ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของประเทศไทยเผชิญความท้าทายรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ประกอบกับปัจจัยธรรมชาติที่ไม่เป็นใจ ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนที่แทบไม่เกิดขึ้น แผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม และอุทกภัยใหญ่ในทั้งภาคเหนือและภาคใต้ ส่งผลให้ยอดขายเครื่องปรับอากาศชะลอตัวอย่างหนัก จนทำให้มูลค่าตลาดรวมหดตัวลง 7.1% เหลือเพียง 70,000 ล้านบาท
ทว่าในขณะที่อุตสาหกรรมส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับภาวะถดถอย โตชิบา ไทยแลนด์ ภายใต้การนำของ เสาวณีย์ สิราริยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กลับสร้างยอดขายสวนทางตลาดพุ่งทะยานถึง 22%
สำหรับเป้าหมายในปี 2569 โตชิบาได้กำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการขยับฐานลูกค้าสู่คนรุ่นใหม่ และขยายไลน์สินค้ากว่า 60 รุ่น เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนภายใน 3 ปี โดยอาศัยความแข็งแกร่งของนวัตกรรมมาตรฐานญี่ปุ่นและศักยภาพการผลิตของเครือ Midea เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรอบการเติบโตใหม่ของอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป
ความสำเร็จสวนกระแสตลาด
คุณเสาวนีย์ กล่าวว่า อัตราการเติบโต 22% ซึ่งหากเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาด ถือว่าโตชิบาทำผลงานได้ดีกว่าตลาดเกือบ 30% และยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% สูงกว่าตลาดมาก
ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านยอดขายกว่า 2,400,000 ยูนิต โดยเฉพาะกลุ่มตู้เย็นและเครื่องซักผ้าที่มียอดขายเกือบ 1 ล้านเครื่อง ส่งผลให้โตชิบามีสัดส่วนยูนิตในตลาดถึง 13.3% และก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในแง่ของจำนวนยูนิต นอกจากนี้ในกลุ่มสินค้าหลักอย่างตู้เย็นและไมโครเวฟ โตชิบาสามารถขยับขึ้นมาครองตำแหน่งอันดับ 1 ในเชิงส่วนแบ่งการตลาดได้
“สำหรับโตชิบา ไทยแลนด์ ปีนี้ เราตั้งเป้าเป็นเบอร์ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมุ่งหวังรักษาตำแหน่งแชมป์ ยอดขายอันดับ 1 และเพิ่มสัดส่วนการตลาดมากขึ้น” คุณเสาวณีย์กล่าว
โตชิบา ไทยแลนด์ อยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มบริษัท Midea ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าจีน ที่เข้าซื้อกิจการส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของโตชิบาซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 3 ในประเทศ
สำหรับในปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้นของตลาดรวม น่าจะโตประมาณ 3.8% (นับจากปี 2566-2571) โดยคาดว่าน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 105,600 ล้านบาท
ดังนั้น บริษัทฯ จึงตั้งเป้าโตขึ้นกว่า 30% โดยมีแผนขยายทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์ ที่จะเติบโตทั้งในเชิงกว้าง (เพิ่มกลุ่มประเภทสินค้า) และเชิงลึก (ขยายไลน์อัพในกลุ่มสินค้าเดิม) โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ดีไซน์ ขนาด และความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย
มุ่งสู่การเป็น NO. 1 ในอาเซียน
เป้าหมายถัดไปของโตชิบาไม่ใช่เพียงแค่การรักษาความเป็นผู้นำในไทย แต่คือการท้าทายตนเองเพื่อเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในอาเซียนภายใน 3 ปีข้างหน้า
คุณเสาวณีย์ระบุว่า แม้ตัวเลข GDP อาจจะดูนิ่ง แต่โตชิบายังคงมองหาโอกาสในทุก ๆ ที่ โดยเฉพาะในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยังมีโอกาสเติบโต เช่น เครื่องปรับอากาศที่อัตราการครอบครองยังไม่เต็ม 100% และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก (SDA) ที่มีรอบการเปลี่ยนสินค้าเร็ว หรือ 3-5 ปี ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลใกล้เคียงกับตลาดแอร์
กลยุทธ์หลักที่จะพาโตชิบาไปสู่เป้าหมายประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ
- การมีสินค้าที่กว้างและลึก ครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์และทุกระดับราคา
- การทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิด การเพิ่มทักษะพนักงานขาย (PC) เพื่อแนะนำสินค้าที่มีเทคโนโลยีซับซ้อน และการบริหารจัดการสต็อกสินค้าเพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางการขาย
- การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น
“ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่สำคัญและน่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะภายใต้เครือ Midea ที่มีการลงทุนสร้างโรงงานในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” คุณเสาวณีย์กล่าว
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์: เปิดตัวใหม่กว่า 60 รุ่น
สำหรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์นั้น โตชิบาวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 60 รุ่น และแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย โดยเริ่มจากกลุ่ม Entry หรือกลุ่มเริ่มต้น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เหมาะสำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นแรก ราคาไม่สูงนัก ไม่ต้องการฟังก์ชันมากมาย กลุ่มถัดมาเป็นกลุ่มแมส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกบ้านต้องมี ขนาดอาจใหญ่ขึ้น ต้องการคุณสมบัติที่ดีขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ เน้นความคุ้มค่า กลุ่มที่ 3 คือสินค้ากลุ่มพรีเมียม รูปลักษณ์ ดีไซน์ และวัสดุเป็นสิ่งสำคัญ อัพฟีเจอร์สูงขึ้น เน้นจับตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และกลุ่มสุดท้าย คือสินค้าเรือธง (Flagship) เป็นสินค้าไฮไลท์ ที่ดีที่สุด เป็นตัวแทนระดับสูงสุดที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์มากที่สุด มักเป็นรุ่นที่มีสเปกแรง วัสดุพรีเมียม และราคาสูงสุด
กลยุทธ์การตลาด: เจาะนิวเจน ด้วยแคมเปญ #GoodforBetterLife
ด้าน ธัญปภัสส์ อริยะวรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัดได้ขยายความถึงกลยุทธ์การสื่อสารว่า โจทย์ใหญ่ในปี 2569 คือการขยับฐานลูกค้าจากกลุ่มอายุ 35-45 ปี ลงมาสู่กลุ่มอายุ 28 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่เริ่มทำงานมั่นคงและมีกำลังซื้อ โดยคนกลุ่มนิวเจนนี้ไม่ได้มองหาแค่ของดีราคาถูก แต่ต้องการของที่มีความหมายต่อใจ
โตชิบาจึงเปิดตัวแคมเปญ “Good for Better Life” ซึ่งเป็นการนำปรัชญา “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” มาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย เน้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ไม่ใช่แค่มีไว้เท่ ๆ นอกจากนี้ยังเตรียมงบส่งเสริมการตลาดสูงถึง 12.5% โดยจะใช้สื่อดิจิทัลคอนเทนต์เกือบ 100% เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ รวมถึงการเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่อย่าง “Comfee” เพื่อเน้นเจาะคนรุ่นใหม่และตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยเสริมทัพแบรนด์ในเครือ Midea Group ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ระดับพรีเมียมไปจนถึงกลุ่มนิวเจน
ความเชื่อมั่นจากผู้นำองค์กร

ในมุมมองของผู้บริหารระดับนโยบาย กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า เครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังกลับมาอยู่ในช่วง S-Curve อีกครั้ง เนื่องจากเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมและความต้องการความสะดวกสบายของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น
คุณกอบกาญจน์ได้เน้นย้ำถึงความผูกพันของโตชิบากับประเทศไทยที่ยาวนานถึง 57 ปี โดยระบุว่าความแข็งแกร่งของโตชิบาเกิดจากความแตกต่างที่ผสมผสานสปิริตความรับผิดชอบแบบญี่ปุ่นเข้ากับความเข้าใจในวิถีชีวิตและความเป็นครอบครัวแบบไทย
“สำหรับปี 2569 โตชิบา ไทยแลนด์ ยังคงเชื่อมั่นว่า ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างแข็งแกร่งดังเช่นที่ผ่านมา บริษัทฯ จะสามารถเดินหน้าสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมยกระดับแบรนด์และธุรกิจสู่การเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน” คุณกอบกาญจน์กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พลิก ‘ของเหลือ’ เป็น ‘เงิน’ : ถอดบทเรียนนวัตกรรมข้าวไทย
WASH ทุ่ม 400 ล้าน ปูพรมสาขาทั่วไทยดันรายได้ปี 69 โต 25%
‘STILL Sukhumvit 20’: ความหรูหราที่ไม่ต้องตะโกนจาก SC Asset





