เมื่อปัญญาประดิษฐ์ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก ปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอดขององค์กรในขณะนี้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำสมัยของเครื่องมือทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นศักยภาพของบุคลากรที่ต้องก้าวให้ทันบริบทใหม่
สลิงชอท กรุ๊ป (Slingshot Group) เปิดเผยผลสำรวจมุมมองผู้นำองค์กรไทยกว่า 200 ราย ผ่านเวที Leadership Trends for Tomorrow: Leading in the Age of AI โดยระบุว่าผู้นำไทยกำลังเผชิญ 4 ความท้าทายสำคัญในปี 2569 ทว่า ดัชนีความพร้อมขององค์กรกลับอยู่ในระดับต่ำเพียง 2 ใน 5 ส่วน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงช่องว่างวิกฤติ ที่ทำให้หลายองค์กรต้องเผชิญสภาวะทำงานหนักแต่ไม่บรรลุเป้าหมาย สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงในเวลานี้ไม่ใช่การแข่งขันกับคู่แข่งภายนอก แต่เป็นการต่อสู้กับความไม่พร้อมภายในองค์กรเอง
4 ปัจจัยเร่งด่วนที่ผู้นำไทยต้องเผชิญปี 2569
ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ พาร์ตเนอร์ Slingshot Group กล่าวว่า ผลการศึกษาที่ Slingshot Group ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 22 ปี บ่งชี้ว่าในปี 2569 ผู้นำองค์กรไทยให้ความสำคัญกับปัจจัยเร่งด่วน 4 ด้าน โดยลำดับแรกคือ การแข่งขันในตลาด ซึ่งถือเป็นปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบสูงสุด ผู้นำองค์กรต้องรับมือกับการตอบสนองต่อแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ลำดับถัดมาเป็นประเด็นด้านวัฒนธรรมและการบริหารจัดการ สืบเนื่องจากช่วงก่อนหน้าที่หลายองค์กรมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่งผลให้บุคลากรต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นและเกิดการเปลี่ยนแปลงของทีมงาน ปัจจุบันองค์กรจึงหันกลับมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายใน โดยเน้นการสร้างความไว้ใจ หรือ Trust ให้เกิดขึ้นในระบบการทำงานอีกครั้ง

ประเด็นที่สามคือ เรื่องคนและแรงงาน ซึ่งในปีนี้ทิศทางได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นเพียงทักษะ หรือ Skill Set ไปสู่การให้ความสำคัญกับแรงจูงใจและระดับพลังงานในการทำงานของบุคลากร เนื่องจากทรัพยากรด้านอื่นสามารถบริหารจัดการได้ตามระบบ แต่การบริหารสภาวะจิตใจและพลังงานของคนเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน และประเด็นสุดท้ายคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในกระบวนการทำงาน ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ผู้นำองค์กรตระหนักถึงความจำเป็น
ช่องว่างศักยภาพ: เมื่องานหนักไม่ตอบโจทย์เป้าหมาย
แม้ผู้นำจะตระหนักถึงความท้าทายทั้ง 4 ด้าน แต่ข้อมูลจากผลสำรวจกลับระบุตัวเลขระดับความพร้อมขององค์กรและพนักงานในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ไว้ที่ระดับเฉลี่ยเพียงประมาณ 2 กว่า ๆ จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ช่องว่างระหว่างความเร่งด่วนของปัญหากับระดับความพร้อมจริงนี้ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หลายองค์กรประสบสภาวะที่การเพิ่มปริมาณงานหรือความพยายามไม่ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง อีกทั้งยังส่งผลให้ทรัพยากรบุคคลเกิดภาวะหมดไฟและประสิทธิภาพโดยรวมลดลง
5 กลยุทธ์พลิกโฉมผู้นำเหนือ AI
เพื่อลดช่องว่างดังกล่าวและขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ดร.สุทธิโสพรรณ ได้เสนอแนวทางปฏิบัติ 5 ประการสำหรับผู้นำยุคใหม่ เริ่มต้นจาก การนำองค์กรด้วยการมองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์ ผู้นำจำเป็นต้องมีทักษะในการจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่จะก่อตัวเป็นกระแสหลัก เพื่อสร้างความได้เปรียบในการระบุโอกาสและความเสี่ยง ประการต่อมาคือ การกำหนดให้วัฒนธรรมองค์กรเป็นเสมือนระบบปฏิบัติการในยุค AI โดยต้องกำหนดบทบาทที่ชัดเจนระหว่างงานที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติและงานที่ต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์ เพื่อให้วัฒนธรรมการทำงานสอดคล้องกับเครื่องมือทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ
แนวทางที่สามคือ การผสานศักยภาพความเป็นผู้นำระหว่างมนุษย์และ AI โดยดึงจุดเด่นของแต่ละฝ่ายออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด ในขณะที่ AI ทำหน้าที่ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและประสิทธิภาพ มนุษย์ต้องทำหน้าที่ในส่วนที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ คือความเห็นอกเห็นใจ หรือ Empathy โดยเฉพาะในบริบทของธุรกิจไทย การให้บริการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจลูกค้ายังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญ ควบคู่ไปกับแนวทางที่สี่คือ การยึดมั่นในการตัดสินใจด้วยวิจารณญาณและจริยธรรม เนื่องจาก AI ไม่สามารถรับผิดชอบทางกฎหมายแทนมนุษย์ได้ ผู้นำจึงต้องมีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และไม่เชื่อถือข้อมูลที่ได้จากระบบในทันทีโดยปราศจากการตรวจสอบ
สำหรับแนวทางสุดท้ายคือ การนำด้วยความเห็นอกเห็นใจ เพื่อสร้างความปลอดภัยทางจิตใจภายในองค์กร ทั้งสำหรับพนักงานรุ่นใหม่ที่ต้องการพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น และการบริหารจัดการบุคลากรต่างวัย โดยมีแนวโน้มใหม่ในการนำพนักงานวัยเกษียณกลับเข้าสู่วัฏจักรการทำงาน เพื่อผนึกกำลังและสร้างความเข้าใจกลุ่มผู้บริโภคที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในประเด็นเหล่านี้ จะช่วยให้องค์กรไทยสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางบริบททางธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูงในปัจจุบัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
OR ปี 68 กำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท จากธุรกิจ Mobility-Lifestyle และ Café Amazon
กรุงศรีรีเทลปั้น ‘One Super App’ รวมแอป-รวมเบอร์เจาะกลุ่มครอบครัว





