สามแม่ทัพใหญ่นวัตกรรมไทยจาก สวก. บพข. และ สนช. ประสานเสียงเตือนภาคเกษตรและอาหารต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ก่อนเข้าสู่ปี 2030 หลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและสังคมสูงวัย เสนอโรดแมปพลิกโฉมประเทศจากผู้รับจ้างผลิตสู่เจ้าของนวัตกรรม “อาหารแห่งอนาคต” ที่เน้นมูลค่าสูงและเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม พร้อมผลักดันการแก้กฎหมายแบบ Sandbox เพื่อทลายข้อจำกัดการค้าและยกระดับความเชื่อมั่นในเวทีโลก
วิกฤติต้นน้ำ: เมื่อเกษตรดั้งเดิมไม่ใช่คำตอบ

รากฐานสำคัญของระบบอาหารเริ่มต้นที่ “ต้นน้ำ” หรือภาคการเกษตร ซึ่งกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่อาจสั่นคลอนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ กุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(สวก.) กล่าวว่า ภาคเกษตรไทยกำลังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างและสภาพแวดล้อมพร้อมกัน ประเด็นสำคัญคือ “วิกฤติแรงงาน” จากการที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อภาคการผลิต ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อกำลังการผลิตในอนาคต
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ปัจจัยด้าน “ทรัพยากรและสภาพภูมิอากาศ” ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ความแปรปรวนของสภาพอากาศ (Climate Change) ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมได้ทำลายความสม่ำเสมอของผลผลิต อีกทั้งยังนำมาซึ่งการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชที่ควบคุมยากขึ้น ขณะที่ทรัพยากรพื้นฐานอย่าง “ดิน” กำลังเสื่อมโทรมลง และการบริหารจัดการ “น้ำ” ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง ส่งผลให้เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติเป็นหลักไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่ที่เน้นมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Productivity) และมาตรการลดคาร์บอนที่เข้มงวดจากคู่ค้าต่างประเทศได้อีกต่อไป
ทางออกเดียวที่จะฝ่าวิกฤตินี้คือการยกระดับสู่ “Climate Smart Agriculture” หรือเกษตรอัจฉริยะที่แม่นยำโดยต้องนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาทดแทนแรงงานที่หายไปและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และการปรับปรุงพันธุกรรม (Gene Editing) เพื่อสร้างสายพันธุ์พืชที่ทนทานต่อความร้อนและความแห้งแล้ง ไปจนถึงการใช้ระบบเซนเซอร์ (Sensors) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจวัดธาตุอาหารในดิน การจัดการน้ำ และการเฝ้าระวังโรคพืช เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีความปลอดภัยและมีสารสำคัญทางโภชนาการสูง เพียงพอที่จะป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารมูลค่าสูงในปลายน้ำได้
เลิกขายของถูก: เดิมพันด้วยนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม
ในอดีตอุตสาหกรรมอาหารไทยมักติดกับดักการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) หรือเน้นส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้นที่แข่งขันด้วยราคาต่ำ ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้น้อยและมีความเสี่ยงสูงท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลกที่ดุเดือด ศ.ดร.ณัฐดนัย หาญการสุจริต ผู้อำนวยการแผนงานอาหารมูลค่าสูงและสมุนไพรหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน(บพข.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยต้องมุ่งสู่การสร้าง “อาหารมูลค่าสูง” (High Value Food) อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และสารสกัดมูลค่าสูง (High Value Extracts) ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและการวิจัยที่เข้มข้น รวมถึงการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสรรพคุณ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ในตลาดสากล
กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางนี้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัย บพข. ได้นำโมเดล “การร่วมลงทุน” (Co-investment) มาใช้ โดยกำหนดให้ภาคเอกชนต้องร่วมลงทุนในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ เพื่อยืนยันว่างานวิจัยนั้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาดจริงและมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ไว้สูงถึง 4-5 เท่า เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมหลุดพ้นจาก “หุบเหวแห่งความตาย” (Valley of Death) ในระดับห้องปฏิบัติการ ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่สร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน การสร้างนวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำสินค้าพรีเมียมราคาแพงเพื่อจับตลาดบนเท่านั้น แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายไม่แพ้กันคือการทำอย่างไรให้สินค้ามีต้นทุนที่แข่งขันได้สำหรับตลาดผู้บริโภคส่วนใหญ่ (Mass Market) ศ. ดร.ณัฐดนัย กล่าวว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมต้องถูกนำมาใช้เพื่อ “การลดต้นทุนการผลิต” อย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพยากรณ์และบริหารจัดการวัตถุดิบ การลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และการลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารไทยมีความยืดหยุ่น สามารถแข่งขันได้ทั้งในสมรภูมิราคาระดับแมสและตลาดนวัตกรรมระดับบน สร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน
เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม: น่านน้ำใหม่ของอาหารแห่งอนาคต

สำหรับทิศทางของตลาดและผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการ ด้านระบบนวัตกรรมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่กระแสของโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) หรือโปรตีนจากพืชที่เคยเป็นกระแสหลักในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง แต่เทรนด์ที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหม่และมีความต้องการที่จับต้องได้จริงคือ “อาหารสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ” (Personalized & Functional Food) ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความละเอียดอ่อนในการเลือกรับประทานมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดทางสุขภาพและสรีระร่างกายที่แตกต่างกัน
น่านน้ำใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือกลุ่ม “อาหารทางการแพทย์” (Medical Food) และอาหารสำหรับผู้สูงวัย เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปและตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อน เช่น การพัฒนาอาหารเนื้อสัมผัสพิเศษสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะกลืนลำบาก หรืออาหารที่ออกแบบมาเพื่อการฟื้นฟูร่างกายในช่วงก่อนและหลังการเจ็บป่วยโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มตลาด “อาหารขจัดสารก่อภูมิแพ้” (Free-from Food) ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นตามจำนวนผู้บริโภคที่มีอาการแพ้ส่วนผสมบางชนิด เช่น ถั่ว หรือกลูเตน ทำให้โจทย์ของการผลิตอาหารไม่ใช่การผลิตเพื่อคนส่วนใหญ่ (Mass Production) ที่ใครก็กินได้เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่เป็นการผลิตที่เน้นความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุดสำหรับกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางสุขภาพ
อีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพมหาศาลและไทยมีความพร้อมในด้านต้นน้ำคือ “ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง” (Pet Food) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีมูลค่าสูง การขยายตัวของตลาดเหล่านี้ส่งผลสะท้อนกลับไปสู่ภาคการเกษตรต้นน้ำที่ต้องปรับตัวจากการผลิตเน้นปริมาณ มาสู่การผลิตเน้นคุณภาพและคุณสมบัติเฉพาะทาง เช่น การปลูกขมิ้นชันที่ให้สารสกัดเข้มข้นสูง หรือการผลิตวัตถุดิบที่ปลอดสารเคมีตกค้างอย่างแท้จริง เพื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตคือการเชื่อมโยงระบบนิเวศสุขภาพและเกษตรกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
ฝ่ากำแพงการค้า: ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าหลัง
อีกหนึ่งความท้าทายที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาสำหรับผู้ประกอบการไทยคือบริบทการค้าระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนทิศทาง ศ.ดร.ณัฐดนัย กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับที่เคยเป็นเกราะป้องกันสินค้าเกษตรของไทยกำลังทยอยหมดอายุลง ซึ่งหมายความว่ากำแพงภาษีที่เคยช่วยพยุงราคาผลผลิตในประเทศกำลังจะหายไป เปิดทางให้สินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศทะลักเข้ามาตีตลาดไทยได้ง่ายขึ้น ในขณะที่สินค้าไทยกลับต้องเผชิญกับ “มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี” (Non-Tariff Barriers – NTBs) ที่เข้มข้นขึ้นจากคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางอาหาร
ปัญหาคอขวดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลกไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีการผลิต แต่เป็น “กำแพงกฎระเบียบ” ภายในประเทศเองที่ไม่ทันต่อโลกนวัตกรรม อาหารแห่งอนาคตหลายชนิด เช่น โปรตีนทางเลือกที่ผลิตจากเทคโนโลยีการหมักแม่นยำ (Precision Fermentation) หรือสารสกัดจากจุลินทรีย์ (Microbial Extracts) มักต้องจอดป้ายอยู่แค่ในห้องปฏิบัติการ ไม่สามารถออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้ เพราะติดขัดในขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนและการรับรองความปลอดภัย เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลยังขาดมาตรฐานรองรับนวัตกรรมใหม่เหล่านี้ รวมถึงขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่จะมาช่วยประเมินความปลอดภัย ทำให้กระบวนการอนุญาตล่าช้าและสูญเสียโอกาสในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด
ทางออกเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันคือการรื้อระบบการทำงานแบบเดิมทิ้ง แล้วหันมาจับมือกันในรูปแบบ “Sandbox” หรือพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมที่ผ่อนปรนกฎระเบียบชั่วคราว เพื่อให้สามารถทดสอบตลาดและเก็บข้อมูลความปลอดภัยไปพร้อมกัน โดยอาศัยความร่วมมือจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเข้ามาช่วยหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง อย. ในการร่างมาตรฐานใหม่ เพื่อ “ปลดล็อก” ให้งานวิจัยสามารถก้าวข้ามหุบเหวแห่งกฎหมาย และผลักดันให้สินค้าไทยได้รับการรับรองมาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า และรักษาที่ยืนของอาหารไทยในเวทีโลกไว้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป
ทลายกำแพงไซโล: เชื่อมรอยต่อรัฐ–เอกชน
นอกจากประเด็นเรื่องเทคโนโลยีและกฎระเบียบแล้ว อีกหนึ่ง “คอขวด” สำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทยคือระบบการทำงานที่แยกส่วนแบบ “ไซโล” (Silo) ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งขาดการบูรณาการข้อมูลและเป้าหมายร่วมกัน
ศ.ดร.ณัฐดนัย กล่าวว่า ความได้เปรียบของอุตสาหกรรมอาหารไทยคือการมีห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ครบวงจรอยู่ภายในประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ต่างจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วน แต่จุดอ่อนสำคัญกลับอยู่ที่ “รอยต่อ” ระหว่างห่วงโซ่เหล่านี้ที่ไม่เชื่อมถึงกัน เกษตรกรผู้ผลิตต้นน้ำไม่สามารถเข้าถึงโรงงานแปรรูปโดยตรง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่สามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบจากต้นน้ำได้ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียและต้นทุนแฝงมหาศาล
ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อต้องทำงานข้ามกระทรวง ข้าราชการมักติดขัดในระเบียบปฏิบัติทำให้การประสานงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ดูต้นน้ำ), กระทรวงอุตสาหกรรม (ผู้ดูการแปรรูป), กระทรวงการอุดมศึกษาฯ (ผู้ดูงานวิจัย) และกระทรวงสาธารณสุข (ผู้ดูมาตรฐานความปลอดภัย) ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ทางออกจึงจำเป็นต้องสร้าง “บุคลากรคนกลาง” (Intermediary) หรือหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่เป็น “System Integrator” เข้ามาเชื่อมประสานรอยต่อเหล่านี้ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการแก้ปัญหาที่เป็นระบบเดียวกันทั้งองคาพยพ
ในขณะเดียวกัน คุณปริวรรต กล่าวว่า งานวิจัยจำนวนมากมัก “ตาย” ก่อนถึงมือผู้บริโภค เพราะขาดกลไกทางการเงินและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่เหมาะสม สนช. จึงกำลังผลักดันโมเดล “Thailand Innovation Hub” ให้เป็นพื้นที่กลางในการจับคู่ระหว่างนักวิจัยและนักลงทุน พร้อมทั้งเร่งขับเคลื่อนมาตรการ “IP Financing” หรือการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้ยืมเงิน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านเงินทุนให้กับสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีที่อาจไม่มีสินทรัพย์ถาวรอย่างที่ดินหรือโรงงาน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกได้จริง
ความร่วมมือในลักษณะ “จตุรภาคี” ที่ดึงเอาภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม (เกษตรกร) เข้ามาอยู่ในสมการเดียวกัน จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” เพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้ระบบนิเวศอาหารของไทยแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกในปี 2030 ได้อย่างมั่นคง



