Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ตะวันออกกลาง… เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทย

ตะวันออกกลาง... เส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทย

สงครามการสู้รบระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านดำเนินมาได้ 2 สัปดาห์ ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆได้ส่งผลกระทบต่อโลกมากมาย ประเทศไทยแม้จะอยู่ห่างไกลจากไฟสงคราม แต่ได้รับผลกระทบธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมแบบเต็ม ๆ แต่สิ่งที่ทั่วโลกกังวล คือ ราคาน้ำมัน เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก และเส้นทางขนส่งน้ำมันจำนวนมหาศาล ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของการค้าพลังงานโลกต้องผ่านเส้นทางนี้  หากมีการปิดช่องแคบหรือโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันจะพุ่งพรวดทันที และจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น เศรษฐกิจโลกซึ่งกำลังฟื้นตัวอย่างเปราะบางอาจชะลอตัวลง

นอกจากนี้ ตะวันออกกลางนอกจากถือเป็นคอขวดพลังงานแล้ว ยังเป็นจุดสำคัญของเส้นทางเดินเรือจนส่งสินค้าระหว่างเอเซีย ยุโรปและอาฟริกา หากสงครามรุนแรงสถานการณ์ความมั่นคงแย่ลง บริษัทเดินเรือและบริษัทประกันภัยอาจเพิ่มค่าประกันความเสี่ยง ค่าระวางเรืออาจปรับตัวสูงขึ้น จะกระทบถึงต้นทุนของการส่งออกตามมา ตลาดการเงินมีความอ่อนไหว ค่าเงินในภูมิภาคเอเซียรวมถึงค่าเงินบาทอาจผันผวนมากขึ้น

แต่ดูเหมือนสถาการณ์จะแย่ลงไปอีกโลกต้องสะเทือนอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) ในวันเสาร์ทีผ่านมา เกาะคาร์กถือเป็น 1 ใน 6 ยุทธศาสตร์พลังงานของโลก มีคลังเก็บน้ำมันความจุกว่า 30 ล้านบาร์เรล เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันกว่า 90% ของอิหร่านถ้าถูกทำลาย รายได้น้ำมันเกือบทั้งหมดของอิหร่านจะหายไป

คงไม่ใช่อิหร่านฝ่ายเดียวที่ถูกทำลายในตะวันออกกลาง ประเทศไหนที่มีฐานทัพอเมริกาตั้งอยู่อิหร่านก็ถล่มราบคาบเช่นกัน แต่หนักที่สุดน่าจะเป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ ”UAE” ไม่ใช่แค่มีบ่อน้ำมัน แต่ที่นี่คือคอขวดวิศวกรรมปิโตเลียมระดับโลก ทั้งคลังน้ำมัน ท่าเรือ ศูนย์ประมลผล แหล่งน้ำมันนอกชายฝั่ง นิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงกลั่นเกือบแสนบาร์เรลต่อวัน ตอนนี้ไม่ทราบว่าพื้นที่ใดมีความเสียหายบ้างแต่ถ้าโดนทำลายทั้งหมด วิกฤติน้ำมันยิ่งจะหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม และไทยนำเข้าน้ำมันจากที่นี่ ถึง 42% เลยทีเดียว

นั่นหมายความจะส่งผลกระทบกับพลังงานโลกอาจจะบายปลายกลายเป็น Oil Crisis จะทำให้จีนและลูกค้ารายใหญ่จะแย่งชิงน้ำมันเกรดใกล้เคียงกันจากทุกที่ ทั่วโลกจะเกิดซัพพลายช็อคตามมา ราคาน้ำมันจะพุ่งกระฉูดราวจรวดทันที และอาจจะเป็นวิกฤติพลังงานที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ จะเกิดความเสียหายชนิดประเมินค่าไม่ได้

สำหรับประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจำนวนมากราว 8% ของจีดีพี. เพื่อใช้ในระบบเศรษฐกิจและนำเข้าจากตะวันออกลางกว่า 60% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นย่อมกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ต้นทุนการขนส่ง ค่าโดยสารเครื่องบินอาจต้องปรับขึ้น ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

คนไทยอาจจะไม่ได้รู้สึกถึงเสียงระเบิดในสงคราม แต่จะรับรู้ถึงผลกระทบทันทีที่ปั๊มน้ำมันหรือราคาสินค้าหน้าร้านและบิลค่าไฟฟ้า ตอนนี้เรือประมงเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเขียวที่ปรับเพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้น สิ่งที่ชาวประมงกลัวที่สุด คือน้ำมันขาดแคลน ถึงตอนนั้นเรือประมงก็จะออกจากฝั่งไปจับปลาไม่ได้ เพียงแค่สัปดาห์แรกก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย สะท้อนจากตลาดหุ้นไทยดัชนีหุ้นร่วงรูดกว่า 100 จุด จากความกังวลต่างชาติจึงพากันเทขาย

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบเฮอร์มุซนาน 2 – 6 สัปดาห์ ในกรณีฐานราคาน้ำมัน เบร็นท์ เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษบกิจไทยต้องชะลอลง 0.3 % ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมันเบรนท์ เฉลี่ยอาจแตะ 107 เหรียญ สหรัฐ/บาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8% เงินเฟ้อไทยปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.5% ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่า 4% ได้

ส่วนสภาพัฒน์ฯได้ประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและ GDP ในปี 2569 เอาไว้2 Scenario ที่มีความเป็นไปได้ Scenario แรก หากสงครามจบเร็วภายใน 1 เดือน ตามที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีโดนัลด์เคยกล่าวไว้ การส่งผ่านน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีผลกระทบระยะสั้น ทำให้ราคาน้ำมันจะอยู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยภายใต้ Scenario นี้ สภาพัฒน์คาดว่า GDP ไทยอาจจะเติบโตประมาณ 1.6% ในปี 2569 จากประมาณการปัจจุบันที่ 2% (ค่ากลาง)

Scenario ที่สอง สงครามมีความยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จนกระทบระบบขนส่งอย่างหนัก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบไปด้วย จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งไปที่ 115-125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายใต้ฉากทัศน์นี้ สภาพัฒน์คาดว่า GDP ไทยจะอาจเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.3% จากประมาณการปัจจุบันที่ 2% (ค่ากลาง) ทั้งนี้ หากการเติบโตของ GDP ไทยปีนี้อยู่ 1.3-1.6% สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำสุดในรอบราว 6 ปี

สำหรับแนวโน้มของเงินเฟ้อ น่าจะปรับสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น จะไม่เพิ่มขึ้นเยอะมากนัก เนื่องจากภาครัฐมีกลไกในการดูแลราคา เช่น กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คอยรองรับอยู่แล้ว

นับว่าน่าเป็นห่วง หากรัฐบาลยังไม่มีแผนตั้วรับในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ เพราะหากสงครามยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะเริ่มชัดเจนทันที โดยเฉพาะผ่านราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และความผันผวนของตลาดการเงินโลกแผนเฉพาะหน้า รัฐต้องบริหารจัดการสำรองพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน

ในระยะปานกลาง ต้องเร่งเพิ่มคลังสำรองน้ำมันยุทธศาตร์และต้องเร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังแหล่งอื่นๆเช่น รัสเซีย พัฒนาพลังงานทางเลือก เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระยะยาว อีกทั้งต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นระบบขนส่งสาธารณะ รถยนต์ไฟฟ้า และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม

ในระยะยาวต้องสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน อย่างกรณีเอทานอลที่เอาจริงทุกครั้งที่มีวิกฤติ แต่พอสถานการณ์คลี่คลายก็เงียบหายไป น่าจะต้องปัดฝุ่นขึ้นมาใหม่ ยิ่งช่วงนี้ราคาอ้อยหายไปกว่าครึ่งจากตันละ 1200 ปีที่แล้ว ปีนี้เหลือแค่ตันละ 650 บาท ราคามันสัมปะหลัง ปาล์มมีปัญหาทุกปี ถ้าทำได้นอกจากจะแก้ปัญหาพลังงานแล้วยังแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำด้วย ในระยะยาวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเชื่อว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังจะวุ่นวายอีกนาน

มาตการต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวนในระยะยาว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยหากเกิดวิกฤติพลังงานในอนาคต

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

จากเสือตัวที่ห้า…ทำไมกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเซีย’

2569 ปีแห่งความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย

จากเสือตัวที่ห้า…ทำไมกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเซีย’

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar