ท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลก และวิกฤติผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การนำทัพของ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และ บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ ประกาศเดินหน้าพลิกโฉมยุทธศาสตร์ดิจิทัลชาติครั้งใหญ่ โดยกำหนดจุดยืนเปลี่ยนกระทรวงให้เป็น “ตัวเชื่อม” ข้อมูลระหว่างภาครัฐและประชาชน ชูธง “Thai First” รื้อแผนแม่บท 5 ปีเพื่อวางรากฐานให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยเป็นหลัก พร้อมเปิดแนวรุกจัดระเบียบแพลตฟอร์มต่างชาติเพื่อควบคุมค่า GP และค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง พ่วงด้วยภารกิจด่วนขั้นสูงสุดในการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลรัฐเพื่อการจัดสรรสวัสดิการที่แม่นยำ
นอกจากนี้ยังเตรียมทบทวนโครงสร้างรัฐวิสาหกิจหลักอย่าง NT และไปรษณีย์ไทย โดยประกาศชัดเจนว่า ผลกำไรของรัฐในช่วงวิกฤตินี้จะต้องวัดจาก “คุณภาพชีวิตของประชาชน” ไม่ใช่เพียงเม็ดเงิน นับเป็นทิศทางก้าวใหม่ของกระทรวงดีอี ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
“เราต้องใช้วิกฤตินี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด เพื่อทบทวนและวางโครงสร้างรากฐานดิจิทัลใหม่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนไทยเป็นลำดับแรก”
รื้อยุทธศาสตร์ 5 ปี ชู “Thai First” สู่ Quantum Security
แผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 5 ปี กำลังจะสิ้นสุดลง กระทรวงจึงอยู่ในระหว่างการทบทวน และปรับปรุงแผนแม่บทใหม่ทั้งหมด เพื่อรับมือกับวิกฤติและความไม่แน่นอนระดับโลก รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง
ทิศทางใหม่นี้ จะลดการมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) แบบให้อิสระเพียงอย่างเดียว แต่ภาครัฐจะต้องเป็นผู้กำหนดแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจน ภายใต้หลักการ “Thai First” ที่ให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยเป็นหลัก โดยจะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด และความมั่นคงในการพึ่งพาตนเองของประเทศ
โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบคลาวด์ (Cloud) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ตใต้ทะเล และระบบดาวเทียมสื่อสารในอนาคต จะต้องถูกนำมาประเมินใหม่ทั้งหมด กระทรวงจะต้องจับตาสถานการณ์ขั้วอำนาจโลก และความน่าไว้วางใจในการทำธุรกิจ เพื่อประเมินว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในรูปแบบใด
ในส่วนของการกวาดล้างภัยไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ แม้สถิติการหลอกลวง (Scammer) จะลดลงในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา แต่การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยียังเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ผลกระทบต่อสภาวะจิตใจและชีวิตของประชาชนรุนแรงขึ้น กระทรวงอยู่ระหว่างการอัปเดต พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้รัดกุมยิ่งขึ้น รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาวะฉุกเฉินต่างๆ โดยกระทรวงจะไม่ได้ระบุทีมแฮกเกอร์สายขาว (White Hacker) ไว้ในตัวบทกฎหมายโดยตรง แต่เตรียมจัดตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยงานหรือทีมปฏิบัติการเพื่อปฏิบัติการตอบโต้ภายใต้กรอบของ พ.ร.ก. ฉบับนี้
นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำกฎหมายร่วมกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ เพื่อประสานงานปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการลงนามอนุสัญญากับประเทศเวียดนาม และจะดำเนินการตามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention against Cybercrime) โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนหน้า
ขณะเดียวกัน ในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย กระทรวงมีเป้าหมายที่จะเร่งศึกษาระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อยกระดับไปสู่มาตรฐานควอนตัม (Quantum Security) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ เนื่องจากเทคโนโลยีความปลอดภัยในปัจจุบันอาจกลายเป็นสิ่งล้าสมัย (Obsolete) ทันทีเมื่อเทคโนโลยีควอนตัมถูกนำมาใช้งานจริง
“สิ่งสำคัญและเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือการนำประชาชนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ภาครัฐสามารถชี้เป้ากลุ่มเปราะบาง และส่งมอบความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว”
วาระด่วน: ดึงประชากร 30 ล้านคนเข้าระบบรัฐ
ภายใต้ยุทธศาสตร์การเป็นตัวเชื่อมข้อมูล ประเด็นที่ถูกยกให้เป็นวาระเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบข้อมูลให้ได้มากที่สุดและรวดเร็วที่สุด รมช.บุณย์ธิดา ระบุว่า เป้าหมายของการดำเนินการนี้คือการทำให้ภาครัฐสามารถชี้เป้ากลุ่มเปราะบาง อาชีพ หรือรูปแบบการเสียภาษีของประชาชนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดสรรสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นไปอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย โปร่งใส และผ่านระบบที่ตรวจสอบได้ โดยตั้งเป้าให้เริ่มเห็นโครงสร้างหลักภายในสิ้นเดือนนี้
รมว.ไชยชนก กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนที่อยู่ในระบบเพียง 30 ล้านคน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผลักดันให้ประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบให้ครบถ้วน หากรัฐไม่สามารถกำหนดสิทธิ์และเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงอันเกิดจากค่าครองชีพและราคาปัจจัยสี่ที่สูงขึ้น
การดำเนินงานนี้จะเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ถือข้อมูลเลข13 หลัก, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), และกระทรวงการคลัง โดยจะดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเท่าที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลที่กระทบต่อข้อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้มากที่สุด
นอกจากนี้ กระทรวงดีอีจะบูรณาการข้อมูลตามนโยบายของกระทรวงต่าง ๆ อาทิ โครงการเกษตรแม่นยำ ข้อมูลการค้า และการนำเข้า-ส่งออกร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดูแลผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อสนับสนุนภารกิจเชื่อมโยงข้อมูลนี้
กระทรวงอยู่ระหว่างกระบวนการดึงสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) กลับเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี เพื่อทำหน้าที่เป็นแกนหลักร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันและกำลังรอเอกสารมติจากคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ
“ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้ เราต้องยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก กระทรวงพร้อมที่จะใช้กลไกการเจรจา หรือแม้แต่มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดระเบียบแพลตฟอร์มหากมีความจำเป็น”
จัดระเบียบแพลตฟอร์มต่างชาติ คุมค่า GP-ขนส่ง
ในส่วนของการดูแลปัญหาค่าครองชีพ รมว.ไชยชนก กล่าวว่า กระทรวงจะเรียกตัวแทนแพลตฟอร์มมาหารือเพื่อขอให้พิจารณาลดค่าธรรมเนียม (GP) อีกครั้ง แม้ในการหารือรอบที่ผ่านมาแพลตฟอร์มจะปฏิเสธการลดค่า GP โดยให้เหตุผลว่าหากลดแล้วจะเพิ่มกลับคืนได้ยาก และเสนอเป็นการเพิ่มมูลค่าหรือแจกคูปองรูปแบบอื่นแทนก็ตาม โดยกระทรวงพร้อมที่จะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและใช้ไม้แข็งในการบีบแพลตฟอร์มหากมีความจำเป็น
นอกเหนือจากการเจรจาค่า GP กระทรวงเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งบนแพลตฟอร์ม กฎหมายฉบับใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมไม่ให้แพลตฟอร์มบวกกำไร (Margin) ของค่าขนส่งอย่างไม่เป็นธรรม และจะบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดสิทธิ์เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถกดเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้ด้วยตนเอง
“ผลกำไรของรัฐในช่วงวิกฤติจะต้องไม่ใช่เพียงเม็ดเงิน แต่วัดจากคุณภาพชีวิตของประชาชน ภาครัฐต้องพร้อมที่จะขาดทุนและลงทุนเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”
ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ-ขยายระบบเตือนภัยพิบัติ

ทั้งนี้ รมช.บุณย์ธิดา ซึ่งกำกับดูแล 5 หน่วยงานหลักในสังกัด ได้แก่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT), ไปรษณีย์ไทย, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจอย่าง NT และไปรษณีย์ไทย จำเป็นต้องได้รับการทบทวนและปรับโครงสร้างระบบการทำงานในอนาคตอันใกล้ รูปแบบการดำเนินงานจะต้องไม่มุ่งเน้นเพียงการแสวงหากำไรทางธุรกิจรูปแบบเดิม แต่จะต้องปรับตัวเพื่อสนับสนุนดูแลภาคประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานและค่าขนส่งที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะไปรษณีย์ไทยที่ยังคงได้รับเสียงตอบรับอันดับหนึ่งด้านความแม่นยำและแน่นอน
รมว.ไชยชนก กล่าวย้ำในประเด็นนี้ว่า ในช่วงเวลา 1-2 ปีนี้ ภาครัฐพร้อมที่จะขาดทุนและกัดฟันลงทุนไปกับประชาชน โดยผลกำไรของรัฐต้องไม่ใช่เม็ดเงิน แต่วัดจากคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก
ในด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ กระทรวงยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการดูแลและแก้ไขปัญหา 4 ภัย ได้แก่ ภัยธรรมชาติ ภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ และภัยด้านสังคม โดยกระทรวงมีแผนที่จะนำระบบเทคโนโลยีติดตามสถานการณ์และพยากรณ์ภัยธรรมชาติที่มีความแม่นยำลึกถึงระดับตำบล ซึ่งเคยผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดลองใช้ (POC) ในพื้นที่ภาคใต้และจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ มาพัฒนาเป็นระบบถาวรที่เป็นรูปธรรมและใช้งานได้จริงทั่วประเทศ
ระบบนี้จะถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการสื่อสารและเชื่อมการรับมือภัยพิบัติ ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้งพิจารณาระบบฉุกเฉินของแต่ละหน่วยงานให้ครอบคลุมทั้งการสื่อสารระบบหลักและระบบรอง เพื่อรับมือต่อทุกความเปลี่ยนแปลง
“คณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่มีช่วงเวลาฉลองตำแหน่ง ทันทีที่เข้ารับหน้าที่ เราต้องเริ่มศึกษางาน ประสานงาน และลงมือแก้ปัญหาให้กับประชาชนตั้งแต่วินาทีแรก”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ถอดสูตรม.ขอนแก่น ทรานส์ฟอร์มองค์กร-ปั้นนักศึกษา รับมือ AI
AI ปฏิวัติการคิด! ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ เผยสถาปัตยกรรมความจริงใหม่



