ปี 2568 ผ่านพ้นไปพร้อมความผันผวนที่ยังไม่คลี่คลาย ปี 2569 กำลังจะมาถึงพร้อมคำถามเดิมที่นักลงทุนไทยทุกคนต้องการคำตอบ ตลาดหุ้นไทยจะไปทางไหน เศรษฐกิจโลกจะฟื้นหรือชะลอตัวหนัก และที่สำคัญที่สุด วันนี้ยังเป็นจังหวะซื้อหรือถึงเวลาถือเงินไว้ข้างสนาม
สุทธิชัย คุ้มวรชัย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด มีคำตอบผ่านการบรรยายหัวข้อ “Investment Trends Beyond the Storm: Navigating & Opportunity เทรนด์การลงทุน 2026: โอกาสในโลกที่ผันผวน” ซึ่งชี้ชัดว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทน เพียงแต่ต้องเปลี่ยนมุมมองจากรับทุกคลื่นเป็นเลือกจับคลื่นให้ถูกจังหวะ
SET ซื้อขายต่ำค่ากลางรอบหลายปี เป้า 1,500 จุด
คุณสุทธิชัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันดัชนี SET มีการซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังที่ระดับ 1 Standard Deviation หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ประมาณ 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่เป้าพื้นฐานดัชนีปี 2569 อยู่ที่ 1,500 จุด โดยอิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ 16 เท่า ซึ่งเป็นกรอบบนที่เหมาะสมกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่า 2%
“จุดเข้าซื้อสำคัญอยู่ที่ระดับดัชนีต่ำกว่า 1,200 จุด” เขาระบุ พร้อมคาดการณ์ทิศทางรายไตรมาสว่า ช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,350-1,400 จุด จากปัจจัยสนับสนุนการลดดอกเบี้ยและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ต่อเนื่องด้วยไตรมาส 2-3 ที่มีโอกาสย่อตัวจากความผันผวนของนโยบายสหรัฐฯ ภายใต้การกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ก่อนจะฟื้นตัวอีกครั้งในไตรมาส 4 จากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
4 กลยุทธ์เชิงรุกในตลาดขาลง
คุณสุทธิชัย แบ่งกลยุทธ์การลงทุนหุ้นไทยออกเป็น 4 รูปแบบ ประกอบด้วย
- กลุ่ม Dividend Stock หรือหุ้นปันผลสูง ได้แก่ AP KTB
- กลุ่ม Growth Stock หรือหุ้นเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น MTC TRUE
- กลุ่ม Turnaround Stock หรือหุ้นฟื้นตัว เช่น CENTEL TU
- กลุ่ม Undervalued Stock หรือหุ้นมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐาน เช่น CPALL OR
การแบ่งกลุ่มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยมิได้ไร้ซึ่งโอกาส แต่โอกาสเหล่านั้นกระจายตัวและต้องการกลยุทธ์เฉพาะในแต่ละสถานการณ์ นักลงทุนที่ถือเงินรอข้างสนามอาจต้องเริ่มขยับเข้ามาจับจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อดัชนีเคลื่อนไหวในระดับที่ต่ำกว่าประวัติศาสตร์
5 เทรนด์อนาคตที่ทุนใหญ่กำลังจับจอง
นอกเหนือจากกลยุทธ์ระยะสั้นถึงปานกลาง คุณสุทธิชัยยังเปิดเผยเทรนด์การลงทุนระยะยาว 5 ประการ ซึ่งเชื่อมโยงกับ 3 กระแสหลักของโลก ได้แก่ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี
Wellness Tourism
ไทยอยู่ในอันดับ 15 ของโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และมีศักยภาพเติบโตสูงจากโครงสร้างประชากรสังคมผู้สูงอายุและกระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยแนวโน้มจะเจาะจงเฉพาะกลุ่มหรือ Niche Market มากขึ้น
รายชื่อหุ้นไทยที่ปรากฏในสไลด์ประกอบด้วยกลุ่มเฉพาะทาง อาทิ MASTER, KLINIQ, GFC, SAFE และ MEDEZE ขณะที่กลุ่มสปาและการบำบัดด้วยน้ำแร่ Onsens มีหุ้นหลักคือ SPA
กลุ่มโรงพยาบาล สายการบิน และโรงแรม อาทิ CENTEL, AOT, AAV และ THAI ยังเป็นกลุ่มได้รับประโยชน์
สำหรับหุ้นต่างประเทศ นายสุทธิชัยแนะนำกลุ่มยาที่เพิ่มคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 และยารักษามะเร็งกลุ่ม Oncology ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง อาทิ Eli Lilly และ Roche
Sustainability
แม้มาตรการด้านความยั่งยืนจะชะลอตัวในระยะสั้น แต่ทิศทางระยะยาวโลกยังมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งไทยตั้งเป้าหมายไว้ปี 2050
ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีไทม์ไลน์การบังคับใช้ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรกปี 2567-2568 เก็บภาษีน้ำมัน ระยะที่สองปี 2570-2571 เก็บภาษีอุตสาหกรรมหลัก และระยะที่สามปี 2572-2573 บังคับใช้เต็มรูปแบบในอัตรา 200 บาทต่อตันคาร์บอน
กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์ประกอบด้วยธุรกิจคาร์บอนเครดิต โดยนายสุทธิชัยระบุชื่อ บมจ.ดิทโต้ และ บมจ.ปตท. ซึ่งมีโครงการปลูกป่า ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด อาทิ บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม และ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ รวมถึงหุ้นต่างประเทศอย่าง Iberdrola และ Orsted
Data Center
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจาก AI Supercycle ซึ่งบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หรือ Hyperscaler อาทิ Microsoft และ Google ต่างเร่งขยายการลงทุน ขณะที่ไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางภูมิภาคจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ผู้ได้ประโยชน์แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อสร้าง กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและผู้รับเหมา อาทิ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น และ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น รวมถึงกลุ่ม System Integrator อย่าง บมจ.อินเซ็ท เทเลคอม
ระยะดำเนินการ กลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก เช่น บมจ.บีซีพีจี
นอกจากนี้ กลุ่ม Cybersecurity เป็นผู้ได้รับประโยชน์ด้วย โดยหุ้นไทยที่เกี่ยวข้องคือ บมจ.ซีเคียว ดิจิทัล เทคโนโลยี ขณะที่หุ้นต่างประเทศแนะนำ CrowdStrike และ Palo Alto Networks ส่วนผู้ผลิตชิปแนะนำ NVIDIA
Autonomous Driving
เทรนด์ยานยนต์ไร้คนขับมุ่งเน้นการลดอุบัติเหตุและลดต้นทุน โดยคาดการณ์ว่า Robotaxi จะลดต้นทุนการเดินทางได้มากกว่า 80%
พัฒนาการในปัจจุบันอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 3 ซึ่งผู้ขับขี่ต้องพร้อมแทรกแซง และกำลังพัฒนาไปสู่ระดับ 4-5 ในอนาคต
ห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตสูงคือกลุ่ม LIDAR และเซนเซอร์ โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย Hesai, RoboSense, Luminar และ Innoviz ขณะที่หุ้นต่างประเทศอื่น ๆ แนะนำ Tesla, NVIDIA, Uber, Mobileye, Google และ Horizon Robotics
Virtual Bank
ธนาคารแห่งประเทศไทยคัดเลือกผู้ได้รับใบอนุญาต 3 ราย ได้แก่ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มธนาคารกรุงไทย และกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงกลางปี 2569
พันธมิตรทางเทคโนโลยีของแต่ละกลุ่มปรากฏชัดในสไลด์ประกอบการบรรยาย กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ร่วมมือกับ Ant Group ผู้ให้บริการ Alipay ขณะที่กลุ่มเอสซีบี เอกซ์จับมือ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน
ปัจจัยความสำเร็จของ Virtual Bank ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ประสบการณ์ด้านการเงิน เทคโนโลยี และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ โดยกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์มีจุดแข็งด้าน Ecosystem จาก TrueMoney และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ส่วนกลุ่มธนาคารกรุงไทยมีความแข็งแกร่งจากแอปพลิเคชันเป๋าตังและฐานข้อมูลผู้ประกอบการถุงเงิน
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าธุรกิจ Virtual Bank จะใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปีจึงจะถึงจุดคุ้มทุน
หุ้นนอกสหรัฐฯ จีน ยุโรป จ่อรับดอลลาร์อ่อนค่า
คุณสุทธิชัย กล่าวถึงกลยุทธ์การจัดพอร์ตสินทรัพย์ว่า หุ้นสหรัฐฯ ยังลงทุนได้แต่ต้องเลือกมากขึ้น โดยแนะนำลดน้ำหนักหุ้นใหญ่ขนาด Mega Cap และเพิ่มสัดส่วนหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงและ Valuation ต่ำกว่า ขณะที่หุ้นนอกสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่น่าสนใจจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

รายชื่อหุ้นแนะนำแยกตามภูมิภาค
- หุ้นสหรัฐฯ กลุ่ม Pricing Power ประกอบด้วย KO, PEP, WMT, COST กลุ่มเทคโนโลยี: GOOG, META กลุ่มธนาคาร: GS, MS กลุ่มสุขภาพ: LLY, HCA กลุ่ม Robotaxi: TSLA, UBER กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ: LHX
- หุ้นยุโรป กลุ่มสินค้าหรูหรา: LVMH, RMS กลุ่มพลังงานสะอาด: IBE, ORSTED กลุ่มธนาคาร: DBK, UBS กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม: AIR, BAE กลุ่มยานยนต์: MBG, BMW
- หุ้นจีน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์: SMIC, Hua Hong กลุ่มเทคโนโลยี: Tencent, Alibaba กลุ่มพลังงานสะอาด: Longi, CATL กลุ่มธนาคาร: ICBC กลุ่มเครื่องดื่ม: Moutai กลุ่มท่องเที่ยว: Trip.com กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า: UBTech, Xpeng
นอกจากนี้ คุณสุทธิชัยแนะนำให้มีทองคำในพอร์ต 5-10% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและแรงซื้อของธนาคารกลางโลก พร้อมระบุว่าหากราคาย่อตัวเป็นจังหวะสะสม
ตราสารหนี้-REITs โลก ยังต้องระมัดระวัง
รายละเอียดจากสไลด์ที่ไม่ได้ปรากฏในบทบรรยายชี้ให้เห็นว่ามุมมองต่อตราสารหนี้โลกอยู่ในระดับ Neutral ถึง Cautious แม้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ระดับ 4% จะน่าสนใจ แต่ upside จำกัดเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและมีปัจจัยขาดดุลการคลัง
ตราสารหนี้ไทยอยู่ในมุมมอง Neutral เพราะผลตอบแทนต่ำ โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีให้ผลตอบแทนราว 2.6% ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่จูงใจเมื่อเทียบกับพันธบัตรสหรัฐฯ
ขณะที่ REITs โลกอยู่ในมุมมอง Negative เพราะส่วนต่างเงินปันผลต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตและไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับพันธบัตร
การบรรยายของคุณสุทธิชัย สะท้อนให้เห็นว่าโลกการลงทุนปี 2569 ยังมีความผันผวนแต่เต็มไปด้วยโอกาส หากนักลงทุนสามารถแยกแยะธีมการลงทุนระยะยาวออกจากปัจจัยกดดันระยะสั้น และเลือกสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยขาลง ภูมิรัฐศาสตร์ที่แบ่งขั้ว และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก
คำถามที่เหลืออยู่จึงมิใช่ว่าจะลงทุนหรือไม่ แต่คือจะเลือกจับจังหวะและเลือกสินทรัพย์ใดให้สอดคล้องกับธีมการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใบใหม่ คุณสุทธิชัยกล่าว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เจาะ 4 โจทย์หินผู้นำไทยปี 2569 ชี้องค์กร ‘ไม่พร้อม’ รับมือ AI
InnovestX ประเมินปี 69 แนะกระจายหุ้นโลกนอกสหรัฐฯ เสริมตราสารหนี้และทองคำ



