บริบทของโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากภาคีเครือข่ายดิจิทัลของไทย ผ่านโครงการ “AI เพื่อแรงงานไทย สู่โอกาสใหม่ในการทำงาน” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างมูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (DDE) สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย บริษัท ไทรแองเกิล ซอฟต์ จำกัด และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้พร้อมก้าวสู่การเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ รองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
นิยามใหม่ของการทำงาน: เมื่อ AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่คู่แข่ง
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (DDE) ซึ่งมีภารกิจหลักในการสร้างโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ได้ต่อยอดความสำเร็จจากการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลกว่า 60,000 คนทั่วประเทศ สู่โครงการล่าสุดที่มุ่งเน้นการใช้งาน Microsoft Copilot และ Generative AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงาน เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรพันธ์ เมฆนาวิน รองประธานฝ่ายโครงการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีในปัจจุบันว่า ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำหน้าที่แทนคน (Job Replacement) แต่เข้ามาเพื่อออกแบบลักษณะงานใหม่ (Job Redesign) แม้งานบางประเภทที่ไม่เหมาะสมกับมนุษย์อาจถูกทดแทน แต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีจะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น โดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุน ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตและผลิตภาพ (Productivity) ที่ดีขึ้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งคำถามว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ แต่อยู่ที่การเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเอง โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแรงงานไทยที่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติต่อไป โดยเน้นการพัฒนาคนที่มุ่งผลลัพธ์ของการใช้งานได้จริง (Practicality) มากกว่าเพียงความรู้เชิงทฤษฎี
โรดแมปการพัฒนาคน: จากหลักหมื่นสู่หลักล้าน

ยุวดี แซ่โก่ย กรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรแองเกิ้ลซอฟท์ จำกัด เปิดเผยถึงโรดแมปของโครงการว่า ในระยะเริ่มต้นจะมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรจำนวน 50,000 คน และคาดหวังให้เกิดผลกระทบเชิงเครือข่าย (Network Effect) เพื่อขยายผลไปสู่กลุ่มเป้าหมาย 500,000 คน จนถึง 5 ล้านคนในอนาคต เพื่อรองรับกำลังแรงงานที่มีอยู่กว่า 14 ล้านคนภายใต้การดูแลของกระทรวงแรงงาน
ความสำเร็จของโรดแมปนี้ขับเคลื่อนด้วยหลักการ “Practicality” หรือการเน้นผลลัพธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริงและวัดผลได้ โดยคณะผู้บริหารมูลนิธิฯ และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ได้ผสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายสำคัญ อาทิ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ในการร่วมกันผลักดันมาตรฐานฝีมือแรงงานและการใช้ประโยชน์จากพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (Skill Development Promotion Act) อย่างเต็มประสิทธิภาพ
หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในโครงการนี้จึงต้องไปไกลกว่าการใช้งานเครื่องมือพื้นฐานอย่าง ChatGPT แต่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การประเมินผลมาตรฐานคุณภาพและการยอมรับจากสถานประกอบการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการลงทุน (Return on Investment – ROI) ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ส่งผลกระทบวงกว้างในการยกระดับขีดความสามารถของแรงงานไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานอาเซียน
ทางด้านบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด โดย สุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ ระบุว่าสถานการณ์ในประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยตัวเลขการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.1 เป็นร้อยละ 10.7 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก LinkedIn สะท้อนให้เห็นช่องว่าง (Gap) ในตลาดแรงงาน เมื่อพบว่ามีเพียง 1 ใน 500 ตำแหน่งงานเท่านั้นที่ระบุถึงความต้องการทักษะ AI ไมโครซอฟท์จึงเดินหน้าพันธกิจร่วมกับภาครัฐในการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเน้นการใช้งาน Microsoft Copilot และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ขององค์กร
ถอดบทเรียนสิงคโปร์: ยุทธศาสตร์การสร้างชาติด้วย AI
ลีนา อึ้ง (Lena NG) อดีตนักการทูตสิงคโปร์ นักลงทุน และที่ปรึกษาด้านการลงทุนในหุ้นนอกตลาด (Private Equity Advisor) ได้ฉายภาพตัวแบบความสำเร็จของสิงคโปร์ที่มีวิวัฒนาการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากระยะวางรากฐาน (Foundation Phase) ตั้งแต่ปี 1981 ที่เน้นสร้างความรู้ด้านคอมพิวเตอร์แก่ประชาชน (Computer Literacy) ก่อนจะยกระดับเข้าสู่ระยะสู่ความเป็นเลิศ (Excellence Phase) ในช่วงปี 2017 ถึง 2022 ด้วยการจัดตั้งหน่วยงาน AI Singapore และกำหนด “ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ 1.0” เพื่อบ่มเพาะวิศวกร AI ผ่านโครงการอย่าง AI Apprenticeship Programme ที่ใช้เวลาบ่มเพาะถึง 9 เดือน
ปัจจุบันสิงคโปร์กำลังก้าวเข้าสู่ระยะความเชี่ยวชาญและการใช้งานในวงกว้าง (Fluency Phase) ภายใต้ “ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ 2.0” ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยี Agentic AI มาประยุกต์ใช้ โดยความสำเร็จนี้เกิดจากการทำงานสอดประสานของ 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและสนับสนุนเงินทุนผ่านหน่วยงานอย่าง MDDI และ IMDA ภาคการศึกษา ที่จัดทำหลักสูตร “SkillsFuture” เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยระบบเครดิตแบบโมดูลาร์ และ ภาคอุตสาหกรรม ที่ร่วมมือกับสหภาพแรงงานในการจัดทำแผนการปรับเปลี่ยนรูปแบบงาน (Job Transformation Map) เพื่อปกป้องผลประโยชน์และเร่งพัฒนาศักยภาพแรงงาน
ในแง่ของการนำไปใช้งานจริง (Use Cases) ลีนา อึ้ง ยกตัวอย่างการปรับใช้เทคโนโลยีที่น่าสนใจ โดยภาครัฐของสิงคโปร์ได้นำ AI มาช่วยแปลภาษาเพื่อสื่อสารกับประชาชนหลากหลายเชื้อชาติ และใช้สรุปใจความสำคัญของนโยบาย ขณะที่ภาคเอกชนมีการปรับแต่งเทคโนโลยีให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น อาทิ โครงการ “Project Sahabat AI” ในอินโดนีเซีย ที่ช่วยคัดกรองและแนะนำสินค้าฮาลาล หรือบริษัท NCS ที่นำ AI มาช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่ซับซ้อน
ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ (Critical Success Factors) ของโมเดลสิงคโปร์ คือแนวทางที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Approach) โดยมอง AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพ (Augmenter) ควบคู่ไปกับการสร้างธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น (Trusted Governance) นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนพัฒนาโมเดลภาษาท้องถิ่น “SEA-LION” เพื่อรองรับภาษาและวัฒนธรรมอาเซียน ลดการพึ่งพาโมเดลตะวันตกเพียงอย่างเดียว
สำหรับเป้าหมายในอนาคต สิงคโปร์กำหนดตัวชี้วัดภายในปี 2030 ไว้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าสร้างผู้ปฏิบัติงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Deep Tech Talent) จำนวน 15,000 คน เพิ่มจำนวนผู้จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกในสาขา AI เป็น 2 เท่า และที่สำคัญคือการผลักดันให้ข้าราชการมีความรู้ด้าน AI (AI Literacy) ครบ 100% รวมถึงประชาชนทั่วไปอีก 1 ล้านคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางเดียวกันกับประเทศไทยว่า การเตรียมความพร้อมด้าน “คน” คือหัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทางรอดแรงงานไทยยุค AI: พลิกวิกฤติด้วย ‘คุณภาพ-ผลิตภาพ’
นักวิจัยจุฬาฯ ชูนวัตกรรม ‘เอนไซม์ลดซูโครส 65%’ ปั้น ‘ผลไม้ตกเกรด’ สู่ซูเปอร์ฟู้ดพรีไบโอติก





