Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมอร์เคิล เผยน้ำมันพุ่ง 20% พิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ กดดันเฟดคงดอกเบี้ย-ดอลลาร์แข็ง

เมอร์เคิล เผยน้ำมันพุ่ง 20% เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ กดดันเฟดคงดอกเบี้ย-ดอลลาร์แข็งค่าสูงสุดรอบ 6 เดือน

เส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของอุปทานโลกต้องปิดตัวลง จากความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 40% จากจุดต่ำสุดในเดือนธันวาคม และบวกขึ้นเกือบ 20% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานครั้งนี้ สร้างความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงไม่สามารถกดอัตราเงินเฟ้อลงสู่เป้าหมายที่ 2% ได้ โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ระดับประมาณ 3%

เฟดติดกับดักนโยบายการเงิน

วรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนกังวลต่อสองสถานการณ์หลัก กรณีแรกหากสงครามยืดเยื้อและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดดันเศรษฐกิจ ขณะที่กรณีที่สองหากสงครามรุนแรงจนเศรษฐกิจชะลอตัว เฟดอาจต้องกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ย

ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool สะท้อนการเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์ของตลาด โดยโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม 2026 ปรับตัวขึ้นมาใกล้เคียงกับโอกาสในการลดดอกเบี้ยที่ระดับเกือบ 40% ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้าที่ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้

หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงตึงเครียดต่อไป การลดดอกเบี้ยอาจเหลือเพียงครั้งเดียวหรือไม่มีเลยในช่วงครึ่งปีหลัง คุณวรเมธกล่าว

นโยบายภาษีทรัมป์: การผ่อนคลายชั่วคราวก่อนพายุลูกใหญ่

ประเด็นนโยบายการค้าระหว่างประเทศก็เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดติดตาม โดยโดนัลด์ ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าทั่วโลกที่เพดาน 15% เป็นระยะเวลา 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026

เมื่อเทียบกับนโยบายในอดีตที่บางประเทศถูกเก็บภาษีถึง 30-100% มาตรการดังกล่าวถือว่าผ่อนคลายกว่าที่ตลาดกังวล ส่งผลให้ตลาดการเงินคลายความกังวลในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือเมื่อมาตรการหมดอายุในช่วงเดือนกรกฎาคม ทรัมป์อาจเปลี่ยนมาใช้กฎหมายมาตรา 301 หรือ 232 ซึ่งไม่มีการจำกัดเพดานภาษีสูงสุดและไม่มีกำหนดระยะเวลา

หากมีการใช้กฎหมายดังกล่าว อัตราภาษีอาจปรับขึ้นไปถึง 30% 60% หรือ 100% ซึ่งจะสร้างความตื่นตระหนกและปัญหาเงินเฟ้อระลอกใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ คุณวรเมธกล่าว

ดอลลาร์สหรัฐที่พักพิงแห่งเดียวท่ามกลางความไม่แน่นอน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาด นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ต่างๆ รวมถึงพันธบัตรและทองคำที่เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อหันไปถือเงินสดดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้น ขณะที่ดัชนีความผันผวน VIX พุ่งสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ด้านค่าเงินเยน ดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าสวนทางกับเงินเยนญี่ปุ่น โดยข้อมูล ณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 157.593-157.602 ซึ่งต้องจับตาการแทรกแซงตลาดจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) บริเวณระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์

Bitcoin ถูกกดดันแต่สถาบันยังคงสะสมผ่าน Spot ETF

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบรอบด้าน สะท้อนจากดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear and Greed Index) ที่อยู่ในสภาวะ “Extreme Fear” หรือความกลัวสุดขีด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะที่สถิติผลตอบแทนรายเดือนของ Bitcoin ติดลบติดต่อกัน 5 เดือนแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Merkle Capital ระบุว่านักลงทุนสถาบันยังคงเข้าซื้อ Bitcoin Spot ETF อย่างต่อเนื่อง โดยมี Net inflow เป็นบวกเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมองว่าราคาปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยอดสะสม (Cumulative Flow) กำลังกลับไปทดสอบจุดต่ำสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง

ข้อมูล On-chain ยังบ่งชี้ว่านักลงทุนระยะยาว (Long-Term Holder) มีแรงเทขายน้อยลงและผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์ส CME Open Interest มีการเปิดสถานะลดลง แสดงให้เห็นว่าตลาดย้ายไปขับเคลื่อนด้วย Spot มากขึ้น

MVRV ชี้นักลงทุนระยะสั้นขาดทุนหนักสุดในรอบเกือบ 3 ปี

คุณวรเมธกล่าวถึงการประเมินมูลค่าผ่านอัตราส่วน MVRV (Market Value to Realized Value) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดว่ามูลค่าตลาดปัจจุบันสูงหรือต่ำกว่าราคาทุนถัวเฉลี่ยของนักลงทุนทั้งระบบเพียงใด

กลุ่มนักลงทุนระยะสั้น (Short-term MVRV) ปัจจุบันขาดทุนเฉลี่ยกว่า 20% โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 88,000-89,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดทุนสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี และกำลังเข้าใกล้โซนที่มักเป็นจุดต่ำสุดของรอบการลงทุน

ภาพรวมทั้งตลาด (MVRV Ratio) ปัจจุบันมีกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 26% หรือ MVRV ที่ระดับ 1.26 โดยโซนราคาที่มีนัยสำคัญซึ่งนักลงทุนรอเข้าซื้อคือระดับ MVRV ที่ 1.0 ซึ่งหมายถึงมูลค่าตลาดเท่ากับราคาทุนถัวเฉลี่ย คิดเป็นราคาประมาณ 54,500 ดอลลาร์ และหากอ้างอิงตามวัฏจักร 4 ปี จุดต่ำสุดอาจลงไปถึง MVRV 0.8 ซึ่งหมายถึงตลาดขาดทุนเฉลี่ย 20% หรือราคาประมาณ 45,000 ดอลลาร์

สถิติ Bitcoin: มีนาคมในอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ข้อมูลผลตอบแทนรายเดือนของ Bitcoin ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2025 แสดงให้เห็นว่าเดือนมีนาคมมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนอยู่ที่ +11.42% แต่ค่ามัธยฐานอยู่ที่ -0.57% ซึ่งสะท้อนว่ามีปีที่ผลตอบแทนบวกสูงมากบางปีดึงค่าเฉลี่ยขึ้น ขณะที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่มักแกว่งตัวใกล้เคียงศูนย์

สำหรับปี 2026 Bitcoin ให้ผลตอบแทนติดลบในสองเดือนแรก โดยเดือนมกราคม -10.17% และเดือนกุมภาพันธ์ -14.94% ขณะที่ข้อมูลบางส่วนของเดือนมีนาคมอยู่ที่ +1.16% ซึ่งหากเดือนมีนาคมปิดลบ จะเป็นการติดลบติดต่อกัน 6 เดือน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ Bitcoin

BlackRock และ NYSE วางหมากระยะยาวในตลาดคริปโทฯ

ท่ามกลางภาวะตลาดหมี ข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเข้ามาของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับไม่ค่อยถูกพูดถึง โดย BlackRock สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มเข้ามาลงทุนในโลก DeFi ผ่านการซื้อโทเคน Uniswap ผ่าน BUIDL Fund

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) มีแผนดำเนินการ Tokenization หุ้น เพื่อให้สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนอย่าง Ethereum, Solana และ Coinbase ในระยะยาว

สงครามครั้งนี้กับครั้งก่อน: บทบาทของสินทรัพย์ต่างกัน

คุณวรเมธกล่าวถึงมุมมองเปรียบเทียบระหว่างสงครามครั้งนี้กับครั้งก่อนว่า ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่มีการแบนระบบการโอนเงิน SWIFT Bitcoin และทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในสงครามอิสราเอล-อิหร่านช่วงแรก นักลงทุนกังวลเรื่องน้ำมันและเงินเฟ้อ ทองคำจึงถูกเลือกเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ Bitcoin ถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยง

ปัจจุบันทองคำมีราคาแพงเกินไปหลังจากทำ All Time High ขณะที่ Bitcoin ถูกเทขายจนราคาลงมาอยู่ในระดับต่ำ แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเลือกถือเงินสดดอลลาร์ เนื่องจากมองว่าปลอดภัยที่สุดในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง

แนวทางการจัดพอร์ตภายใต้ความผันผวน

สำหรับนักลงทุนระยะยาว 10-20 ปี ที่ถือ Bitcoin เป็น Growth Asset ในสัดส่วน 5-10% ของพอร์ต คุณวรเมธแนะนำให้ถือต่อไปได้ และหากราคา Bitcoin ร่วงลงไปโซน 45,000-50,000 ดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับระดับ MVRV ที่ 1.0-0.8 อาจเป็นโอกาสในการสะสมเพิ่มเติม

ขณะที่นักลงทุนระยะสั้นหรือสายเก็งกำไร ควรพิจารณาลดความเสี่ยงลง โดยเดินตามแนวทางของกลุ่มนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ที่ทยอยดึงเงินออกไปถือเงินสด เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่ชัดเจน ทั้งเรื่องสงคราม นโยบายภาษีทรัมป์ในช่วงไตรมาส 2-3 และปัญหาเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Sukishi เปิดยุทธศาสตร์ 2569 รุก Retail ดันสัดส่วนยอดขายเป็น 20% รับสงครามราคาสุกี้

K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย สกัดอินไซต์ระดับโลก พลิกโฉมพอร์ตลงทุนรับเศรษฐกิจใหม่

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar