Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ระวัง ‘อาฟเตอร์ช็อค’ ภาษีทรัมป์

จับตา "อาฟเตอร์ช็อก" ภาษีทรัมป์: สหรัฐฯ ประกาศเก็บ Global Tariff 15% กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก

พลันที่ศาลสูงสหรัฐตัดสินว่า Reciprocal Tariff หรือ “ภาษีศุลกากรตอบโต้” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ก็ตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศขึ้นอัตราภาษีศุลกากรทั่วโลก” Global Tariff” แห่งพระราชบัญญัติการค้า หรือ Trade Act of 1974  มาตรา 122 โดยเก็บภาษีทุกประเทศ เป็น 10% และในวันถัดมาเพิ่มเป็น 15% ภายในกรอบ 150 วัน 

แผนปฏิบัติการของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า สงครามภาษียังไม่จบ ยังคงเดินหน้าต่อไปแค่เปลี่ยนไปใช้กฏหมายอื่นแทน นั่นหมายความว่า สถานการณ์การค้าของสหรัฐกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ยังคงตึงเครียดและอาจจะหนักกว่าเดิม

อันที่จริง ภาษีไม่ใช่แค่เครื่องมือเจรจาต่อรองเท่านั้น แต่เป็นกลไกปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่ออัตรากลางถูกยกขึ้นมาเป็น 15% ประเทศที่เคยได้แต้มต่อจากโครงสร้างภาษีตอบโต้เดิม เช่นประเทศสิงคโปร์ และสหราชอาณาจักรที่เคยเจรจาต่อรองได้อัตรา 10% ก็ต้องเสีย 15% เท่ากับประเทศอื่น ๆ ทำให้สองประเทศนี้สูญเสียความได้เปรียบทันที

ส่วนไทยเดิมเคยเสีย 19% อัตราใหม่ก็จะเสียเพียง 15% อาจจะได้ประโยชน์นิดหน่อย ซึ่งในห้วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสทองให้ผู้ส่งออกไทยจะต้องเร่งเพิ่มปริมาณการส่งออกภายในช่วงเวลา 150 วันก่อนที่คำสั่งปัจจุบันจะหมดอายุลงในกลางเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐในปี 2024 มีมูลค่า สูงถึง 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นดูเหมือนว่าไทยจะได้รับอานิสงส์จากการที่กำแพงภาษีที่ลดลงชั่วคราว แต่อย่าประมาทเพราะอาจจะมี “หลุมพราง” ซ่อนอยู่ รัฐบาลและผู้ส่งออกไทยต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดชนิดกระพริบตาไม่ได้แม้วินาทีเดียว

คำถามตอนนี้คือ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนกระดานภาษีทรัมป์ อย่าลืมว่าสหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย หากภาษีที่ใช้กับทุกประเทศ 15% ก็ถือว่าได้อานิสงค์ แต่ถ้าสินค้าส่งออกของไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มสอบสวนมาตรา 301 เพื่อสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรม และหากไทยถูกมองว่าได้ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เพื่อเอาเปรียบทางการค้าก็มีความเป็นไปได้สูง ที่จะโดนหางเลขจากมาตรา 301ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่ประเทศต่าง ๆ นั่นเท่ากับว่า สินค้าเกษตรแปรรูป อิเลคทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยอาจถูกกระทบโดยตรง

ยิ่งน่าเป็นห่วงหากดูจากตัวเลขการขาดดุลการค้าสหรัฐที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปรากฏว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ อันดับที่ 7 จากเคยอยู่ อันดับที่ 11 โดยสหรัฐขาดดุลไทยเพิ่มขึ้นจาก 45.4 เป็น 71.8 พันล้านดอลลาร์ที่สำคัญ ในกลุ่มประเทศ 10 อันดับแรกไทยเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตของการขาดดุลเพิ่มเป็นอันดับที่ 2เพิ่มขึ้น 58% เป็นรองก็เพียงไต้หวันที่เพิ่มขึ้น 99% เท่านั้น

ฉะนั้นไทยมีความเสี่ยงที่จะโดนเก็บภาษีเพิ่มเติม เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐลงแต่ตัวเลขที่ออกมาไม่เป็นไปตามต้องการ การขาดดุลการค้าของสหรัฐยังสูงลิ่วที่ 1.23 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2% แม้ว่าจะเพิ่มภาษีการค้าแล้วก็ตาม

ที่น่ากังวลใจไปกว่านั้นถ้ามาเทียบมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศระหว่างไทยกับสหรัฐ จะเห็นว่าสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐกับที่ส่งออกไปต่างกันลิบลับโดย ในปี 2025 ไทยส่งออกไปสหรัฐ 91.3 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้นถึง38%เลยทีเดียว แต่สหรัฐส่งออกมาไทยได้แค่ 19.5 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น 8.9% ไม่แปลกใจหากมีการเจรจาต่อรองกันสหรัฐอาจจะขอให้รัฐบาลไทยช่วยซื้อสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น ทั้ง เครื่องบิน สินค้าเกษตรและ ยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ

ที่สำคัญประเด็นที่จะทำให้ไทยโดนหางเลข เนื่องจากที่ผ่านมาสหรัฐจับตาดูตลอดว่ามีสินค้าค้าจากประเทศอื่น โดยเฉพาะจีนใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกไปสหรัฐหรือไม่ และเมื่อตัวเลขการส่งออกของไทยล่าสุด พบว่ามีการส่งออกคอมพิวเตอร์ที่เติบโตดีถึง 91% สวนทางกับภาคการผลิตโตเพียง 17.1% ประเด็นนี้อาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาส่งออกต่อไปยังสหรัฐ กลายเป็นว่าไทยเสียมากกว่าได้ เพราะการส่งออกแบบนี้แทบไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและมีโอกาสที่จะโดนสหรัฐใช้เป็นข้ออ้างในการใช้มาตรการภาษีมาเล่นงานไทยได้ รัฐบาลคงจะต้องเข้มงวดเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เวลานี้คงจะนิ่งนอนใจไม่ได้ รัฐบาลต้องปฎิบัติการเชิงรุกรับมือตั้งแต่เนิ่นๆทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศต้องหารือและประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในหลายๆมิติด้วยความรอบคอบและชอบธรรม

มิติแรก คือ กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ ต้องสื่อสารกับสหรัฐอย่างต่อเนื่องทั้งระดับรัฐและเอกชน ยืนยันความโปร่งใสด้านมาตรฐานและโครงสร้างทุน หากถูกสอบสวนต้องมีข้อมูลตอบโต้ทันที การวางเฉยเท่ากับยอมให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโดยปริยาย

มิติที่สอง คือ การกระจายความเสี่ยงด้านตลาดส่งออก โดยใช้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ( RCEP) ให้เต็มศักยภาพ การเร่งเขตเสรีการค้าหรือ FTA และการเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง อัฟริกา เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐและจีนมากเกินไป

มิติที่สาม คือ การเร่งยกระดับขีดความสามารถในประเทศ ตั้งแต่สิทธิประโยชน์การลงทุนที่ชัดเจน การลดขั้นตอนราชการ ลดการคอรัปชั่น และระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เพราะข้อกล่าวหาการค้าไม่เป็นธรรม มักเริ่มจากความไม่โปร่งใส

รัฐบาลไม่อาจตั้งรับแบบรอดูสถานการณ์  แต่ต้องเดินเกมเชิงรุกในสามมิติพร้อมๆกัน สงครามการค้าโลกยกที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขภาษีอย่างเดียว แต่คือการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่ใช้กฏหมายเป็นอาวุธ ซึ่งไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าการส่งออก ย่อมโดนหางเลขอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

นี่เป็นบททดสอบรัฐบาลใหม่ ที่มีดรีมทีมมาจากนักบริหารมืออาชีพว่ามีศักยภาพพอที่จะต่อกรบนโต๊ะเจรจาได้หรือไม่

บทความอื่น ๆ ของผู้ขียน

กองทุนประกันสังคม…สะท้อน ‘รัฐล้มเหลว’

ระบบอุปถัมภ์… กับรัฐที่พังซ้ำซาก

2569 ปีแห่งความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar