บนเวทีเสวนา “Owning Technology, Securing Thailand: สร้างเทคโนโลยีของชาติ จากทางเลือก สู่ทางรอดของประเทศ” ในงาน NECTEC 40 ปี Legacy & Beyond พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ/ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา, ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. และ นวพล เชื่อมวราศาสตร์ Science Creator เจ้าของช่อง Say Science นำเสนอยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ ปกป้องอธิปไตยทางข้อมูลและความมั่นคงของประเทศในยุคสงครามข่าวสาร สร้างรากฐานทางเทคโนโลยีที่ภาคเอกชนไทยสามารถต่อยอดได้ รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้และแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่ประชาชน ผ่านนโยบายชดเชย (Offset Policy) ของกองทัพ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลของเนคเทค และบทบาทของนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีสู่สังคม
เมื่อสนามรบขยับสู่โลกเสมือน
เหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งเรื่องแนวเขตแดนบนแผ่นดินเท่านั้น แต่ได้ขยายขอบเขตไปสู่พื้นที่เสมือนในโลกออนไลน์ ซึ่งมีการใช้สื่อสังคมเป็นเครื่องมือในการโจมตีข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกว่าสงครามข่าวสาร (Information Warfare)
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ/ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชากล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้กองทัพต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว หากเกิดวิกฤตรุนแรง ประเทศไทยอาจถูกตัดระบบหรือถูกดักฟังข้อมูลสำคัญได้
“กองทัพจึงต้องใช้เทคโนโลยีไซเบอร์และจัดตั้งศูนย์ข่าวสารเพื่อตอบโต้และให้ข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังมีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ทำได้ไม่เต็มนัก นั่นคือข้อจำกัดทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งทำให้การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศของรัฐต้องใช้เวลาดำเนินการนานถึงสามปี ในขณะที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีสามารถใช้เงินดิจิทัลสั่งซื้อโดรนเชิงพาณิชย์และนำมาดัดแปลงเป็นอาวุธโจมตีได้ทันที
ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. เสริมในมุมของอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) ว่า การใช้แพลตฟอร์มของต่างชาติทั้งหมดมีความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญของประเทศจะรั่วไหลไปยังต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังไม่สามารถปรับแต่งฟีเจอร์ให้เข้ากับบริบทและความต้องการของคนไทยได้ ส่งผลให้ธุรกิจไทยถูกกลืนกิน และไทยต้องเป็นเพียงผู้จ่ายเงินซื้อเทคโนโลยีตลอดไป
จากมหาอำนาจในการซื้อ สู่การสร้างคนรุ่นใหม่พลิกโฉมความมั่นคง
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกนำเสนอในเวทีคือการเปลี่ยนแปลงบทบาทของกองทัพจากการเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ สู่การเป็นผู้ร่วมสร้างเทคโนโลยีด้วยตนเอง ผ่านนโยบายชดเชย หรือ Offset Policy
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี อธิบายรายละเอียดของนโยบายดังกล่าว โดยยกตัวอย่างงบประมาณจัดซื้อเครื่องบินรบมูลค่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งภายใต้นโยบายชดเชย ประเทศไทยจะต้องได้รับมูลค่าตอบแทนกลับมามากกว่า 1 แสนล้านบาท ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรง (Direct Offset) การตั้งศูนย์วิจัยในประเทศไทย และการให้ทุนการศึกษาแก่บุคลากรไทย ซึ่งเป็นรูปแบบการชดเชยทางอ้อม (Indirect Offset)
จุดเด่นของนโยบายนี้คือการให้ความสำคัญกับบุคลากรอย่างจริงจัง กองทัพอากาศมีแผนส่งเจ้าหน้าที่และนักวิจัยรุ่นใหม่ระดับหัวกะทิที่จบปริญญาเอก จำนวน 16 คน อายุไม่เกิน 35 ปี ซึ่งถูกเรียกขานว่า “กลุ่ม Avengers” ไปศึกษาต่อและฝึกงานในต่างประเทศภายใต้เงื่อนไขนโยบายชดเชย เพื่อให้กลับมาเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศด้วยตนเอง
เป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์นี้คือการสร้าง “Thailand National Link” ระบบเชื่อมโยงข้อมูลแห่งชาติที่จะทำให้เครื่องบินรบ ฐานทัพบก เรือรบ และศูนย์บัญชาการ สามารถรับรู้ข้อมูลสถานการณ์เดียวกันได้แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบจากต่างชาติ ขณะเดียวกัน กองทัพยังมีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีอวกาศ (Space Domain) เช่น ดาวเทียมที่คนไทยพัฒนาขึ้นเอง ไปใช้ประโยชน์ทั้งในภารกิจความมั่นคงและการพลเรือน อาทิ การเกษตร การป้องกันน้ำท่วม และการตรวจจับจุดความร้อนจากไฟป่า
วิจัยแบบเปิด เมื่อรัฐต้องเป็นฐานให้เอกชนเดินหน้า
ในขณะที่กองทัพมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ ชี้ให้เห็นบทบาทของเนคเทคในฐานะหน่วยงานวิจัยภาครัฐที่ต้องทำหน้าที่ต่างออกไป นั่นคือการลงทุนในสิ่งที่ประเทศขาดไม่ได้ แต่ภาคเอกชนลงทุนเองไม่ไหว
ดร.พนิตา อธิบายถึงแนวทางการทำงานของเนคเทคในปัจจุบันว่า หน่วยงานไม่ได้ต้องการแข่งขันกับภาคเอกชน แต่ต้องการเป็นผู้สร้างรากฐาน (Foundation Platform) ให้ประเทศ ประกอบด้วยสามเสาหลัก ได้แก่ การสร้าง “Thai Foundation Model” หรือโมเดลปัญญาประดิษฐ์พื้นฐานสำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ การรวบรวมชุดข้อมูลขนาดใหญ่แห่งชาติ (National Data Sets) เช่น ข้อมูลภาษาไทย ข้อมูลภาษาถิ่น และข้อมูลทางการแพทย์ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลสมรรถนะสูง (ซูเปอร์คอมพิวเตอร์) ผ่านหน่วยงาน ThaiSC
“เนคเทคเปรียบเสมือนการสร้างฐานรากบ้านหรือโครงสร้างพื้นฐาน แล้วให้ภาคเอกชนนำไปประกอบร่าง ต่อยอด หรือตกแต่งเพิ่มเติมเป็นแอปพลิเคชันที่พร้อมใช้งานตามความต้องการของตนเอง” ดร.พนิตา กล่าว
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ที่เนคเทคนำมาใช้เพื่อลดปัญหางานวิจัยขึ้นหิ้ง โดยเปิดกว้างให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีที่รัฐวิจัยสำเร็จแล้วไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และกระจายสู่ผู้ใช้งานในวงกว้าง ตัวอย่างความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ที่ปัจจุบันถูกนำไปใช้จริงในหลายพื้นที่
ภาษา: กำแพงที่มองไม่เห็นระหว่างคนไทยกับเทคโนโลยี
แม้จะมีเทคโนโลยีและงานวิจัยเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ปัญหาสำคัญอีกประการที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวทีคือการที่คนไทยส่วนใหญ่ยังคงห่างเหินจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นวพล เชื่อมวราศาสตร์ Science Creator เจ้าของช่อง Say Science วิเคราะห์ว่า กำแพงสำคัญที่ทำให้คนไทยเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีคือรูปแบบการสื่อสาร งานวิจัยและนวัตกรรมในไทยมักถูกนำเสนอในรูปแบบวิชาการที่ซับซ้อนเกินไป เช่น การใช้คำศัพท์อย่าง “Neural Network” กับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกต่อต้านและไม่เห็นความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน
“การแก้ปัญหาคือต้องมีนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ (Science Communicator) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง แปลงเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายและสนุก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตไปเป็นผู้สร้างนวัตกรรมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า” คุณนวพล กล่าว
นอกจากนี้ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความตื่นตระหนกจากข่าวปลอม และช่วยให้สังคมเข้าใจเทคโนโลยีใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์หรือระบบโครงข่ายประสาทเทียมได้อย่างถูกต้อง
รวมพลังสร้างระบบนิเวศ ด้วยค่านิยม “ใช้ของไทย”
ประเด็นสำคัญที่วิทยากรทุกท่านเห็นตรงกันคือความจำเป็นในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ

พล.อ.อ.ประภาสเสนอให้มีการรวมศูนย์งบประมาณด้านเทคโนโลยีของประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่แยกส่วนกันทำ นอกจากนี้ ภาครัฐและประชาชนควรช่วยกันสนับสนุนและเลือกใช้เทคโนโลยีที่คนไทยสร้างขึ้น (Buy Thai, Use Thai) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น รถยนต์ยี่ห้อ Proton ของมาเลเซีย หรืออุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ในยุคเริ่มต้น ที่แม้ช่วงแรกอาจจะดูเหมือนการลอกเลียนแบบ แต่ด้วยการสนับสนุนของคนในชาติ ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาแบรนด์จนก้าวสู่ระดับโลกได้
ขณะที่ ดร.พนิตา กล่าวเสริมในมุมของการสนับสนุนผลงานคนไทย โดยยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ที่มีนโยบายสนับสนุนให้ใช้แอปพลิเคชันนำทางของตนเองแทนการใช้ของต่างชาติ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบนิเวศทางเทคโนโลยีภายในประเทศ
คุณนวพล เสริมว่า เทคโนโลยีที่ถูกสร้างโดยคนไทยจะมีความเข้าใจสภาพแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมของไทยดีที่สุด เช่น เทคโนโลยีการเกษตรที่ผู้พัฒนาเข้าใจธรรมชาติของดินและพฤติกรรมเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เทคโนโลยีจากต่างชาติอาจไม่สามารถทดแทนได้ พร้อมกันนี้ ยังได้เปรียบเทียบกับประเทศอิสราเอลที่สามารถนำเทคโนโลยีทางการทหารมาพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาล ขณะที่ประเทศไทยยังติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ทำให้เทคโนโลยีความมั่นคงถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะในกองทัพ และไม่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มที่
รวมพลัง สร้างอนาคต
การเสวนาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศไทยไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการลดการพึ่งพาต่างชาติและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
ดร.พนิตา กล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทของเนคเทคในอนาคตว่า หน่วยงานไม่ได้ต้องการวิ่งนำหน้าใคร แต่ต้องการเป็นรากฐานและแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนวิ่งไปข้างหน้าได้ไกลกว่าเดิมร่วมกัน
พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ย้ำว่าเทคโนโลยีคือตัวชี้วัดความเจริญของประเทศ ทุกกระทรวงและทุกภาคส่วนต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ คุณนวพล เชื่อมวราศาสตร์ แสดงความเชื่อมั่นในพลังของคนไทยที่จะร่วมกันเปลี่ยนสังคมด้วยเทคโนโลยี หากทุกฝ่ายเปิดใจและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน
คำถามสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหาคำตอบต่อไปคือ ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากประเทศผู้บริโภคเทคโนโลยี สู่การเป็นประเทศผู้สร้างและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริงเมื่อใด และคนไทยทุกคนพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้หรือยัง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
TED Fund ปี 69 อัดฉีด 300 ล้านแจกทุนให้เปล่า หนุน 300 สตาร์ตอัปไทย
คลังไฟเขียว เพิ่ม ‘คาร์บอนเครดิต’ เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์



