ท่ามกลางเวทีที่เต็มไปด้วยเนื้อหาเรื่องเทคโนโลยีระดับองค์กร (Enterprise AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Backbone) ในงานเปิดตัวหนังสือ “The Story Thailand EP5: Visionary at the Frontier” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ได้สะท้อนภาพความเชื่อมโยงที่น่าสนใจว่า หากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปรียบเสมือน “ระบบประสาท” และข้อมูล (Data) เปรียบเสมือน “สมอง” สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับร่างกายคือ “อาหาร” เพื่อเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงการทำงานของระบบทั้งหมด
นี่คือบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry) ที่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปากท้อง แต่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Economic Engine) ของประเทศ โดย ดร.เอกอนงค์ ได้นำเสนอทิศทางการยกระดับนวัตกรรมอาหารระดับโลก เพื่อสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมไทย ผ่าน 3 ประเด็นสำคัญ ภายใต้แนวคิดการใช้นวัตกรรมขั้นสูง (Deep Tech) และงานวิจัย (Research) ได้แก่ การนำงานวิจัยสู่ตลาด (From Lab to Market), การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) และการสร้างมาตรฐานระดับโลก (Global Standard)
จากห้องแล็บสู่ตลาดจริง (From Lab to Market)
โจทย์ใหญ่ของงานวิจัยคือการเปลี่ยนผลงานจากระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) ไปสู่ตลาดจริง (Market) ซึ่งระหว่างทางมักพบเจอกับอุปสรรคหรือที่เรียกว่า “หุบเหวแห่งความตาย” (Valley of Death) การจะก้าวข้ามจุดนี้ได้จำเป็นต้องใช้นวัตกรรม (Innovation) เข้ามาช่วย โดยเฉพาะการตอบโจทย์ความยั่งยืน (Sustainability) และความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือวิกฤตการขาดแคลนโปรตีนของโลก การผลิตโปรตีนจากปศุสัตว์แบบดั้งเดิมใช้ทรัพยากร (Resource) มหาศาล แนวทางใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การหาแหล่งโปรตีนทางเลือก เช่น การหมักระดับโมเลกุล (Precision Fermentation) หรือโปรตีนจากพืช (Plant-based) เพื่อรักษาสมดุลทรัพยากรไว้ให้คนรุ่นหลัง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) และการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Upcycling) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดตะวันตกให้ความสำคัญมาก การนำเศษเหลือทิ้งทางการเกษตรมายกระดับให้เป็นส่วนผสม (Ingredient) ที่มีมูลค่า ต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การพัฒนาสูตร (Formulation) การพิสูจน์คุณค่าทางโภชนาการ (Nutrition) ไปจนถึงการกล่าวอ้างสรรพคุณ (Claim) ซึ่งต้องใช้ข้อมูล (Data) เพื่อยืนยันความถูกต้องกับหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
เพื่อให้การผลักดันงานวิจัยออกสู่ตลาดประสบความสำเร็จ ดร.เอกอนงค์ ได้ระบุถึง “กุญแจสำคัญ 4 ประการ” ที่ผู้ประกอบการและนักวิจัยต้องตระหนัก ดังนี้
1.การกำหนดโจทย์ให้ชัดเจน (Clear Problem Statement): จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือต้องตีโจทย์ให้แตกว่า “ผู้บริโภคต้องการอะไร” ไม่ว่าจะเป็นความต้องการลดการสูญเสียอาหาร (Food Loss) การจัดการขยะ หรือประเด็นเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ซึ่งกำลังเป็นข้อกีดกันทางการค้าและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในปัจจุบัน การตั้งโจทย์ที่แม่นยำจะช่วยให้ทิศทางการวิจัยตรงเป้าหมาย
2. การพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept): เมื่อได้แนวคิด (Concept) แล้ว ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่า “ทำได้จริง” และที่สำคัญคือต้อง “ทำซ้ำได้” (Reproducible) เพื่อยืนยันความเสถียรของนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงความสำเร็จที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในห้องแล็บ
3. ความสามารถในการขยายขนาดการผลิต (Scalability): นี่คือช่องว่าง (Gap) ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) คือการก้าวข้ามจากการทำต้นแบบ (Prototype) ไปสู่การผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม (Mass Production) โดยต้องสามารถขยายกำลังการผลิตได้ในขณะที่บริหารจัดการต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด
4. เส้นทางสู่ผู้บริโภค (Pathway to Consumer): งานวิจัยต้องไม่จบแค่ในรายงาน แต่ต้องมีเส้นทางที่ชัดเจนในการส่งมอบถึงมือลูกค้า (End User) ซึ่งครอบคลุมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ที่เหมาะสม การสื่อสารข้อมูล และการเล่าเรื่อง (Storytelling) บนฉลากสินค้า เพื่อสร้างความเข้าใจและดึงดูดใจผู้บริโภค เปลี่ยนสิ่งที่เป็นนามธรรมในห้องแล็บให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้
กลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation)
ดร.เอกอนงค์ ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด (Mindset) จากเดิมที่เน้น “การผลิตปริมาณมากแต่ได้ผลตอบแทนน้อย” มาสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงเพื่อสร้างความแตกต่าง โดยสรุปเป็น 4 กลยุทธ์หลัก ดังนี้
1. ยกระดับสู่ส่วนผสมมูลค่าสูง (High Value Ingredient): เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบขั้นต้น มาเป็นการสกัดสารสำคัญหรือสร้างส่วนผสม (Ingredient) ที่มีความบริสุทธิ์และมีมูลค่าสูง ซึ่งแม้จะขายในปริมาณที่น้อยกว่า แต่สามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้มหาศาล
2. อาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Food): เทรนด์สำคัญที่สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ถึง 10 หรือ 100 เท่า คือการพัฒนาสูตรอาหาร (Formulate) ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ “ความอร่อย” หากมีประโยชน์แต่ไม่อร่อย ผู้บริโภคก็ไม่ทาน ดังนั้นโจทย์ของผู้ประกอบการคือต้องทำให้อร่อยควบคู่ไปกับโภชนาการที่แม่นยำ เช่น การคำนวณปริมาณโปรตีนให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว หรือเปอร์เซ็นต์ไฟเบอร์ที่เพียงพอต่อร่างกาย
3. บรรจุภัณฑ์และการเล่าเรื่อง (Packaging & Storytelling): ด่านแรกของการตัดสินใจซื้อคือบรรจุภัณฑ์ หากไม่ดึงดูดใจ ลูกค้าก็จะไม่หยิบสินค้า แต่เมื่อหยิบแล้ว สิ่งที่จะทำให้ตัดสินใจซื้อคือ “เรื่องราว” (Story) โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Next Gen) ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อโลก หากสินค้านั้นมีกระบวนการผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แม้จะดีแค่ไหนพวกเขาก็อาจปฏิเสธ ดังนั้นบรรจุภัณฑ์ต้องสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้อย่างชัดเจน
4. การใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ (Technology Commercialization): ไม่ใช่เพียงแค่นำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่หมายถึงการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นไปต่อยอดทางธุรกิจ (Business Model) เช่น การขายสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา (Licensing) การทำวิจัยร่วมกับพันธมิตร (Partner) หรือการตั้งบริษัทลูก (Spin-off) เพื่อหารายได้จากนวัตกรรมโดยตรง
มาตรฐานระดับโลก: ใบเบิกทางสู่ตลาดสากล (Global Standard)

ดร.เอกอนงค์ กล่าวว่า มาตรฐาน (Standard) คือ “ใบผ่านทาง” (Passport) ที่ขาดไม่ได้หากต้องการนำสินค้าไปขายในตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Market) อย่างสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย แม้จะเป็นเรื่องยากและซับซ้อน แต่เมื่อได้รับมาตรฐานแล้ว จะเป็นการการันตีคุณภาพที่ทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศเกิดความเชื่อมั่น โดยเทคโนโลยีและข้อมูล (Data) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานใน 3 มิติหลัก ดังนี้
1. คุณภาพและความปลอดภัยโดยการออกแบบ (Quality and Safety by Design): การผลิตอาหารยุคใหม่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วค่อยมาตรวจสอบหาข้อผิดพลาด หรือต้องเรียกสินค้ากลับมาแก้ไข (Rework) ภายหลัง แต่ต้องมีการวางแผนเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าจะมีมาตรฐานตั้งแต่จุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรม
2. ความยืดหยุ่นและความโปร่งใส (Flexibility and Transparency): ผู้ซื้อในตลาดสากลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความโปร่งใสของข้อมูล สินค้าต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงานผลิต (Facility) ไปจนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งการจะทำสิ่งนี้ได้ต้องอาศัยระบบการจัดการข้อมูลหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ
3. การกล่าวอ้างสรรพคุณ (Claims): การจะระบุบนฉลากว่าสินค้ามีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ (Nutrition Benefit) หรือมีผลทางคลินิก (Clinical Benefit) ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ลอย ๆ แต่จำเป็นต้องมีข้อมูลวิจัยที่หนักแน่น (Solid Data) รองรับเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพราะในตลาดที่เข้มงวดอย่างยุโรปหรือญี่ปุ่น การตรวจสอบเรื่องการกล่าวอ้างสรรพคุณเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเข้มงวดมาก หากข้อมูลไม่เพียงพอก็จะไม่สามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้ได้
จาก Soft Power สู่ Hard Power ทางเศรษฐกิจ
ดร.เอกอนงค์ ทิ้งท้ายด้วยมุมมองเชิงกลยุทธ์ว่า การจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น ไม่สามารถทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องผนวก (Integrate) ทั้ง 3 แกนหลักข้างต้นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่มีความพร้อม ทั้งจากภาครัฐและโรงงานผลิตภาคเอกชน รวมถึงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรม
หากเราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้สำเร็จ อาหารไทยที่เรามักเรียกขานว่าเป็น Soft Power ทางวัฒนธรรม จะถูกยกระดับให้กลายเป็น “อำนาจทางเศรษฐกิจ” (Hard Power) ที่ทรงพลังและสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล ซึ่งในมุมมองของเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) เป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันให้แนวคิดนวัตกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เรื่องในจินตนาการ แต่สามารถ “คิดได้ แปลงเป็นผลิตภัณฑ์ที่รับประทานได้ และผลิตขายได้จริง” ในตลาดโลก
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
IBM เปิด 5 เทรนด์ AI ปี 2569: จาก ‘เครื่องมือ’ สู่ ‘ทางรอด’ ธุรกิจ
BDI กางแผน ‘โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลรัฐ’ พลิกโฉมรัฐบาลดิจิทัล





