ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ได้กลายเป็นกติกาใหม่ที่กำหนดทิศทางการค้าและการลงทุนโลก เวทีเสวนา “The Blueprints: Strategies to drive decarbonization economically” ในงาน Sustainable Spark by PTT Group 2026 ได้เปิดพื้นที่ระดมความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงเพื่อนำเสนอแนวทางและโมเดลขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการไม่ทิ้งประเด็นด้านการรักษาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ ซึ่งเนื้อหาจากการเสวนาสะท้อนให้เห็นถึงพิมพ์เขียวทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ ความร่วมมือระหว่างประเทศ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ไปจนถึงกลไกทางการเงิน
เปลี่ยนมุมมองจาก “ต้นทุน” สู่ “โอกาส” ทางรอดเศรษฐกิจไทย
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กล่าวว่า อยากให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset Shift) ของทุกภาคส่วน โดยเสนอให้มองนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและกลยุทธ์ในการแข่งขันของประเทศ แทนที่จะมองว่าเป็นเพียงต้นทุนหรือภาระ
ข้อมูลจากรายงาน Country Climate and Development Report (CCDR) ของธนาคารโลก ระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการเป็นประเทศรายได้สูงกับความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) หากไม่ดำเนินการ ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น ภัยแล้ง หรือน้ำท่วมรุนแรงดังกรณีที่เคยเกิดขึ้นที่หาดใหญ่ รวมถึงคลื่นความร้อน อาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงถึงร้อยละ 7 ถึง 14 ในทางตรงกันข้าม หากมีการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว พลังงานสะอาด และการส่งออกสินค้าสีเขียว จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่ม GDP ได้ร้อยละ 4 ถึง 5 ภายในปี 2050
สำหรับการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ดร.พิรุณ ระบุว่า พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) จะเป็นกรอบนโยบายระยะยาวที่สำคัญ โดยมีเครื่องมือหลักคือกลไกกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Instruments) ได้แก่ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ซึ่งรัฐบาลได้ออกแบบกลไกเหล่านี้โดยคำนึงถึงขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น (Smooth Transition) ให้ภาคเอกชนมีเวลาปรับตัวและมีมาตรการสนับสนุนด้านนวัตกรรม
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับบริบทตลาดโลกที่กำลังถูกกำหนดด้วยมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งสหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2026 และสหราชอาณาจักรในปี 2027 รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มจะนำมาใช้ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน การที่ประเทศไทยมีมาตรฐานการรายงานก๊าซเรือนกระจกและการกำหนดราคาคาร์บอนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะช่วยลดความเสี่ยงของผู้ส่งออก รักษาตลาด และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
ยุทธศาสตร์ GX 2040: โมเดลญี่ปุ่นกับการเปลี่ยนผ่านที่จับต้องได้
ทางด้านโมเดลจากประเทศญี่ปุ่น อิชิโร่ อาเบะ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ (Ichiro Abe, President of JETRO Bangkok) ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “Green Transformation” หรือ GX 2040 ซึ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการลดคาร์บอน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างความสามารถในการคาดการณ์ได้ (Predictability) ให้กับภาคธุรกิจ ญี่ปุ่นใช้แผนการดำเนินงานแบบเป็นขั้นตอน (Phased Approach) เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างกะทันหัน เริ่มจากระยะแรกที่เป็นระบบ ETS แบบสมัครใจในรูปแบบ GX League จากนั้นในปี 2026 จะยกระดับเป็นระบบ ETS แบบบังคับที่มีการกำหนดเพดานและการรายงาน ต่อมาในปี 2028 จะเริ่มมาตรการเก็บเงินส่วนเพิ่ม (Surcharge) จากเชื้อเพลิงฟอสซิล และในระยะต่อไปจะเข้าสู่การประมูลในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งรายได้จากมาตรการราคาคาร์บอนจะนำมาหมุนเวียนสนับสนุนผ่าน “พันธบัตรเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” (GX Transition Bonds) เพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก เคมี และกระดาษ ที่ลดคาร์บอนได้ยาก ให้สามารถลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างไฮโดรเจน แอมโมเนีย หรือพลังงานนิวเคลียร์ได้
ในส่วนของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น ภายใต้กรอบความร่วมมือเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Asia Zero Emission Community – AZEC) เจโทรได้ส่งเสริมการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างบริษัทของทั้งสองประเทศจนเกิดเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง Zero Board และ Rojana ในการใช้เทคโนโลยีแสดงผลข้อมูลคาร์บอน (Visualization) ในนิคมอุตสาหกรรม โครงการ Smart Energy ในการจัดการพลังงานในอาคารอัจฉริยะร่วมกับ Thai Shimizu ความร่วมมือระหว่าง TBM และ BJC ในการใช้วัสดุทางเลือกใหม่ (Limex) และการรีไซเคิล รวมถึงโครงการระหว่าง Chitose และ CP ในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพจากสาหร่ายในฟาร์มเกษตร
ดักจับคาร์บอนข้ามพรมแดน: โมเดล Hub & Cluster และโจทย์ใหญ่ทางกฎหมาย

สำหรับมิติการจัดการโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค Dewi Mersitarini Group Leader CCS/CCUS จาก PT Pertamina เสนอแนวทางของบริษัทพลังงานแห่งชาติอินโดนีเซียในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการลดคาร์บอน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ผ่านกลยุทธ์ Hub และ Cluster ซึ่ง Pertamina พัฒนาโครงการ CCS ในรูปแบบ “ศูนย์กลาง” (Hub) เพื่อรวบรวมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก “คลัสเตอร์” อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ (Cross-border) เข้ามาจัดการร่วมกัน โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งกักเก็บที่มีอยู่เดิม เช่น แหล่ง Asri Basin เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานเมื่อเทียบกับการลงทุนใหม่ทั้งหมด
ในด้านการประเมินทางเทคนิค (Technical Assessment) ได้มีการศึกษาความเหมาะสมของชั้นหินกักเก็บ (Reservoir) และชั้นหินปิดทับ (Seal) อย่างละเอียด ทั้งในเรื่องความพรุน (Porosity) และความสามารถในการซึมผ่าน (Permeability) เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้อย่างถาวร ปลอดภัย และไม่มีการรั่วไหล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นท้าทายสำคัญคือการจัดการข้ามพรมแดน (Cross-border Challenges) เนื่องจากการขนส่งคาร์บอนข้ามประเทศมีความซับซ้อน จึงต้องอาศัยกรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาล (G2G) และข้อตกลงทวิภาคี (Bilateral Agreements) เพื่อจัดการเรื่องกฎระเบียบ การขนส่ง ความรับผิดชอบ (Liability) และการนับคาร์บอนเครดิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนก้าวสู่การเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในตลาดคาร์บอนโลก
เจาะลึกเศรษฐกิจสีเขียว: 7 ล้านล้านดอลลาร์กับกับดักต้นทุนที่ต้องก้าวข้าม
ปิดท้ายด้วยภาพรวมเศรษฐกิจระดับโลก Marko Lackovic Managing Director and Partner จาก BCG ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงและยั่งยืน ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญประกอบด้วยเทคโนโลยีที่ต้นทุนพลังงานสะอาดลดลงอย่างมากจนคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ตลาดที่บริษัทต่าง ๆ กำหนดเป้าหมายรายได้สีเขียว (Green Revenue) เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ และระบบนิเวศที่เกิดห่วงโซ่อุปทานสีเขียวขึ้นจริง เช่น เหล็กกล้าสีเขียว (Green Steel) และแร่ธาตุสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องแลกเปลี่ยน (Trade-offs) ได้แก่ Green Premium หรือต้นทุนส่วนเพิ่มในการผลิตสินค้าสีเขียวในช่วงแรก Capex หรือความต้องการเงินลงทุนมหาศาลประมาณ 3-5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับ Net Zero และ Risk Premium หรือความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แนวทางแก้ไขจึงไม่ใช่การพึ่งพาวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการผสมผสานเทคโนโลยี (Technology Mix) การจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน การสร้างความร่วมมือในระบบนิเวศ และการสนับสนุนจากภาครัฐในการลดความเสี่ยง (De-risking) ผ่านนโยบายและการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance)
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
แม่ฟ้าหลวง-OR-กรุงไทย ชูธงสร้างโอกาส-ลดเหลื่อมล้ำ ดันเศรษฐกิจไทยยั่งยืน
ดร.เอกนิติ ชู ‘กลไกราคาคาร์บอน-Green Finance’ พลิกโฉมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ



