โลกธุรกิจทุกวันนี้กำลังหมุนด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย กฎเกณฑ์เดิมถูกท้าทาย และวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เป็นเพียงแค่กรอบที่ทำให้คนเดินไปในทิศทางเดียวกันอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็นตัวพลิกสถานการณ์ที่สำคัญ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงนี้ถูกนำเสนอผ่านโครงการ 100 Outperforming Enterprises ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้อมูลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่ทำผลงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยมีความโดดเด่นใน 3 มิติหลัก ได้แก่ จุดมุ่งหมาย (Purpose) บุคลากร (People) และประสิทธิภาพการทำงาน (Performance) ซึ่งมีคะแนนนำหน้าค่าเฉลี่ยของตลาดในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤติพลังงานเงียบในห้องทำงาน
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างบุคลากร ข้อมูลระบุว่าองค์กรที่มีผลประกอบการสูง มีสัดส่วนพนักงานกลุ่ม Energy Multipliers ที่เป็นเสมือนแหล่งพลังงานขององค์กรถึง 28% ในขณะที่องค์กรทั่วไปมีกลุ่มนี้เพียง 12% ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนธุรกิจที่ต่างกัน
นอกจากนี้ องค์กรทั่วไปยังมีพนักงานกลุ่มประคับประคองหรือ Survivors สูงถึง 76% และมีความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout Risk) 12% ซึ่งสูงกว่าองค์กรกลุ่มแรกที่มีความเสี่ยงเพียง 6% สิ่งนี้ตอกย้ำว่าโจทย์ใหญ่ขององค์กรคือการเปลี่ยนกลุ่ม Survivors ให้กลายเป็นผู้ที่สามารถส่งต่อพลังงานในการทำงาน
ปลดล็อกความกล้า ก้าวข้ามขีดจำกัด
ตัวอย่างที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจนคืออุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า องค์กรไม่สามารถใช้วิธีการทำงานแบบเดิมได้อีกต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องผลักดันพนักงานให้กล้าเปลี่ยนแปลง โดยการนำคำว่า Move Fast และ Dare ซึ่งแปลว่าความกล้า เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร พนักงานต้องถูกกระตุ้นให้กล้าท้าทายทั้งตัวเองและไอเดียของตัวเอง เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อได้
กฎ 70-15-15 ผู้นำคือผู้กำหนดเกม
การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการออกคำสั่ง แต่ต้องอาศัยกลไก Leader Action ซึ่งมีน้ำหนักถึง 70% ของความสำเร็จ ผู้นำต้องลงมาเป็นแบบอย่างให้เห็นว่าตนเองเปลี่ยนแปลงแล้ว และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ส่วนที่เหลือถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน คือ 15% จากการสื่อสารเชิงบวก (Encourage) และอีก 15% จากการกำหนดเป้าหมายหรือสร้างแรงกดดัน (Enforce) ผ่านการมอบหมายงานที่ท้าทายขีดความสามารถ
อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ (Humanity-Driven Leadership) ผู้นำต้องไม่ใช้เพียงการบังคับจิตใจ แต่ต้องทำเป็นแบบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางขององค์กรระดับท็อปที่มองพนักงานเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่เพียงต้นทุนของบริษัท
พื้นที่ปลอดภัย ปลดปล่อยนวัตกรรม
สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่สร้างความคล่องตัวและขับเคลื่อนนวัตกรรม องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นมีคะแนนส่วนนี้สูงถึง 81% ทิ้งห่างค่าเฉลี่ยของไทยที่ 69% ปัจจัยนี้ทำให้พนักงานกล้าทดลองสิ่งใหม่และแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่พนักงานกล้าขอความช่วยเหลือโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดสิน และก้าวข้ามวัฒนธรรมการรักษาหน้า เพื่อทำลายโครงสร้างแบบลำดับขั้น ทำให้ไอเดียใหม่ๆ ถูกนำเสนอและได้รับการรับฟัง
รอยต่อระหว่างวัยและการสร้างประสบการณ์
ในมิติของการดูแลคน องค์กรเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์เชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งพบว่ามีช่องว่างคะแนนความผูกพันของกลุ่ม Gen Z สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 16% ความต้องการของพนักงานถูกแบ่งแยกตามเจเนอเรชันอย่างชัดเจน กลุ่ม Gen Z มองหาที่ทำงานที่ตอบโจทย์การเติมเต็มชีวิต องค์กรต้องมีจุดมุ่งหมาย ทำเรื่องความยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ในขณะที่กลุ่ม Gen X และ Y ให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าและการพัฒนาขีดความสามารถ องค์กรที่บริหารจัดการเรื่องนี้ได้ดีจะใช้เครื่องมือวัดความผูกพันผ่านหลักการ BESTP ที่ครอบคลุมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ความเคารพ ความมุ่งมั่นทุ่มเท การเติบโต และจุดมุ่งหมาย
แข็งแกร่งจากภายใน สู่ความได้เปรียบระดับภูมิภาค

นภัส ศิริวรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮิววิท คอนซัลติ้ง จำกัด (Hewitt Consulting) กล่าวว่า โครงการ 100 Outperforming Enterprises ถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Strong from Within, Built to Outperform การสร้างความแข็งแกร่งจากภายในเริ่มต้นจากการมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน วัฒนธรรมที่ส่งเสริมความรับผิดชอบและนวัตกรรม พร้อมผู้นำที่สร้างความเชื่อมั่นได้ทั้งองค์กร สิ่งเหล่านี้จะถูกนำไปออกแบบเป็นระบบบริหารคนที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ด้านศาสตราจารย์เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นย้ำถึงการพัฒนาแรงงานเพื่อให้พร้อมรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัล การเสริมขีดความสามารถผู้นำ การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการเพิ่มทักษะใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อให้แรงงานไทยสามารถสร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรและประเทศในระยะยาว
องค์กรต้นแบบแห่งปี 2025
ในปีนี้ โครงการได้ประเมินองค์กรแบบองค์รวมและประกาศรายชื่อองค์กรไทยที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยรางวัล 2025 Out Performing Enterprises Thailand ซึ่งพิจารณาจากกลยุทธ์ บุคลากร นวัตกรรม และความยั่งยืน ได้แก่ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, บริษัท ไฮเวย์ จำกัด, บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน), บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด
นอกจากนี้ ยังมีการประกาศผลรางวัล People Outperform Index™ – 2025 Top HR Practice Excellence สำหรับองค์กรที่มีแนวปฏิบัติด้านการดูแลพนักงานครบทุกมิติ ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), กลุ่มมิตรผล, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด
ก้าวต่อไปของโครงการคือการขยายเครือข่ายการเรียนรู้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการ เชื่อมโยงข้อมูลบุคลากรเข้ากับผลประกอบการทางธุรกิจ เพราะเมื่อองค์กรมีความแข็งแกร่งและบุคลากรมีทักษะที่พร้อม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการยกระดับศักยภาพแรงงานและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Wise คว้าไลเซนส์ Non-bank เจ้าแรกในไทย ลุยธุรกรรมข้ามพรมแดน
Young Retro ดันเศรษฐกิจความทรงจำ Gen Z เน้นคุณค่ามากกว่าสเปก



