพยากร แต่อีกด้านหนึ่งกระบวนการประมวลผลก็ใช้พลังงานและทรัพยากรมหาศาล จึงเป็นโจทย์ใหม่ที่ต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล
สถานะ SDGs: ภาพรวมดี-ทรัพยากรวิกฤติ
เมื่อพิจารณาถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งมีกำหนดให้บรรลุผลภายในปี ค.ศ. 2030 พบว่าแม้โลกจะผ่านทศวรรษแห่งการดำเนินการมาแล้ว แต่ภาพรวมทั่วโลกมีเพียงไม่เกิน 30% เท่านั้นที่ขับเคลื่อนไปได้ตามเป้าหมาย สำหรับสถานะของประเทศไทยถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบในระดับนานาชาติ โดยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 43 ของโลก เป็นอันดับที่ 3 ของเอเชีย และครองแชมป์อันดับที่ 1 ของอาเซียน อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรูนี้กลับซ่อนความย้อนแย้งและปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลในหลายมิติ
ความย้อนแย้งของความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนจากการที่ไทยได้รับการประเมินว่า “สอบผ่าน” หรือมีสถานะสีเขียวในเรื่องการขจัดความยากจน แต่ในทางกลับกัน เป้าหมายที่ 2 การขจัดความหิวโหย กลับอยู่ในสถานะวิกฤติสีแดง ซึ่งชี้ให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน กล่าวคือ แม้ภาพรวมประเทศจะดูมีความมั่งคั่ง แต่ปัญหาช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนยังคงกว้างมาก จนค่าเฉลี่ยรายได้บดบังปัญหาปากท้องของกลุ่มเปราะบาง เช่นเดียวกับด้านการศึกษาที่แม้จะประเมินผ่านเกณฑ์ในเชิงระบบ แต่เมื่อต้องแข่งขันในระดับสากล ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของไทยกลับรั้งท้าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราผ่านในเชิงปริมาณแต่ยังมีปัญหาในเชิงคุณภาพ
ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับ “โซนสีแดง” หรือสถานะวิกฤติใน 2 เป้าหมายหลัก คือ เป้าหมายที่ 14 ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นปัญหาเดือดทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน (ยกเว้น สปป.ลาว) ที่มีสาเหตุหลักจากปัญหาขยะทะเลสะสม พื้นที่อนุรักษ์ที่ไม่เพียงพอ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง และเป้าหมายที่ 15 ทรัพยากรบนบก ที่ประสบปัญหาความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรป่าไม้ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
รากฐานสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาด้านอื่น ๆ ไม่สัมฤทธิ์ผลคือ เป้าหมายที่ 16 สันติภาพ ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง ซึ่งไทยยังคงติดปัญหาวิกฤติในเรื่องธรรมาภิบาลและการทุจริตคอร์รัปชัน อันเป็นอุปสรรคสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ สถานการณ์นี้แตกต่างจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์ สวีเดน หรือเดนมาร์ก ที่ประสบความสำเร็จเนื่องจากมีการกระจายนโยบายจากระดับชาติสู่การปฏิบัติในระดับท้องถิ่นอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส
ภัยพิบัติรุนแรงและวิกฤตินิเวศ
สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงคำเตือนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความจริงที่สร้างความเสียหายมหาศาล ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ปี 2026 จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางสภาพอากาศ (จากเดิมที่เคยติดอันดับ Top 10) โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2 ล้านล้านบาท
ปี 2025 ที่ผ่านมาถูกนิยามว่าเป็น “ปีแห่งภัยพิบัติ” ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ในลอสแอนเจลิส หรือน้ำท่วมรุนแรงในสหรัฐอเมริกา แม้จะเป็นประเทศมหาอำนาจก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ที่เชียงราย น่าน และหาดใหญ่ คือสัญญาณเตือนว่าหากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจไม่สามารถรับมือกับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
เส้นตายอุณหภูมิโลก: เดิมพันด้วยการสูญพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพมีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิโลกในระดับจุดทศนิยม หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเพียง 0.5 องศาเซลเซียส ความเสี่ยงในการสูญเสียพันธุ์แมลงจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า (จาก 6% เป็น 18%) และหากอุณหภูมิสูงขึ้นแตะระดับ 2 องศาเซลเซียส สัตว์มีกระดูกสันหลังจะสูญพันธุ์ไปกว่า 8% แต่ถ้าพุ่งไปถึง 3 องศาเซลเซียส อัตราการสูญเสียจะพุ่งสูงถึง 41%
ระบบนิเวศที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ปะการัง (Coral Reefs) หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ปะการังจะถูกทำลาย 70-90% แต่หากแตะ 2 องศาเซลเซียส ปะการังจะหายไปถึง 99% ซึ่งหมายความว่าคนรุ่นหลังอาจรู้จักปะการังเพียงแค่ในตำนานเล่าขานเท่านั้น ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เผชิญปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี ส่งผลกระทบต่อแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและการท่องเที่ยวอย่างหนัก
วิกฤตสัตว์น้ำ: จากการสูญเสียพะยูนสู่การรุกรานของปลาหมอคางดำ สถานการณ์สัตว์ทะเลหายากอยู่ในภาวะวิกฤติ โดยเฉพาะ พะยูน (Dugongs) ในทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ที่มีความเปราะบางสูง ซึ่งปัจจุบันสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) เร่งศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
ในทางตรงกันข้าม ระบบนิเวศแหล่งน้ำของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจาก ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species) โดยเฉพาะ ปลาหมอคางดำ (Blackchin Tilapia) ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในสมุทรปราการและหลายพื้นที่ ความน่ากลัวของสัตว์ชนิดนี้คือความทนทานสูง สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เติบโตไวและกินสัตว์น้ำท้องถิ่นจนเกลี้ยง หากไม่เร่งจัดการอย่างเด็ดขาด ในอนาคตแหล่งน้ำของไทยอาจเหลือสัตว์น้ำเพียงชนิดเดียวให้บริโภค คือปลาหมอคางดำ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการรักษาความสมดุลของห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ
สงครามมลพิษ: ฝุ่น-ขยะ-น้ำเสีย
ปัญหามลพิษของไทยเปรียบเสมือนสงครามยืดเยื้อที่ยังมองไม่เห็นชัยชนะ โดยเฉพาะ 3 สมรภูมิหลักที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างหนักหน่วง
1. วิกฤติขยะและภัยเงียบไมโครพลาสติก ประเทศไทยผลิตขยะมูลฝอยสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี ตัวเลขทางการระบุว่ามีการจัดการไม่ถูกต้องประมาณ 23% แต่ในความเป็นจริงหากสังเกตจากกองขยะที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือเหตุการณ์หลังงานเคาท์ดาวน์ที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเต็มไปด้วยขยะเกลื่อนหาด สะท้อนถึงปัญหาจิตสำนึกและระบบการจัดการที่ล้มเหลว
สำหรับ ขยะพลาสติก (Plastic Waste) ไทยมีปริมาณกว่า 2.3 ล้านตันต่อปี แต่สามารถนำเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้เพียง 25% ส่วนที่เหลือหลุดรอดลงสู่แม่น้ำลำคลองและทะเล กลายสภาพเป็น ไมโครพลาสติก (Microplastics) ย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์ ผลการตรวจเลือดของผู้เข้าร่วมประชุมหลายเวทีพบว่า “ทุกคน” มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนในร่างกาย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสุขภาพที่น่ากังวล นอกจากนี้ ขยะอาหาร (Food Waste) ยังเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ โดยคนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2. ฝุ่น PM 2.5: ความล้มเหลวของพันธสัญญาอาเซียน ปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ได้กลายสภาพจากปัญหาระดับภาคเป็นปัญหาระดับชาติ พื้นที่วิกฤติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเหนือหรือกรุงเทพฯ อีกต่อไป แต่ได้ขยายวงกว้างครอบคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุหลักยังคงมาจากการเผาในพื้นที่เกษตร ป่าสงวน และป่าอนุรักษ์
สำหรับปัญหา หมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze) แม้อาเซียนจะมีข้อตกลงความร่วมมือเรื่องนี้มายาวนานกว่า 30 ปี แต่ในทางปฏิบัติกลับไร้ผลบังคับใช้ (Enforcement) อย่างสิ้นเชิง กลายเป็น “เสือกระดาษ” ที่ไม่สามารถหยุดยั้งการเผาในประเทศเพื่อนบ้านได้ แม้ไทยจะพยายามปรับปรุงค่ามาตรฐานฝุ่นราย 24 ชั่วโมงให้เข้มข้นขึ้นเป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่การควบคุมแหล่งกำเนิดยังคงเป็นโจทย์หินที่แก้ไม่ตก
3. น้ำเสียและเมืองจมน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสียของไทยแทบไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมเนื่องจากใช้งบประมาณสูง ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำรุนแรง เช่น ปรากฏการณ์ แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) หรือน้ำทะเลเปลี่ยนสีที่บางแสน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและสัตว์น้ำ นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเผชิญความเสี่ยงขั้นวิกฤติจากการเป็นเมืองที่มีโอกาสจมน้ำอันดับต้น ๆ ของโลก จากปัจจัยน้ำเหนือหลาก น้ำทะเลหนุน และแผ่นดินทรุด
สถานการณ์ การกัดเซาะชายฝั่ง (Coastal Erosion) ก็รุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรีที่สูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วกว่า 22% ซึ่งมาตรการป้องกันด้วยโครงสร้างแข็ง (Hard Structure) ในบางจุด กลับส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังพื้นที่ข้างเคียง กลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่จบสิ้น
เสียงประชาชนและทิศทางปี 69
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 1,000 คน ครอบคลุมทุกช่วงวัย (Generations) และทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงมากที่สุด โดยปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อันดับ 2 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งรวมถึงภัยแล้งและน้ำท่วม และ อันดับ 3 ปัญหาขยะมูลฝอย (Waste Management)
อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกถึง “ความกังวลใจสูงสุด” จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พบว่าประชาชนมีความตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์ น้ำท่วมใหญ่ (Floods) โดยเฉพาะกรณีหาดใหญ่และภาคใต้มากที่สุด รองลงมาคือเรื่องฝุ่น PM 2.5 และความกังวลเรื่อง สารปนเปื้อน (Contamination) ในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ในแง่พฤติกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่าพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการลดใช้พลาสติกและป้องกันฝุ่นตามศักยภาพของตนเอง
ฉันทามติประชาชน: โจทย์ใหญ่ถึงพรรคการเมือง ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหญ่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลสำรวจสะท้อนความต้องการเชิงนโยบายต่อพรรคการเมืองอย่างชัดเจน โดยประชาชนกว่า 57% เรียกร้องให้เร่งรัดการประกาศใช้ กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) เป็นวาระเร่งด่วนที่สุด รองลงมาคือการปฏิรูประบบ การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (Water Management System) เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก และอันดับ 3 คือการจัดการขยะแบบครบวงจร
ทิศทางปี 2569: เร่งเครื่อง Net Zero และกวาดล้างโรงงานสีเทา สำหรับทิศทางในปี 2569 (ค.ศ. 2026) ประเทศไทยมีภารกิจเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการ โรงงานสีเทา (Grey Factories) หรือโรงงานรีไซเคิลและกำจัดของเสียที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และการจัดการขยะตกค้างสะสม
จุดเปลี่ยนสำคัญทางนโยบายคือ การปรับเป้าหมาย การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทย ให้เร็วขึ้นถึง 15 ปี จากเดิมกำหนดไว้ในปี ค.ศ. 2065 ร่นเข้ามาเป็นปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้สอดคล้องกับกติกาโลก ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะต้องเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญออกมาบังคับใช้ให้ทันสถานการณ์ ได้แก่ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) หรือ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน, พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Act) และการปรับปรุง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ให้สอดคล้องกัน
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตสำคัญคือเรื่อง งบประมาณ (Budget) ด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับจัดสรรเพียงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายและสัดส่วนรายได้ประชาชาติ (GDP) การจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้วัดความสำเร็จในการฝ่าวิกฤติสิ่งแวดล้อมของไทยในอนาคต
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เจาะ 4 กลไก ‘The Boosters’ พลิกยุทธศาสตร์ความยั่งยืน สู่การปฏิบัติจริง
พลิกวิกฤติคาร์บอน สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ
ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมไทยหลังเลือกตั้ง 2569: จี้รื้อ ‘คน-เงิน-กฎหมาย’ กู้วิกฤติ GDP 34%



